ความเป็นมิตรและความเป็นสหาย เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย จะปรากฏเห็นโดยความระลึกถึงกันเป็นเครื่องหมาย. ผู้ใดยังมีความปรากฏว่าระลึกถึงผู้ใดอยู่ ความเป็นมิตรย่อมปรากฏชัดเฉพาะผู้นั้น ส่วนผู้ใดไม่ระลึกถึง ความเป็นมิตรย่อมไม่ปรากฏในผู้นั้น.
มหาพิจารณา. มิตรกับสหาย
มิตร คือ ผู้ที่มีจิตเมตตา. นี่พิจารณาที่จิต เพราะความที่จิตเป็นรากฐานของการแสดงกรรมออกมายังภายนอก คือ กลายมาเป็นการช่วยเหลือด้วยวาจีกรรม ด้วยกายกรรม. ซึ่ง การช่วยเหลือคือความกรุณาเหล่านั้น มีขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยเมตตาจิตเป็นเครื่องนำมา.
ความเป็นมิตต์ ถือเอาที่จิตเมตตานั้นเป็นประมาณ.
บุคคลที่แผ่เมตตาไปทุกทิศ แผ่ให้ยังสรรพสัตว์ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ แม้ไม่ได้แสดงความช่วยเหลือด้วยวาจา ด้วยกายในสัตว์ทุกข์ตัวตนเหล่านั้น. แต่ก็นับว่า เขาเป็นมิตรไปในสัตว์ทุกเหล่า.
ผู้ให้เมตตาไป ย่อมได้รับเมตตาตอบ. ผู้ให้ความเป็นมิตร ย่อมได้รับความเป็นมิตร. เราคิดถึงท่าน ท่านก็จะคิดถึงเรา.
เวร ย่อมมีขึ้นในหมู่คนที่เป็นศัตรู. เวรผูกขึ้นได้เพราะอาศัยพยาบาท. เวรย่อมไม่เกิดขึ้นในหมู่มิตร แม้พยาบาทก็เช่นกัน.
พยาบาท อาศัยความโกรธนำมา. ความโกรธอาศัยความเคืองใจนำมา.
เมื่อปรารถนามีศัตรูมากๆ พึงผูกพยาบาทไว้เนืองๆ. เมื่อปรารถนาศัตรูแต่ปานกลาง พึงละพยาบาทเสีย เลี้ยงความโกรธไว้. เมื่อปรารถนาศัตรูน้อยๆ พึงทำลายความพยาบาทด้วย ความโกรธด้วย ชื่นชมอยู่แต่กับความขุ่นเคืองใจ. เมื่อไม่ปรารถนาศัตรูเลย พึงละโทสมูลเสียทั้งสิ้น.
มิตรก็เกิดแต่สหาย ศัตรูก็เกิดแต่สหาย. สหายที่ไม่เป็นพาลย่อมให้ความเป็นมิตร สหายที่ไม่เป็นบัณฑิตย่อมให้ความเป็นศัตรู. อันนี้อาศัยอัตถะแห่งสหายในมุมกว้างสุด หยาบสุด.
มหาพิจารณา มิตรสหาย
ก็แต่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบแก่เทวดาว่า สหายเป็นมิตรในคนมีมีธุระเกิดขึ้น
แล้วสหายที่ไม่เป็นมิตรนั้น ควรนับว่าเป็นสหายด้วยหรือ?
เพราะความว่าเป็นสหายกัน ก็ด้วยมีธรรมร่วมกัน. อันนี้ก็พึงจำแนกออกด้วยปัจจัยแห่งความไม่เที่ยง คือ การคืบไปแห่งกาลเวลา.
