๑. เมื่อยากจนก็ยังคงชื่นชมในคุณธรรม เมื่อมั่งมี ก็ยังคงชื่นชมในมารยาทจริยธรรม. ๒. ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไม่เข้าใจเรา แต่ต้องเป็นห่วงว่าเรา ไม่เข้าใจคนอื่น. ๓. การศึกษา ค้นคว้า ถ้าเอนเอียงไปสุดสายไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะมีแต่ผลเสียเท่านั้น. ๔. การที่ยอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็คือความที่รู้แล้ว. ๕. บัณฑิตคิดถึงว่า “ทำอย่างไรจึงเพิ่มพูน คุณธรรม ของตนได้” คนพาลคิดถึงว่า “ทำอย่างไรจึงจะเห็นความเป็นอยู่ของตนสะดวกสบายขึ้น โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม”. ๖. บัณฑิตรู้ ( เฉพาะเรื่อง ) ที่ชอบด้วยเมตตาธรรม คนพาลรู้ ( เฉพาะเรื่องที่ได้ ) ผลกำไรโดยไม่นึกถึงคุณธรรม. ๗. ความผิด อันเนื่องจากการประหยัดนั้น มีน้อยเหลือเกิน. ๘. ผู้มีคุณธรรม ย่อมไม่ถูกทอดทิ้งอยู่โดดเดี่ยว และจะต้องมีเพื่อนบ้านมาคบหา. ๙. บัณฑิตมีความอ่อนน้อมถ่อมตนรับใช้ราษฎรด้วยสติปัญญามีความเอื้ออาทรต่อราษฎร ใช้ราษฎรโดยชอบด้วยเหตุผล. ๑๐. ไม่คิดถึงความชั่วของผู้อื่นในอดีตกาลจึงมีคนโกรธท่านน้อย. ๑๑. จงเป็นนักศึกษาในแบบบัณฑิต อย่าเป็นนักศึกษาในแบบคนพาล. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm; tab-stops: 36.0pt" class="MsoListBullet">๑๒. ตั้งใจมุ่งมั่นอยู่กับคุณธรรม ยึดมั่นในคุณธรรมไม่ละทิ้งเมตตาธรรม ท่องเที่ยวไปในศิลปะวิชาการ. </p>๑๓. สุรุ่ยสุร่ายเกินไปก็จะอวดหยิ่ง ประหยัดเกินไปก็จะเป็นคนคับแคบ แต่เป็นคนอวดหยิ่ง สู้เป็นคนคับแคบดีกว่า. ๑๔. บัณฑิตย่อมมีจิตใจกว้างขวางราบรื่น คนพาลย่อมมีความกลัดกลุ้มอึดอัดตลอดเวลา. ๑๕. อ่อนน้อมแต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่า ระมัดระวังแต่ไม่มีจริยธรรม จะเป็นความขลาดกลัว. ๑๖. กล้าหาญ แต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นก่อการร้าย ซื่อตรง แต่ไม่มีจริยธรรม จะกลายเป็นภัยแก่คนอื่น. ๑๗. ยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติ ( เซ่นไหว้ ) เทพเจ้ากับผี เป็นได้อย่างไรเล่า. ๑๘. บัณฑิต มีความสามัคคีต่อกัน แต่ความคิดกับการกระทำไม่เหมือนกัน คนพาลมีความคิดกับการกระทำเหมือนกัน แต่ไม่มีความสามัคคีต่อกัน. ๑๙. ปรนนิบัติบัณฑิตเป็นเรื่องง่าย แต่ทำให้บัณฑิตรักเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะถ้าไม่ชอบด้วยหลักธรรม บัณฑิตก็ไม่รัก. ๒๐. ต่างตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน อยู่กันด้วยความสามัคคี เรียกว่าเป็นนักศึกษาได้. ๒๑. ( ในระหว่าง )เป็นเพื่อนกัน ( ต้อง ) ตักเตือนให้กำลังใจแก่กัน ( ในระหว่าง ) พี่น้องกัน ( ต้อง ) มีความสามัคคีกัน. ๒๒. เมื่อรักเขา จะไม่ให้กำลังใจแก่เขาได้หรือ เมื่อซื่อสัตย์ต่อเขา จะไม่ตักเตือนสั่งสอนเขาได้หรือ. ๒๓. บัณฑิตย่อมมีความอับอายที่พูดไปนั้นเกินกว่าที่ทำไป. ๒๔. ปราชญ์ ย่อมหลีกเลี่ยงสังคมที่เลวร้าย รองจากนี้ หลีกเลี่ยงสถานที่เลวร้าย รองจากนี้หลีกเลี่ยงมารยาทที่เลวร้าย รองจากนี้ หลีกเลี่ยงวาจาที่เลวร้าย. ๒๕. ผู้ที่ไม่มีการไตร่ตรองให้ยาว ( ในอนาคตไกล ) จะต้องมีภัยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน. ๒๖. ตำหนิตนเองให้มาก ตำหนิคนอื่นให้น้อย ก็จะไม่มีใครโกรธแค้น. ๒๗. รวมอยู่กันเป็นหมู่ ตลอดวันไม่เคยพูดถึงธรรมที่ชอบ ทำตนเป็นคนฉลาดในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อไปเห็นจะลำบาก. ๒๘. บัณฑิตมีความภาคภูมิใจกับตนเอง คนพาลขอร้องกับคนอื่น. ๒๙. บัณฑิตมีความภาคภูมิใจในตนเอง แต่ไม่แย่งชิงความภาคภูมิใจของผู้อื่น