ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล

 

          ตอนที่น้องสาวดิฉันชวนไปดูละครเพลงเรื่อง "ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล"  ด้วยท่าทางกระตือรือร้นจนออกนอกหน้านั้น   ดิฉันรู้สึกขำแกมเอ็นดูเธอ   น้องสาวคนนี้อายุไม่ไกลกับดิฉันนัก แต่โลกของเธอช่างสดใส และมองเห็นบรรยากาศและความสนุกสนานในทุกที่

         ดิฉันตอบตกลงเพราะอยากฟังเพลง และอยากรู้ว่าเขาจะแต่งเพลงสื่อความเล่าเรื่องอันโรแมนติกยืดยาวได้อย่างไร    ในขณะที่น้องกุลีกุจอจองตั๋วชมละครออนไลน์  ออกตังค์ล่วงหน้าให้ หาข้อมูลเกี่ยวกับละครสุดชีวิต    จะถามดิฉันก็ไม่ใคร่ได้เรื่องอะไร  เพราะได้อ่านนิยายของคุณโสภาค สุวรรณ เรื่องนี้เมื่อนานมาแล้ว  ภาษาที่ใช้นั้น “หวาน” มาก   แต่ถ้าให้ดิฉันอ่านเรื่องแนวๆนี้อีกก็คงไม่รู้สึกอะไรเท่าสมัยสาวๆ

         หรืออีกทีก็คงเป็นเพราะดิฉันออกจะแก่ไปสำหรับเรื่องโรแมนติก...    ว่าเข้าไปนั่น  : )

          ตอนที่ไปถึงโรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์   ซึ่งดูอลังการสมเป็น “โรงละคร”   ดิฉันค่อนข้างจะถูกใจการตกแต่งสถานที่ที่ใช้ไฟหรี่ต่ำ โดยใช้สีดำเข้มแดงก่ำเป็นพื้น    ดูตัดกันฉึบฉับดี   รอบค่ำวันที่ดิฉันกับน้องไปดูนั้น   มีผู้ชมมากเป็นพิเศษ  ดิฉันคิดเพียงว่าเดี๋ยวเข้าไปข้างในจะได้หลับสบาย เพราะคนดูคงเงียบกริบ  ตามแบบฉบับของละครเวที

          ตอนนั่งรอที่แถวหลังสุดบนสุด  (ทำเลดีจริงๆ)   ดิฉันก็เตรียมพร้อมที่จะหลับ เพราะแอร์เย็นกำลังดี  เราต้องรอเวลาก่อนละครองก์แรกจะ เริ่มขึ้น    น้องอยากเข้าห้องน้ำ  ดิฉันบอกเธอให้รีบไปเพราะคิดว่าน่าจะทัน     น้องคล้อยหลังออกไปแป๊บเดียว ละครก็เปิดตัวด้วยระบำอาหรับที่เร้าใจ  แม้ฉากจะไม่ถึงกับอลังการมากนัก  แต่เพลงและดนตรีก็เร้าใจให้จับตาอยู่ที่ผู้แสดง 

           ดิฉันกระวนกระวายเพราะเสียดายแทนน้องที่มาไม่ทัน  หันไปที่ทางเข้าก็เห็นเขากันคนที่มาช้าให้ยืนรอให้จบองก์แรกก่อน จึงจะเข้าที่นั่งได้  นึกชอบใจวิธีคิดฝรั่งอยู่บ้าง  ขนาดดูละครเวทียังต้องเคารพขนบ มีวินัย  หาไม่แล้วที่ผู้แสดงเพียรซ้อมกันมานับร้อยเที่ยว   ก็จะจบลงที่การได้นั่งชมคนดูด้วยกันเดินสวนสนามกันไปมา แบบไม่ได้ซ้อม 

