GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

Think Globally, Act Locally (คิดครอบคลุม, ทำตามสภาพการณ์)

        มีเหตุการณ์ช็อคโลกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544  ที่นครนิวยอร์ค  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ผู้ชมโทรทัศน์จากทั่วโลกเห็นภาพสยองขวัญอันเนื่องมาจากการก่อวินาศกรรม  เครื่องบิน 2 ลำบินชนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์  เห็นตึกเวิล์ดเทรดค่อยๆ ยุบตัวลง  เห็นคนเรียกขอความช่วยเหลือ  เห็นความอลหม่านสับสนของผู้คนจำนวนมาก  ทั้งตื่นตระหนกและร่ำไห้  สถานีโทรทัศน์ Replay ภาพเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก  คนที่เพิ่งดูโทรทัศน์ส่วนหนึ่ง (รวมทั้งผมด้วย) คิดว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่นำมาโฆษณา  เช้าวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ทั้งภาพและข่าวมากมาย  ผมซื้อไว้หลายฉบับ  เสียดายที่เมื่อนั่งเขียนเรื่องนี้กลับไปค้นดู  คงไม่หาย  แต่หาไม่พบครับ
        ผลการสืบสวนหาสาเหตุที่นำมาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนคือ  มีการจี้เครื่องบินอย่างน้อย 3 ลำ โดยผู้ก่อการร้ายที่อ้างกันว่า บินลาเดนอยู่เบื้องหลัง สองลำคือเครื่องบินที่บินชนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์  อีกหนึ่งลำตกบริเวณอาคารเพนตากอน  กรุงวอชิงตัน  ว่ากันว่าอาวุธที่ใช้จี้เครื่องบินคือใบมีดคัทเตอร์ที่ผู้ก่อการร้ายสอดไว้ในพื้นรองเท้าครับ
        ต่อมามีข่าวลือว่า  บินลาเดนและพรรคพวกวางแผนจะแพร่เชื้อโรคติดต่อให้คนอเมริกัน  ฝ่ายอเมริกันจึงต้องหาทางป้องกัน  โดยใช้งบประมาณป้องกันด้านน้ำประปาไปหลายพันล้านบาท  ขณะเดียวกันก็เกรงว่าผู้ก่อการร้ายจะเช่าหรือหาเครื่องบินขึ้นบิน  เพื่อโปรยเชื้อโรคจึงเข้มงวดเรื่องเครื่องบินและการฝึกบิน  หมดเงินป้องกันไปอีกมาก  แต่ท้ายที่สุดมีข่าวว่ามีชาวอเมริกันได้รับจดหมายทางไปรษณีย์ที่สงสัยว่าจะมีเชื้อโรคร้ายอยู่ในซองจดหมาย  อเมริกาเลยต้องเสียงบประมาณอีกมากมายเพื่อตรวจสอบและป้องกัน
        ผมหยิบเรื่องนี้มาเล่า  ทั้งที่เวลาผ่านมาสี่ปีกว่าแล้วก็เพราะว่า  อยากคิดเชื่อมโยงกับคำว่า Think Globally และ Act Locally  โดยสรุปวิธีคิดที่แตกต่าง  ดังนี้ครับ