สหายอันมีธรรมร่วมกันมาในอดีต ชื่อว่าเป็นสหายเพราะเคยร่วมธรรมกันมา. ก็สหายนั้น เมื่อเรามีกิจธุระเกิดขึ้น แล้วเข้าไปหา บอกกล่าวกิจคือธรรมนั้นออกไป หากสหายนั้นพิจารณาธรรมของเราแล้ว เห็นว่าเป็นธรรมที่เขาไม่ชอบใจ คือเขาเห็นว่าไม่เป็นธรรม ในขณะที่เราเห็นว่าเป็นธรรมอยู่ สหายนั้นย่อมเกิดความเห็นที่จะไม่ร่วมธรรมกับเราต่อไป. คุณความเป็นสหายย่อมสิ้นไปในขณะจิตนั้น ก็เมื่อความปรารถนาจะร่วมธรรมในเรามิได้มี การให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ สืบต่อความเป็นสหายในเราก็ย่อมไม่มีจากเขาเช่นกัน. นี่ชื่อว่าเป็นสหายกันแต่ในอดีต แต่ไม่สืบต่อความเป็นสหาย.
กล่าวโดยความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นมิตรและความเป็นสหายแล้ว. ความเป็นสหายในกันและกัน เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยความเป็นมิตรเลี้ยงไว้ ความเป็นมิตรนั้นล่ะ เป็นอาหารของความเป็นสหาย. เช่นกัน ความเป็นสหาย ย่อมเป็นมูลฐาน เป็นเครื่องอาศัยสืบต่อขึ้นของความเป็นมิตร. ความเป็นมิตรและความเป็นสหาย ย่อมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น.
ในบางคราว ความเป็นมิตรสิ้นไปก่อน ความเป็นสหายในระดับละเอียด ย่อมสิ้นตามมา เป็นเหตุให้ความรู้สึกสนิทชิดใกล้กันของบุคคล ดูห่างเหินออกไป คล้ายอย่างกับอิเล็กตรอนที่หมดพลังงาน หลุดออกจากวงโคจรชั้นในออกไปสู่วงโคจรโดยรอบ. เพราะขาดเครื่องสืบต่อ คือ อาหาร.
บางคราว ความเป็นสหายสิ้นไปก่อน ความเป็นมิตรก็สิ้นตามมา. บุคคลย่อมละความใกล้ชิดในกันและกันไป ด้วยอาศัยความแปรไปแห่งความเป็นมิตรและความเป็นสหาย.
สหายที่เคยสนิทในกาลก่อน เคยร่วมชีวิตกันมา เมื่อแตกกายสิ้นไปแล้ว ต่างคนต่างเกิดไปต่างภพ มีความชอบใจไปต่างกัน เป็นไปตามธรรมของใครของมัน. เมื่อไปเกิดในต่างภพ ความคุ้นเคยในก่อนๆ ย่อมปรากฏห่างเหินไป นั่นเพราะความเป็นสหายมันแตกออก เปลี่ยนรูปไป.
คุณธรรม คือ ความเป็นมิตร ความเป็นสหายนี้ ย่อมต้องอาศัยการระลึกถึงเป็นอาหาร. เมตตาก็ดี การสืบต่อเมตตาก็ดี ย่อมต้องอาศัยการระลึกเป็นเครื่องให้กำเนิด หากขาดการระลึกถึงเสียแล้ว ความสืบต่อก็จะสิ้นไป.
ความเป็นมิตรและความเป็นสหาย เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย จะปรากฏเห็นโดยความระลึกถึงกันเป็นเครื่องหมาย. ผู้ใดยังมีความปรากฏว่าระลึกถึงผู้ใดอยู่ ความเป็นมิตรย่อมปรากฏชัดเฉพาะผู้นั้น ส่วนผู้ใดไม่ระลึกถึง ความเป็นมิตรย่อมไม่ปรากฏในผู้นั้น.
การอบรมจิตของตนไว้ในเมตตาภาวนานั้น ก็ย่อมต้องอาศัยการระลึกถึงเป็นเครื่องดำเนิน. แม้ในกรุณา มุทิตา อุเบกขาก็เช่นกัน ย่อมต้องอาศัยการระลึกถึงกันเป็นเครื่องดำเนินไปโดยลำดับๆ.
การระลึกถึงนั้น ก็คือสติ. สติตั้งไว้ในทางใด จิตย่อมแล่นไปตามทางนั้น. ระลึกถึงสิ่งใดเนืองๆย่อมคุ้นเคยกับสิ่งนั้น เคยชินต่อสิ่งนั้น รู้แจ้งชัดในสิ่งนั้น และไม่ติดข้องด้วยสิ่งเหล่านั้นได้ เป็นไปโดยลำดับ.