           และนับแต่นาทีนั้น  ดิฉันก็หลับไม่ลงอีกต่อไป 
 
          เพราะได้เห็นการทำงานเป็นทีมแบบมืออาชีพ   เพราะได้ตั้งใจฟังเพลงที่ผู้แต่งพยายามสื่อความหมาย    เพราะวง orchestra ที่บรรเลงประสานกันอย่างไพเราะลงตัว    นักแสดงนำทุกคนร้องเพลงได้ไพเราะนัก     เพลง Hilfarah ฟังแล้วเข้ากับบรรยากาศ  โดยเฉพาะท่อนที่คุณนัทร้องจับใจมาก  

           ดิฉันเพิ่งนึกได้ว่า ละครเพลงเรื่อง The Phantom of the Opera ที่ดิฉันชอบมากนั้น นางเอกเป็นคนฝรั่งเศสเหมือนกัน    กำพร้าเหมือนกันอีกต่างหาก 
 
           การถ่ายทอดวิญญาณตัวละคร  ทำให้ดิฉันยอมรับได้ว่าละครเวทีเป็นโลกการแสดงสด  ไม่ใช่นวนิยายที่เรียงร้อยตัวอักษรเปิดให้จินตนาการโลดแล่นไปตามใจคนอ่านอย่างเสรี  ดิฉันเรียนรู้ที่จะไม่คาดหวังความสมจริงจากเวทีสมมุติ… 

          คุณมอสจึงเป็นชารีฟราชองครักษ์ที่ดิฉันรับได้   แม้จะไม่มีหนวดเคราอย่างในนิยาย และดูมี  “บารมี” น้อยไปนิด  แต่บทบาทคุณมอสก็โดดเด่นสมเป็นพระเอก  คุณนัท มีเรีย  เป็นมิเชลอย่างที่มิเชลเป็น  ดิฉันไม่รู้สึกตั้งคำถามกับตัวละครตัวนี้เลย  ชื่นชมเสียงร้องเพลงและบทบาทการแสดงของคุณนัท   คุณศรัญญูก็เป็นองค์อาเหม็ดที่ดูเด็ดขาดแต่เปี่ยมคุณธรรม  เป็นราชาผู้อารีได้ไม่เคอะเขิน    คุณญาญ่าหญิงในบทของนางร้าย “แคชฟียา” นั้นเห็นชัดว่า “แรง”ดี  แม้จะออกมาเพียงช่วงสั้น   เสียงร้องเพลงของเธอมีพลังเข้มข้น  คุณวิทย์ AF1ก็เป็น “โอมาน” น้องชายกษัตริย์ได้โหดดี 

          ติดใจอยู่นิดเดียวตรงท่าเต้นฉากหนึ่งที่แสดงถึงความสำเร็จในการชิงบัลลังก์จากพี่ชาย  ที่ดูอย่างไรก็เป็นท่าแด๊นซ์เพลงป๊อบ  เลยลดดีกรีความโหดลงมาเยอะ  ผู้ร้ายเลยดูไม่ร้ายเท่าที่คิดว่าน่าจะร้ายได้
   
          ฉากเคลื่อนที่ออกแบบได้อย่างน่าสนใจ  มีเครื่องบินให้ดูด้วย  ดิฉันชอบทางเดินเลื่อนบนเวทีที่ดูเนียนไปกับเวที  ให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังเดินทางไกลได้อารมณ์มาก    ความต่อเนื่องของแต่ละฉากแทบจะไม่สะดุดเลย

           และฉากที่ติดตาที่สุดคือฉากฝนดวงดาวที่สวยงามมาก  ดาวระยิบระยับบนฟ้าว่าสวยแล้ว  ฝนดาวตกพร่างพราวชวนให้อธิษฐานด้วยยิ่งสวยใหญ่    ดิฉันก็เผลอใจอธิษฐานไปตามนางเอกเหมือนกัน
 
          และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเล่าเรื่องด้วยเพลง  ซึ่งดิฉันรู้สึกชื่นชมนัก   ลำพังขมวดไดอะล็อกให้เป็นบทละครเพียงสองชั่วโมงกว่าๆก็สาหัสอยู่แล้ว  (โดยเฉพาะภาษาสวยๆของคุณโสภาค  สุวรรณ)

