เมื่อเวลา 10.00-10.30 น. ที่ผ่านมา ผมได้ไปเข้าร่วมการประชุมสัมมนาของ สกว.สำนักงานภาค โหนดอิสลามศึกษาฯ ที่ห้องประชุม สำนักงานคณบดี และได้ฟังการบรรยายพิเศษเรื่องของบทบาทอัลกุรอานต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ดร.อะหมัดอูมาร์ จะปะเกีย รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการและกิจการนักศึกษา
เดิมที่เห็นกำหนดการ ก็คิดเล่นๆ ว่า ท่านจะพูดในประเด็นไหน เพราะผมไม่ค่อยเห็นท่านพูดประเด็นเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับหลักการศาสนาเท่าไร มักได้ยินท่านพูดทางประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์มากกว่า เพราะนั่นคือความเชี่ยวชาญของท่าน
เมื่อได้ฟังก็ทึ่งครับ เพราะท่านนำเสนอบทบาทของอัลกุรอานได้เห็นภาพที่ชัดเจนมาก โดยผ่านมุมมองของนักประวัติศาสตร์การเมืองจริงๆ
ท่านเริ่มต้นด้วยการมองไปที่สามจังหวัดนี้ว่า อิสลามได้เข้ามาที่นี้สองช่วง คือ เมื่อศริตศตวรรษที่ 11 ในลักษณะของอิสลามรายบุคคล ซึ่งนำเข้ามาโดยนักค้าขายอาหรับที่เดินทางมาทำการค้า ซึ่งปลายทางคือประเทศจีน และส่วนใหญ่จะต้องแวะพักที่ปัตตานีก่อน
และการเข้ามาของอิสลามที่สำคัญคือในศตวรรษที่ 15 ซึ่งครั้งนี้ปาตานีเปลี่ยนเป็นสังคมมุสลิม เนื่องจากทั้งกษัตริย์และประชาชนเปลี่ยนจากศาสนาฮินดูมาเป็นอิสลาม
และในช่วงเวลานี้แหละที่อัลกุรอานได้มีบทบาทต่อสังคมสามจังหวัดนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนศาสนาไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเพียงภายนอก แต่ต้องเปลี่ยนทุกมิติของชีวิต ซึ่งก็ต้องเริ่มด้วยการศึกษา และสิ่งที่แรกที่มีศึกษา คือ การศึกษาอัลกุรอาน เนื่องจากอัลกุรอานเป็นหนึ่งในหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม
จากการศึกษาอัลกุรอานของคนในยุคนั้นนำไปสู่ภาพความเปลี่ยนแปลงในหลากมิติ ผมสามารถสรุปได้ดังนี้คือ
- เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต สร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้
- มีการพัฒนาระบบเขียนของภาษามลายู ซึ่งอันนี้ชัดเจนมากเนื่องจากระบบเขียนในสมัยนั้นใช้อักษรอาหรับทั้งหมด ดังนั้นนี้คือบทบาทที่เด่นชัดที่สุดของอัลกุรอาน และจากการมีระบบเขียนทำให้คุณภาพชีวิตของคนเปลี่ยนไป
- เกิดระบบการศึกษารูปแบบใหม่ นั่นคือ ปอเนาะ
- เกิดนักวิชาการด้านอิสลามศึกษาที่มีบทบาทต่อคนทั่วทั้งแหลมมลายู เช่น เชคดาวูด เชคอะหมัด อัลฟาฎอนี
- มีตำรับตำราทางอิสลามศึกษามากมาย ซึ่งเป็นผลงานอัมตะของนักวิชาการชาวปาตานี ซึ่งเขียนด้วยภาษามลายูมาตรฐาน (อักษรยาวี) ซึ่งถูกนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั่วภูมิภาค
จากที่ผมสรุป ผมรู้สึกประทับใจกับช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ฟังท่านรองบรรยายมากครับ เพราะปกติมักจะได้ยินการนำเสนอบทบาทของอัลกุรอานในเชิงหลักวิชา หรือโดยภาพรวม แต่เมื่อฟังท่านบรรยาย กลับทำให้เห็นภาพจริงของบทบาทอัลกุรอานมากยิ่งขึ้น
ผมมองว่า ความศรัทธาของคนที่นับถือศาสนาอิสลามจะสมบูรณ์ได้ก็ต้องด้วยความรู้ และแหล่งของความรู้ที่ยิ่งใหญ่คือจากอัลกุรอาน และเราจะพบว่า ด้วยแรงพลักดันจากคำสอนในอัลกุรอานนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าที่หลากหลายครอบคลุมที่มิติของสาขาวิชา และนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในศาสตร์ทางการแพทย์ในปัจจุบัน ก็ได้รับการสานต่อจากองค์ความรู้ที่พัฒนาโดยนักวิชาการมุสลิม (ขออภัยนึกชื่อท่านไม่ออกในตอนนี้) เป็นต้น
และในอีกมุมมองกลับกัน ปัจจุบันความตกต่ำของการศึกษาในสามจังหวัด ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่มุสลิมในสามจังหวัดหากไกลจากการศึกษาทำความเข้าใจในอัลกุรอาน ทำให้มิติของความรู้และการแสวงหาความรู้ลดน้อยลง ปัจจุบันแทนที่คนในสามจังหวัดจะยึดมั่นและมุ่งแสวงหาความรู้จากอัลกุรอานและอัซสุนนะห์(แบบอย่างจากท่านศาสนฑูต) กับไปให้ความสำคัญและยึดติดกับความเชื่อของนักวิชาการเพียงบางคน บางกลุ่ม จนนำพาไปสู่มิติของการศึกษาที่แคบและไม่สนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก (ขออภัยหากมีท่านใดไม่เห็นด้วยกับมุมมองในการสรุปของผมแบบนี้)
ผมเห็นด้วยกับสรุปความคิดของอาจารย์ที่การศึกษาของคนสามจังหวัดตกต่ำลงเพราะห่างไกลอัลกุรอานและซุนนะฮฺเพราะเท่าที่ผมคลุกคลีกับเด็กสามจังหวัดโดยเฉพาะเด็ก ม.ปลายด้วยแล้วจะเห็นว่าเด็กคนใดที่เรียนรู้อยู่กับสองสิ่งนี้การเรียนของเขาจะไม่น่าห่วงเลย
อัลกุรอานระบุไว้มีความว่า อัลกุรอานคือรัศมี ที่จะนำพามนุษย์ออกจากความมืดไปสู่ความสว่างครับ ดังนั้นการทำให้ตัวเราเองผูกติดกับความสว่าง ก็หมายถึงเส้นทางชีวิตของเราที่มั่นคง การสร้างคุณธรรมในตัวเด็กก็ต้องสร้างด้วยคุณธรรมด้วยความดี ไม่ใช่เอาสิ่งไม่ดีมาเพื่อสร้างสิ่งดี
เมื่อก่อนอ่านคำแปลจากอัลกุรอานแล้ว รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจ คือไม่สามารถตีความหมายได้ว่าต้องการอะไร แต่อัลฮัมดุลิลลอฮฺ ที่ตอนนี้เริ่มจะมองออกและเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอาน ว่ามันลึกซึ้งและน่าค้นหายิ่งกว่าอ่านแฮรีพอตเตอร์ซะอีก