ความเป็นมิตรและความเป็นสหาย ย่อมต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น.
มิตร คือ ผู้ที่มีจิตเมตตา. นี่พิจารณาที่จิต เพราะความที่จิตเป็นรากฐานของการแสดงกรรมออกมายังภายนอก คือ กลายมาเป็นการช่วยเหลือด้วยวาจีกรรม ด้วยกายกรรม. ซึ่ง การช่วยเหลือคือความกรุณาเหล่านั้น มีขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยเมตตาจิตเป็นเครื่องนำมา.
ความเป็นมิตต์ ถือเอาที่จิตเมตตานั้นเป็นประมาณ.
บุคคลที่แผ่เมตตาไปทุกทิศ แผ่ให้ยังสรรพสัตว์ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ แม้ไม่ได้แสดงความช่วยเหลือด้วยวาจา ด้วยกายในสัตว์ทุกข์ตัวตนเหล่านั้น. แต่ก็นับว่า เขาเป็นมิตรไปในสัตว์ทุกเหล่า.
ผู้ให้เมตตาไป ย่อมได้รับเมตตาตอบ. ผู้ให้ความเป็นมิตร ย่อมได้รับความเป็นมิตร. เราคิดถึงท่าน ท่านก็จะคิดถึงเรา.
เวร ย่อมมีขึ้นในหมู่คนที่เป็นศัตรู. เวรผูกขึ้นได้เพราะอาศัยพยาบาท. เวรย่อมไม่เกิดขึ้นในหมู่มิตร แม้พยาบาทก็เช่นกัน.
พยาบาท อาศัยความโกรธนำมา. ความโกรธอาศัยความเคืองใจนำมา.
เมื่อปรารถนามีศัตรูมากๆ พึงผูกพยาบาทไว้เนืองๆ. เมื่อปรารถนาศัตรูแต่ปานกลาง พึงละพยาบาทเสีย เลี้ยงความโกรธไว้. เมื่อปรารถนาศัตรูน้อยๆ พึงทำลายความพยาบาทด้วย ความโกรธด้วย ชื่นชมอยู่แต่กับความขุ่นเคืองใจ. เมื่อไม่ปรารถนาศัตรูเลย พึงละโทสมูลเสียทั้งสิ้น.
มิตรก็เกิดแต่สหาย ศัตรูก็เกิดแต่สหาย. สหายที่ไม่เป็นพาลย่อมให้ความเป็นมิตร สหายที่ไม่เป็นบัณฑิตย่อมให้ความเป็นศัตรู. อันนี้อาศัยอัตถะแห่งสหายในมุมกว้างสุด หยาบสุด.
มหาพิจารณา มิตรสหาย
ก็แต่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบแก่เทวดาว่า สหายเป็นมิตรในคนมีมีธุระเกิดขึ้น
แล้วสหายที่ไม่เป็นมิตรนั้น ควรนับว่าเป็นสหายด้วยหรือ?
เพราะความว่าเป็นสหายกัน ก็ด้วยมีธรรมร่วมกัน. อันนี้ก็พึงจำแนกออกด้วยปัจจัยแห่งความไม่เที่ยง คือ การคืบไปแห่งกาลเวลา.
สหายอันมีธรรมร่วมกันมาในอดีต ชื่อว่าเป็นสหายเพราะเคยร่วมธรรมกันมา. ก็สหายนั้น เมื่อเรามีกิจธุระเกิดขึ้น แล้วเข้าไปหา บอกกล่าวกิจคือธรรมนั้นออกไป หากสหายนั้นพิจารณาธรรมของเราแล้ว เห็นว่าเป็นธรรมที่เขาไม่ชอบใจ คือเขาเห็นว่าไม่เป็นธรรม ในขณะที่เราเห็นว่าเป็นธรรมอยู่ สหายนั้นย่อมเกิดความเห็นที่จะไม่ร่วมธรรมกับเราต่อไป. คุณความเป็นสหายย่อมสิ้นไปในขณะจิตนั้น ก็เมื่อความปรารถนาจะร่วมธรรมในเรามิได้มี การให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ สืบต่อความเป็นสหายในเราก็ย่อมไม่มีจากเขาเช่นกัน. นี่ชื่อว่าเป็นสหายกันแต่ในอดีต แต่ไม่สืบต่อความเป็นสหาย.