บัณฑิตมีความสามัคคี แต่ไม่เล่นพวกกัน. ๓๐. พูดไพเราะ ตลบแตลง ทำให้เสียคุณธรรม เรื่องเล็กไม่อดกลั้นไว้จะทำให้แผนเรื่องใหญ่เสีย. ๓๑. ทุกคนเกลียด ก็ต้องพิจารณา ทุกคนรัก ก็ต้องพิจารณา. ๓๒. เพื่อนที่ซื่อตรง เพื่อนที่มีความเที่ยงธรรม เพื่อนที่มีความรู้ทั้ง ๓ ประเภทนี้มีประโยชน์แก่เรา. ๓๓. เพื่อนที่ประจบสอพลอ เพื่อนที่แสร้างทำอ่อนน้อมเอาใจ เพื่อนที่ชอบเถียงไม่มีความรู้ทั้ง ๓ ประการนี้เป็นภัยต่อเรา. ๓๔. บัณฑิตมีความกลัวอยู่ ๓ ประการ กลัวประกาศิตของสวรรค์ กลัวผู้มีอำนาจ และกลัวคำพูดของอริยบุคคล. ๓๕. นิสัยคนมีความเหมือนกัน แต่การศึกษาทำให้แตกต่างกัน. ๓๖. เฉพาะคนที่มีปัญญาสูง กับคนที่โง่มากเท่านั้น ที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเขาได้. ๓๗. รักความเมตตา แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ถูกหลอกลวงง่าย รักความรู้ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ความรู้นั้นกระจัดกระจายไม่มีฐานที่ตั้ง. ๓๘. รักความซื่อสัตย์ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นภัยแก่ตนได้ง่าย รักพูดตรงความจริง แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่การพูด เป็นการทำลายคนอื่นได้ง่าย. ๓๙. รักความกล้าหาญ แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่ก่อความไม่สงบได้ง่าย รักความเข้มแข็ง แต่ไม่มีการศึกษา เสียอยู่ที่เป็นคนมุทะลุได้ง่าย. ๔๐. อ่านหนังสือโดยไม่ค้นคิด การอ่านจะไม่ได้อะไร ค้นคิดโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การค้นคิดจะเปล่าประโยชน์. ๔๑. ทบทวนเรื่องเก่าและรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นครูได้. ๔๒. นักศึกษาสมัยก่อน ศึกษาเพื่อให้ตนเองมีความสำเร็จในการศึกษา นักศึกษาในปัจจุบัน ศึกษาเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าตนเองมีการศึกษา. ๔๓. ชอบเอาคนสองคนมาเทียบว่าใครดีกว่าใคร เธอเองเก่งพอแล้วหรือ สำหรับเรา เราไม่มีเวลาว่างมาทำเช่นนี้. ๔๔. แสร้งพูดไพเราะ แสดงอาการน่ารัก เพื่อให้ถูกใจคน คนประเภทนี้น้อยนักที่จะเป็นคนมีเมตตาธรรม. ๔๕. ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น จึงสามารถรักคนด้วยความจริงใจ และจึงสามารถเกลียดคนด้วยความจริงใจ. ๔๖. ผู้มีปัญญาชื่นชมน้ำ เป็นผู้ขยัน เป็นผู้มีความสุข ผู้ที่มีเมตตาชื่นชมภูเขา เป็นผู้สงบ เป็นผู้มีอายุยืน. ๔๗. ผู้ที่มีเมตตาธรรมเท่านั้น เวลาพูด เขาพูดอย่างเชื่องช้า ไม่พูดเชื่องช้าได้หรือ เพราะเมื่อพูดไปแล้ว ต้องทำตามที่พูดด้วยความลำบาก. ๔๘. ผู้ที่มีความเข้มแข็ง กล้าหาญ ซื่อสัตย์ พูดช้าก็ใกล้กับความมีเมตตาธรรมแล้ว. ๔๙. ผู้ที่มีคุณธรรมต้องมีคำพูดที่ดี ไม่ต้องใช่เป็นคนที่มีคุณธรรมเสมอไป. ๕๐. ผู้มีเมตตาธรรมต้องเป็นผู้กล้าหาญ แต่ผู้กล้าหาญ ไม่ใช่ต้องเป็นคนมีเมตตาธรรมเสมอไป. ๕๑. เลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีชีวิตอยู่ได้เท่านั้นหรือ ถ้าเช่นนั้น หมากับม้าก็ได้รับการเลี้ยงดู ให้มีชีวิตอยู่เช่นกัน. ๕๒. บัณฑิตให้ความเมตตากรุณาแก่ผู้อื่น ใช่คนทำงานแต่คนไม่โกรธแค้น ความต้องการ
“ปราชญ์สอนว่า....”
มาดูว่าปราชญ์สอนไว้ตรงกับบุคคลหรือสถานที่ๆเราเป็นอยู่กันหรือเปล่า
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ขมิ้นเหลือง เดินดิน · 24 มิ.ย. 2550
เสียงเล็กๆ فؤاد · 24 มิ.ย. 2550
ขมิ้นเหลือง เดินดิน · 24 มิ.ย. 2550
pa_daeng · 24 มิ.ย. 2550
beeman 吴联乐 · 24 มิ.ย. 2550
นายจิรัฏฐิ์ มามะ · 24 มิ.ย. 2550
วรรธนชัย ๏(。◕‿◕。)๏ ♫ ♬ ♪ ♩ ♭ · 24 มิ.ย. 2550