สายลมไม่เคยพัดพาโชคดีมาเป็นครั้งที่สอง” หรือ “โชคดีมีครั้งเดียว แต่โชคร้ายมีหลายครั้ง

                เย  ปมตฺตา  ยถา  มตา  แปลความว่า ผู้ประมาทก็เหมือนคนตายแล้ว                คนส่วนมากชอบผัดวันประกันพรุ่งในสิ่งต่าง ๆ ที่ควรจะทำเสียวันนี้ ตอนนี้ แต่มักอ้างว่า ไม่มีเวลาบ้าง ร้อนนัก หนาวนัก เหนื่อยนัก หิวนัก อิ่มนักบ้าง พรุ่งนี้มะรืนนี้ค่อยทำก็ยังมีเวลาทำทันถมเถไป                ภาษิตกล่าวว่า สายลมไม่เคยพัดพาโชคดีมาเป็นครั้งที่สองหรือ โชคดีมีครั้งเดียว แต่โชคร้ายมีหลายครั้ง                การที่มีโอกาสประกอบกิจการงานอันเป็นประโยชน์ ถือว่าเป็นโชคดีที่สุด ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือหรือผ่านไปง่าย ๆ แต่คนส่วนมากก็ชอบผัดไปอีกประเดี๋ยวบ้าง อีกชั่วโมงบ้าง อีกวันหนึ่งบ้าง โดยไม่ได้ฉุกคิดว่ากำบลังปล่อยให้โอกาสทืองของชี่วิตกำลังผ่านเลยไปโดยไม่หวนกลับมาอีก                เวลาและวารี มิเคยที่จะคอยใคร                ถ้าเราลองสังเกตรอบ ๆ ตัว จะพบคนโชคร้ายกว่า เช่น คนแก่ชรา คนพิการที่ไม่อาจทำงานได้ แต่ส่วนหนึ่งแม้จะสูงวัยจนน่าจะได้พักผ่อนจากการตรากตรำทำงานหนักมาจตลอดชีวิต หรือคนทุพพลภาพแขนขาด ขาขาด ตาบอด ก็ยังทำงานสุจริต โดยไม่ย่อท้อ ไม่ต้องการให้ตัวเองตกเป็นภาระของลูกหลานหรือญาติมิตร                ไม่กระทำตนเป็นขอทานด้วยความหยิ่งในเกียรติยศของความเป็นมนุษย์  แต่ลงมือทำงานที่ตนถนัดหรือจะทำได้จนสุดความสามารถ หลาย ๆ คนถึงกับหาเงินได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนไปเลี้ยงดูบุพการีและครอบครัวของตนด้วยซ้ำ                คนที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือคนมีอวัยวะสมบูรณ์ครบ 32 ประการ จะอับอายหรือจดจำเป็นเยี่ยงอย่างด้วยซ้ำ                คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม ล้วนแต่ขยันขันแข็ง ทำงานหนัก ทำบุญทำทานเหมือนจะตายวันตายพรุ่ง มีเวลาก็ศึกษาหาความรู้ใส่ตนไม่รู้จักเบื่อหน่ายหรืออิ่มหนำ เหมือนกับจะมีชีวิตอยู่ไปอีกนับร้อยปี ไม่เคยปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ ยังสะสางการงานให้ลุล่วงไป ไม่ปล่อยให้คั่งค้างทับถมมากมายจนท้อใจ                ในพจนานุกรมของชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่เคยมีคำว่า พรุ่งนี้ค่อยทำงานมีแต่ พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้                อุปสรรคขวากหนามต่าง ๆ เป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่พวกเขาจะไม่ยอมแม้หรือให้ความสำคัญแก่มัน นอกจากจะลงมือแก้ไข ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ จนกว่าจะพบกับความสำเร็จอย่างที่มีสำนวนยุคใหม่ว่า เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสไม่ใช่เอาแต่ถอนหายใจ ถอดใจยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นเลย                การทำกิจการงานต่าง ๆ โดยไม่ผัดผ่อนนั้น ย่อมจะมีการพิจารณาโดยรอบคอบว่า สิ่งไหนควรทำก่อน สิ่งไหนควรทำถัดไป หากขาดการไตร่ตรองเสียแล้วก็อาจทำให้เสียประโยชน์ได้ ดังนี้                ผู้ที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง เปรียบไปก็คือ คนประมาท ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนแม้แต่ภิกษุว่า                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิดภิกษุยินดีในความไม่ประมาทหรือมีปกติเห็นภัยในความประมาทเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อมชื่อว่าประพฤติใกล้นิพพาน                การผัดวันประกันพรุ่งในการงาน ในการประกอบกุศลกิจ ย่อมเป็นความเสื่อมของมนุษย์ฉันใด การผัดวันประกันพรุ่งในการทำชั่ว ทำบาปกรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นความเจริญของมนุษย์ฉันนั้นแล