        อเมริกา  ป้องกันการจี้เครื่องบิน (Hi-jack) ด้วยเครื่องตรวจจับโลหะ (ประตู) ที่ใช้ตรวจโลหะขนาดใหญ่  เช่น  มีด  ปืน  ระเบิด  เพราะคิดว่าการจี้เครื่องบินต้องใช้อาวุธเหล่านี้ (Think Big)
        ผู้ก่อการร้าย  ใช้ใบมีดคัทเตอร์สอดไว้ในรองเท้า  เพื่อใช้เป็นอาวุธ  (Act Locally)
        อเมริกา  ป้องกันการแพร่เชื้อโรคติดต่อ  โดยใช้งบประมาณจำนวนมาก  กับระบบประปา  เครื่องบิน  เพราะคิดว่าการแพร่เชื้อต้องกระทำด้วยวิธีนี้ (Think Big)
        ผู้ก่อการร้าย  ใช้ซองจดหมายติดแสตมป์ 50 Cent (ประมาณ 20 บาท)  โดยไปรษณีย์อเมริกัน  เป็นผู้ส่งให้ (Act Locally)
        ด้วยวิธีคิดที่กลุ่มก่อการร้าย  (อาจเป็นบินลาเดน) ใช้กลยุทธ์ที่ธรรมดาตามสภาพการณ์  (Act Locally) ทำให้อเมริกันคาดไม่ถึง  เพราะคิดแต่วิธีการใหญ่ๆ (Think Big) การยุทธของกลุ่มก่อการร้ายจึงบรรลุเป้าหมาย
สรุป
        อเมริกา    Think Big, Act Big  (คิดใหญ่  ทำใหญ่)
        ผู้ก่อการร้าย   Think Big, Act Small  (คิดใหญ่  ทำเล็ก)
        ผู้ถ่อมตัว  Think Small, Act Small  (คิดเล็ก  ทำเล็ก)
        ?  (เติมเอง)   Think Small, Act Big  (คิดเล็ก  ทำใหญ่)
        ผมตีความเอาเองว่าวิธีการของกลุ่มก่อการร้าย  เป็น  Think Globally, Act Locally (คิดครอบคลุม  แล้วทำตามสภาพการณ์) หรือ Think Big, Act Small but Effective (คิดใหญ่  ทำเล็ก  แต่ได้ผล)
        การเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันจึงยุ่งยากมากกับการตรวจสอบประวัติเพื่อขอวีซ่า  รวมถึงการตรวจวัตถุ (โลหะ)  ผู้โดยสาร Check-In ทุกคนต้องถอดสิ่งของที่เป็นโลหะทุกชนิด  เช่น  สร้อย  แหวน  นาฬิกา  ปากกา  แว่นตา  เข็มขัด  รวมทั้งรองเท้า  ผ่านเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) ครับ 
        หากเดินผ่านเครื่องแล้วมีเสียงดัง  ทีนี้ละก้อ  จะมีการตรวจอย่างเข้มงวด  ลูบทุกอณูของร่างกาย  และหากยังสงสัยอยู่  ก็เข้าห้องตรวจ (เปลื้องผ้า) ครับ
        ความสำเร็จของการบริหารจึงอยู่ที่กลยุทธ์ที่นำไปสู่เป้าหมาย
        ซุนวู  บอกว่า “รู้เขา  รู้เรา  รบร้อยครั้ง  ชนะร้อยครั้ง”
        ขอแถมครับว่า  ที่รบร้อยครั้ง  ชนะร้อยครั้งนั้นน่ะ  โปรดรู้ว่า  ครั้งไหนที่รู้ว่าจะรบไม่ชนะ  เขาไม่รบครับ
        การบริหารไม่ยากอย่างที่คิด  ใช่ไหมครับ?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 10508
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

