หลังจากรอข่าวการพิจารณาร่าง พรบ.ฯ มาหลายวัน ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า อย่างไรเสียร่างนี้ก็ไม่ผ่านความเห็นของกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง นพ.พลเดช ได้ถอนร่าง พรบ. ออกแล้ว นับเป็นข่าวร้ายของประชาชนที่สนับสนุนร่าง พรบ. ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้ประชาชนระดับล่างสามารถเข้าถึง ร่วมตรวจสอบการเมืองได้อย่างแท้จริง แต่ถึงอย่างไรก็พอจะมีข่าวดีอยู่บ้าง สำหรับผู้ที่รอคอยจะเห็น ร่าง พรบ.ฉบับนี้ กลายเป็น พรบ. ที่มีผลใช้ได้จริง ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของภาคีต่าง ๆ ในแต่ละภาค ที่พยายามผลักดันเรื่องนี้ต่อไป เท่าที่ทราบในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก มีภาคนักวิชาการของสถาบันต่าง ๆจำนวนหนึ่งกำลังขับเคลื่อน จะมีการสัมมนาเวทีนโยบายสาธารณะตะวันตกเรื่อง"สภาองค์กรชุมชนสร้างความเข้มแข็งชุมชนรากฐานจริงหรือ?"ระหว่างวันที่ 27-28 มิ.ย. 50 ที่ห้องประชุม "ภูมิแผ่นดิน" มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และการเคลื่อนไหวของพื้นที่ภาคใต้ จากการหารือร่วมกันของภาควิชาการ นักพัฒนา ผู้นำชุมชน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อจัดเสวนาครั้งใหญ่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ได้ข้อสรุปว่า จะหาภาคีวิชาการ ภาคีประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในองค์กรการเงิน ภาคีธุรกิจ เข้าร่วมยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับรายละเอียดการเสวนา สถานที่และจำนวนผู้เข้าร่วมนั้นอยู่ระหว่างการประสานงาน และจะแจ้งให้ทราบกันอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับร่าง พรบ. สภาองค์กรชุมชน ฉบับล่าสุด เท่าที่ทราบน่าจะเป็นฉบับที่นำเสนอคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 มิถุนายน 2550 ซึ่งได้ดาวโหลดมาจากเวปไซด์ของ พอช. และ พช. ที่โพสต์ไว้ เมื่อ 7 มิ.ย. และ 12 มิ.ย. ตามลำดับ เนื้อหาสาระได้เปลี่ยนแปลงจากฉบับแรก (ที่เคยนำเสนอไว้ใน blog 4 ตอน) ในบางมาตราที่เป็นข้อถกเถียงกัน
ท่านที่สนใจสามารถอ่านได้จาก
http://gotoknow.org/file/rviolet
( ชื่อไฟล์ ร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชน ดาวโหลดจาก พอช.(โพสเมื่อ 7-6-50) )
(หากมีฉบับใดที่ update กว่านี้รบกวนแจ้งให้ทราบกันด้วยนะคะ)
น่าเห็นใจคนทำงานครับ…นักวิชาการบ้านเราส่วนใหญ่…ไม่ว่าจะอยู่บนฐานคิดแบบรัฐหรือชุมชน…ยังไปไม่ถึง “องค์รวม” ในทางปฏิบัติเสียที…ทั้ง ๆ ที่ให้ปริญญา “สหวิทยาการ” มามากต่อมาก
ข้อกล่าวหานี้แรงนะครับ…หากไม่ให้เหตุผลสนับสนุนผมก็คงต้องเจอข้อหา “ทึกทักเอาเอง” ที่ผมไปมอบให้ผู้อื่นด้วยความรัก เช่นเดียวกัน…ผมให้คำอธิบานในเชิงทฤษฎีเบื้องต้นดังนี้ครับ