           แต่การขมวดความทั้งเรื่องให้ลงในเพลงที่ต่อเนื่องเรื่องเล่าร้อยเรียงกันอย่างราบรื่นนี้  ดิฉันคิดว่าคนทำเพลงอาจนอนไม่หลับเป็นเดือน

           ตลอดทั้งเรื่องที่ตาดิฉันจ้องเป๋งไปที่เวที  แม้ที่นั่งของเราไกลจากเวทีมากจนยากที่จะเห็นสีหน้าผู้แสดงอย่างชัดเจน  แต่บทบาท เพลง และการแสดงที่สอดประสานกันอย่างดี ทำให้รับรู้และเกิดอารมณ์ร่วมได้อย่างงดงาม

           ดิฉันรู้สึกเหมือนได้ย้อนคืนไปในวันเก่า    วันที่เคยเรียนรู้ชีวิตด้วยการไปนั่งดูหนังคนเดียว    ช่วงเวลาที่มี “เราคนเดียว”  กับคนทุกคน ท่ามกลางความมืดมิดนั้น  เราก็ไม่ใช่เราอีกต่อไป  และเมื่อไฟสว่าง.....เราก็อาจเปลี่ยนไปเป็นอีกคน   เพราะได้ก้าวผ่านชีวิตจำลองของใครบางคนที่เราไม่รู้จัก  แต่ทำให้เราตระหนักได้ถึงมุมมองที่แตกต่างของหลายชีวิต

          สื่อบันเทิงมิได้ไร้สาระเสมอไป....   สำหรับดิฉัน  สื่อบันเทิงที่ผ่านการประกอบสร้างอย่างตั้งใจ  จำลองอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก  และจินตนาการของมนุษย์ อย่างประณีต    นอกจากจะให้ความบันเทิงแล้ว    ยังจรรโลงใจ  ทำให้จิตใจละเอียดอ่อน เห็นมุมมองของชีวิตอย่างประณีตละเมียดละไมลึกซึ้งขึ้น  ก็คุ้มค่าที่จะเข้าชม
    
            ละครเรื่องนี้คุ้มค่าที่จะเข้าไปนั่งซาบซึ้งโรแมนติกน้ำตาไหลอยู่เป็นระยะได้ร่วมสามชั่วโมง    ตอนที่ผู้ชมต่างกำลังปรบมือให้ผู้แสดงเมื่อละครจบ    ดิฉันแอบหยิบทิชชูขึ้นมาจะซับน้ำตา (ตอนกำลังดูรู้สึกอายไม่กล้าเช็ดให้ใครเห็น)   บังเอิญเหลือบตาไปเห็นสุภาพสตรีที่นั่งติดกันกำลังคลี่ผ้าเช็ดหน้าซับหางตา.....    
           เหลือบตาไกลไปอีกนิด...    สุภาพบุรุษอีกท่านก็ทำแบบเดียวกัน 

        ....เป็นอารมณ์ซาบซึ้งร่วมกันตอนจบของ     “ฟ้าจรดทราย  เดอะมิวสิคัล”   ........ที่ไม่แบ่งแยกเพศและวัยอีกต่อไป.....

 

 

 

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุนิดนะคะ

            เนื่องจากเพื่อนแวะมาอ่านและท้วงว่าดิฉันมีน้องชายคนเดียวมิใช่หรือ    ดิฉันจึงขอเรียนเพิ่มเติมว่า "น้องสาว" ที่เล่าถึงข้างต้น เป็นน้องร่วมภาควิชาเดียวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเกือบสิบปีแล้ว     ดิฉันจึงไม่รู้สึกว่าเธอเป็นใครอื่นนอกจากเป็น "น้องสาว" จริงๆ    
            ....ที่เล่าไปข้างต้นจึงไม่ถือเป็นการให้การเท็จแต่ประการใด.... : )