ผมอ่านบันทึกของคณบดีแล้วชอบมากเลยครับพอดีมีเมลที่ได้รับส่งมาเรื่องเกี่ยวกับแนววิธีการคิดเหมือนกันเลยขอถือโอกาสเผยแพร่บ้างครับข้อแตกต่างระหว่างการคิดแบบ Focus ที่ปัญหา และ Focus ที่ทางออก (อยากให้อ่านจริงๆ)
เป็นเรื่องที่น่าคิดนะว่าในชีวตประจำวันนั้น เมื่อเราเจอปัญหาเราจะหาทางแก้ไขกันอย่างไร หลายๆ ท่านอาจจะเคยอ่านมาแล้ว หรือยังไม่ได้อ่านก็ทนอ่านกันหน่อยนะครับ ถึงจะยาวแต่ก็สนุกดีเหมือนกัน ขณะอ่านจะให้ดีก็คิดตามว่าถ้าเป็นเราจะแก้ไขปัญหาเดียวกันอย่างไร

ข้อแตกต่างระหว่างการคิดแบบ Focus ที่ปัญหา และ Focus ที่ทางออก

เรื่องที่ 1
เมื่อองค์การนาซ่าได้เริ่มปล่อยจรวดเพื่อการสำรวจอวกาศ พวกเขาพบว่า ปากกาไม่สามารถ
เขียนได้ที่แรงโน้มถ่วงของโลกเท่ากับ 0 น้ำหมึกไม่สามารถไหลออกมาที่กระดาษที่ต้องการเขียนได้ การแก้ปัญหานี้ได้ใช้เวลาราว 10 ปีและได้ใช้เงินมูลค่า 12 ล้านดอลล่าห์(480 ล้านบาท)
พวกเขาได้สร้างปากกาที่สามารถใช้งานได้ที่แรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์เขียนแบบ หรือเขียนที่ใต้น้ำได้สามารถเขียนได้ไม่ว่าสภาพผิวเป็นเช่นไร รวมทั้ง ผิว crystal และที่อุณหภูมิช่วงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งจนถึงที่มากกว่า 300 องศาเซลเซียล ได้ ด้วยปัญหาแบบเดียวกัน
ทางรัสเซีย ใช้ดินสอเขียนแทน ครับ


เรื่องที่ 2
หนึ่งในเรื่องที่นิยมใช้ในการสอนที่ประเทศญี่ปุ่นได้แก่เรื่องของการเกิดปัญหาที่ว่าสบู่ที่ลูกค้าซื้อไม่
มีสบู่มาด้วย คือได้แต่กล่องเปล่าๆมา เรื่องนี้มาจาก บริษัทยักษ์หญ่ในการผลิตเครื่องสำอางของญี่ปุ่น
ได้รับการร้องเรียนจากทางลูกค้าถึงปัญหาดังกล่าว ทาง ด้านวิศวกรที่รับผิดชอบ
ได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเครื่อง X-ray เพื่อการตรวจดูว่าภายในของกล่องสบู่มี
สบู่หรือไม่และเพื่อการนี้ก็ได้ให้คน 2 คนคอยเฝ้าที่จอเพื่อดูให้แน่ใจได้ว่าไม่มีการหลุดของกล่องที่ไม่ได้บรรจุ สบู่ไป แน่นอนว่าคน 2 คนที่ดูจอมอนิเตอร์คงไม่สนุกในการทำงานนี้เท่าไหร่
ด้วยปัญหาเดียวกัน พนักงานหน้างานที่บริษัทเล็กแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเครื่อง X-ray แต่สิ่งที่เขาทำได้แก่
การไปซื้อพัดลมที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม แล้วนำมาเป่าที่รางสายพานขณะที่กล่อง สบู่วิ่งผ่าน
กล่องที่ไม่ได้บรรจุสบู่เมื่อถูกลมก็จะปลิวออกนอกสายพานลำเล ียงเอง............................@@???????

ปล.2เรื่องข้างต้นนี้มาจาก คุณ Aj.Bird

เรื่องที่ 3...........ข้อสอบฟิสิกส์
เรื่องนี้สนุกครับ ถึงจะมีสูตรมีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง
ลองฟังดูครับ

โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้

"จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"

รู้จักกันนะครับ
บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง
(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า
อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น
และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป
ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)

นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ
ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก
แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"

ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับ
แต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วย

อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก

นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า
คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้
และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า
คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน
แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น
เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา
แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที
เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม
เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์

หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่
กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร

นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์
แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี

และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้

ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น
ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*tกำลัง 2

หรือถ้าแดดแรงพอ
ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้นแล้ววัดความยาวของเงาบารอมิเตอร์
จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก
แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ

หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้
ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม
ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า
ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง
เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล คำนวณจาก T =
2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/g

ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ
ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ
จนถึงยอดตึก นับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก
คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก
คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง

ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง
แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม
ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้

นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์
ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922

ขอขอบคุณ   อ.หนึ่ง     ซึ่งเผยแพร่

วิธีแก้           ปัญหา     ที่หลากหลาย

คืออย่ามอง   สิ่งที่เห็น   เป็นเงื่อนตาย

แต่ขวนขวาย  ฝึกฝน     ค้นปัญญา