วิธีคิดที่เชื่อว่า “มีกฎหมาย” แล้วสังคมจะเข้มแข็ง นั้นมาจากความเชื่อของคนที่เชื่อใน “โครงสร้าง” หรือ “ระบบ” ว่า ถ้าระบบดีโครงสร้างดี ทุกอย่างจะดีเอง ความเชื่อแบบนี้ครอบงำสังคมไทย แม้บางคนจะไม่ยอมรับ แต่เวลาปฏิบัติมันส่อให้เห็นครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่…การปฏิรูปการเมืองโดยรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งอวดอ้างว่า “ดีที่สุดในโลก” แต่แล้วใช้ไปไม่ถึงสิบปี สังคมกลับอยู่ในภาวะที่ไม่มีใครฟังใครอย่างเช่นทุกวัน ประเด็นนี้ก็เปิดโอกาสให้โต้แย้งครับ
ส่วนพวกหนึ่งก็ไม่ไว้ในในโครงสร้างเอาเสียเลย ซึ่งพวกนี้มักจะไม่มีบทบาทในเชิงการเมืองครับ แต่พอจะยกตัวอย่างชื่อได้ ในกลุ่มนี้น่าจะมีชื่อย่าง ปรีชา เปี่ยมพงษ์ศานต์ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นนักคิดที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ศรัทธาในโครงสร้าง” ทั้งนั้นครับ แต่ต่างกันตรงที่ “โครงสร้างของใคร” เท่านั้นเอง มันคล้าย ๆ กับประเทศเรากำลังตกอยู่ในสภาวะการณ์ที่ “หูหนวกแต่ตาไม่บอด” ครับ คือได้ยินปากขยับ แต่ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร “ทุกคนมีข้อสรุปของตัวเองแล้ว” เลยฟังกันไม่รู้เรื่อง
จะทำอย่างไร…ผมไม่มีคำแนะนำในทางปฏิบัติ…แต่จะให้ข้อคิดเชิงทฤษฎีก็แล้วกันนะครับ…การมีอยู่ของสรรพสิ่ง “ต้อง” ประกอบขึ้นด้วย “รูป” และ “นาม” การเป็นไปของสังคมก็ต้องประกอบขึ้นด้วยทั้ง “รูป” คือโครงสร้างทางสังคม และ “นาม” คือ คนผู้ผลิตซ้ำในโครงสร้างเหล่านั้น แต่ทั้งสองไม่ได้อยู่โดยลำพัง…สังคมต้องมีโครงสร้างเพื่อให้ผู้คนเดินไปในทิศทางขณะเดียวกันผู้คนก็เป็นผู้ผลิตซ้ำซึ่งโครงสร้างทางสังคมนั้น แบบวงจรป้อนกลับซึ่งกันและกัน…แต่ในกรณีการขัดแย้งนี้…มันเป็นเรื่องการเถียงกันว่าจะเอาโครงสร้างของใครมาครอบคน…โดยไม่มีใครนึกถึงคนเลย…
สิ่งที่เราพูดคุยกันน้อยเกินไปคือ…ทำอย่างไร…คนถึงจะไม่ถูกโครงสร้าง “กดทับ” เสียจนบี้แบน แทนจะไม่หลงเหลือความเป็นคนให้เห็นอยู่แล้วในทุกวันนี้…ก็อย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังทำกันอยู่นี่ ก็เป็นอาการหนึ่งของการถูกไล่บี้โดยโครงสร้างที่ท่านเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง…แทนที่เราจะมาเถียงกันว่า “จะใช้โครงสร้างของใคร” เราเปลี่ยนเป็นมาช่วยกันหาวิธีทำให้คนของเรา “มีอิสระ” พอที่จะตัดสินใจได้เองว่า “จะรับเอาโครงสร้างทางสังคมตัวไหนมาผลิตซ้ำเพื่อจะไม่ให้มันมากดทับตัวเอง” จะดูฉลาดกว่าไหมครับ…ท่านนักวิชาการ…นักเคลื่อนไหว…ทั้งสาย มท. และสาย พม. ทุกท่านครับ
ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็น(ที่ดีและเป็นสาระ) อันที่จริงเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ปริญญาสหวิทยาการ จึงตกเป็นจำเลยของคุณสวัสด้วยเช่นกัน เห็นด้วยอยู่อย่างที่ว่าทุกวันนี้ทุกคนล้วนมีข้อสรุปของตนเองแล้ว แม้จะมีปริญญาสหวิทยาการ เรียนรู้เรื่องการบูรณาการไปเท่าไหร่ แต่หากเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิดของตัวเองไม่ได้ ปริญญาก็ไม่มีคุณค่าที่จะได้มาครอบครองคะ
เผลอแผล็บเดียว สี่ปีแล้ว สภาองค์กรชุมชน เหมือนไม่ได้หยับไหรเลย เรา ต้องให้คนอื่นมานั่งแทนแล้ว สมัยนี้