สถาบันวิจัยและพัฒนา TV4 Kids

         เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.48   ทีมงานวิจัยและพัฒนารายการโทรทัศน์เพื่อส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก  เยาวชน  และครอบครัว มาคุย   ชื่อโครงการมันยาวจนจำยาก  เขาจึงเรียกสั้น ๆ ว่า TV4 Kids   คนที่มาคือ รศ. ดร. พันธุ์ทิพย์  กาญจนจิตรา  สายสุนทร,   อ. อิทธิพล  ปรีดิประสงค์ ([email protected])   และ อ. ผู้หญิงอีกคนผมจำชื่อไม่ได้  โครงการนี้ได้รับทุนจาก สสส. โดยผู้รับทุนคือ มูลนิธิ ศ. คนึง  ฦๅไชย

         คำถามที่อาจารย์ทั้ง 3 ท่านต้องการความเห็นจากผมก็คือ   ควรมีการจัดตั้งสถาบัน R&D TV4 Kids หรือไม่   ถ้าจะตั้งควรตั้งแบบไหน  มีหน้าที่อะไร  มีประเด็นที่พึงระวังอย่างไรบ้าง  

         ผมได้ให้ความเห็นไปว่า  ควรตั้ง   เป็นโครงการ 10 ปี  เน้นงานพัฒนาและวิจัยแล้วหลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่ตามผลงานและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

         จะต้องให้ชัดว่าองค์กร (โครงการ) นี้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการเองหรือเป็นผู้ขับเคลื่อนขบวนการ TV4 Kids   ซึ่งมีดีมีเสียคนละแบบ   และต้องใช้วิธีคิดและ corporate culture คนละแบบในการทำงาน

         ถ้าทำเองก็จะพบ "คู่แข่ง" มากมาย   และทีมงานต้องสวมวิญญาณ "คุณกิจ"

         ถ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนขบวนการก็จะต้องพัฒนาทักษะในการทำงานขับเคลื่อนเครือข่ายและต้องมีบารมี   มีความอดทน  ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย

         ผมได้ให้ความเห็นว่างานแบบนี้เป็นงานเปลี่ยนวัฒนธรรมและเป็นงานที่ซับซ้อน   จะต้องเข้าใจความซับซ้อน   และจับ "ตัวละคร" ให้ได้ครบ

          "ตัวละคร" ไม่ได้มีอยู่แค่ตัวเด็ก (ผู้รับสาร),  สถานีทีวี (ผู้เผยแพร่),  ผู้ผลิตรายการ   และบริษัทผู้อุปถัมภ์รายการ

         จริง ๆ แล้ว "ตัวละคร" มีอยู่เป็นสิบ   ที่เพิ่มมาได้แก่ พ่อแม่  พี่เลี้ยง   ครูเด็กเล็กหรือพี่เลี้ยงเด็กตามสถานรับเลี้ยง   ครู  ศิลปิน   นักวิทยาศาสตร์   นักทำงานเพื่อสังคม ฯลฯ   ที่จะเข้ามามีบทบาทในการ "พัฒนา" TV4 Kids ได้

         จุดสำคัญคือเป็น "งานพัฒนา"  ที่มีแง่มุมต่าง ๆ มากมายให้ดำเนินการ   ยกตัวอย่าง   เราควรจะส่งเสริมให้พ่อแม่ใช้รายการทีวีดี ๆ เป็นเครื่องช่วยการสนทนาระหว่างพ่อหรือแม่ (หรือพี่เลี้ยง) กับเด็ก   คือดูรายการด้วยกันแล้วคุยกัน   ว่าลูกชอบตรงไหน   แม่ (หรือพ่อ) ชอบตรงไหน   ทำไมจึงชอบ   เราจะทำอย่างเขาไหม   ทำอย่างนั้นถือว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี    ทำไมจึงว่าดี   ทำไมว่าไม่ดี   โดยแม่ต้องคุยกับลูกแบบเด็ก   คุยตามอายุเด็ก   หาพ่อแม่-ลูกที่จะลองทำแบบนี้สัก 100-200 คู่   แล้วให้โทรศัพท์แจ้งศูนย์รับแจ้งความประทับใจว่าเกิดผลอย่างไร    อยากได้รายการทีวีแบบไหน ฯลฯ   ก็จะได้ความรู้สำหรับพัฒนา TV4 Kids   นี่เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ   เราสามารถจินตนาการโครงการทดลองได้อีกเป็นร้อย

         ที่จริงเราคุยกันจิปาถะมากมายครับ   เพราะ ดร. พันธุ์ทิพย์กับผมสนิทกันในฐานะที่ท่านเป็นนักวิจัยเพื่อพัฒนา/แก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ   เชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน   เป็นนักกฎหมายเพื่อคนรวยที่เปลี่ยนใจมาช่วยคนจน   ผมจึงรักน้ำใจมาก

วิจารณ์  พานิช
 21 ธ.ค.48