กล่าวโดยความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นมิตรและความเป็นสหายแล้ว. ความเป็นสหายในกันและกัน เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยความเป็นมิตรเลี้ยงไว้ ความเป็นมิตรนั้นล่ะ เป็นอาหารของความเป็นสหาย. เช่นกัน ความเป็นสหาย ย่อมเป็นมูลฐาน เป็นเครื่องอาศัยสืบต่อขึ้นของความเป็นมิตร. ความเป็นมิตรและความเป็นสหาย ย่อมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น.
ในบางคราว ความเป็นมิตรสิ้นไปก่อน ความเป็นสหายในระดับละเอียด ย่อมสิ้นตามมา เป็นเหตุให้ความรู้สึกสนิทชิดใกล้กันของบุคคล ดูห่างเหินออกไป คล้ายอย่างกับอิเล็กตรอนที่หมดพลังงาน หลุดออกจากวงโคจรชั้นในออกไปสู่วงโคจรโดยรอบ. เพราะขาดเครื่องสืบต่อ คือ อาหาร.
บางคราว ความเป็นสหายสิ้นไปก่อน ความเป็นมิตรก็สิ้นตามมา. บุคคลย่อมละความใกล้ชิดในกันและกันไป ด้วยอาศัยความแปรไปแห่งความเป็นมิตรและความเป็นสหาย.
สหายที่เคยสนิทในกาลก่อน เคยร่วมชีวิตกันมา เมื่อแตกกายสิ้นไปแล้ว ต่างคนต่างเกิดไปต่างภพ มีความชอบใจไปต่างกัน เป็นไปตามธรรมของใครของมัน. เมื่อไปเกิดในต่างภพ ความคุ้นเคยในก่อนๆ ย่อมปรากฏห่างเหินไป นั่นเพราะความเป็นสหายมันแตกออก เปลี่ยนรูปไป.
คุณธรรม คือ ความเป็นมิตร ความเป็นสหายนี้ ย่อมต้องอาศัยการระลึกถึงเป็นอาหาร. เมตตาก็ดี การสืบต่อเมตตาก็ดี ย่อมต้องอาศัยการระลึกเป็นเครื่องให้กำเนิด หากขาดการระลึกถึงเสียแล้ว ความสืบต่อก็จะสิ้นไป.
ความเป็นมิตรและความเป็นสหาย เมื่อพิจารณาโดยแยบคาย จะปรากฏเห็นโดยความระลึกถึงกันเป็นเครื่องหมาย. ผู้ใดยังมีความปรากฏว่าระลึกถึงผู้ใดอยู่ ความเป็นมิตรย่อมปรากฏชัดเฉพาะผู้นั้น ส่วนผู้ใดไม่ระลึกถึง ความเป็นมิตรย่อมไม่ปรากฏในผู้นั้น.
การอบรมจิตของตนไว้ในเมตตาภาวนานั้น ก็ย่อมต้องอาศัยการระลึกถึงเป็นเครื่องดำเนิน. แม้ในกรุณา มุทิตา อุเบกขาก็เช่นกัน ย่อมต้องอาศัยการระลึกถึงกันเป็นเครื่องดำเนินไปโดยลำดับๆ.
การระลึกถึงนั้น ก็คือสติ. สติตั้งไว้ในทางใด จิตย่อมแล่นไปตามทางนั้น. ระลึกถึงสิ่งใดเนืองๆย่อมคุ้นเคยกับสิ่งนั้น เคยชินต่อสิ่งนั้น รู้แจ้งชัดในสิ่งนั้น และไม่ติดข้องด้วยสิ่งเหล่านั้นได้ เป็นไปโดยลำดับ.
ความเป็นมิตรและความเป็นสหาย ย่อมต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น.
ความเป็นมิตรและความเป็นสหายย่อมอาศัยกันและกัน นี่แหละคือสัจจะธรรมของชีวิตที่แท้จริง