พวกเราที่มาทำงานวิจัยเชิงคุณภาพสมัยนี้หน่ะ โชคดีมากแล้ว

ครูรุ่นบุกเบิกเค้าไปรบ ไปเถียง ไปศึกษาต่อ ไปสรุปความมาให้เราเสร็จแล้ว

เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่เราเองนี่แหละที่จะไปขยันหา ไปทำความเข้าใจกับองค์ความรู้ที่ครูเหล่านั้นต่อสู้ได้มา ด้วยความยากลำบากหรือไม่ก็เท่านั้นเอง

อย่างเรื่อง bias ไม่ bias เป็นต้น

แน่นอน ต้องมีคนตั้งคำถามเรื่อง bias ในงานวิจัยเชิงคุณภาพแน่ๆ

ตัวนักวิจัยเองก็ด้วย ที่ทำๆวิจัยเชิงคุณภาพกันมา เรามีความเข้าใจเรื่องนี้กันมากน้อยแค่ไหน  เราก็คงถามตัวเองกันมาบ้่างไม่มากก็น้อยใช่ไม๊ค่ะ

ที่นี้คนที่เลิกถามตัวเองในเรื่องนี้มี 2 พวกใหญ่ๆ คือ

1. เข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงจุดยืนด้าน ontology และ epistemology ของตัวเอง เข้าใจเรื่องวิธีวิจัยที่เลือกมาใช้

2. มีคนสอนมาว่างานวิจัยเชิิงคุณภาพไม่เกี่ยวกับเรื่อง bias เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปพูดอะไรมาก ใช้เหตุผลแค่ว่า งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยคุณภาพค่ะ/ครับ คุณมาถามเรื่อง bias ไม่ได้ค่ะ ถามผิดแล้ว

------------------------------------------------------------- 

จะว่าถูกด้วยกันทั้ง 2 พวกก็คงได้ค่ะ แต่ส่วนตัวอยากให้คนที่ทำงานวิจัยคุณภาพเป็นแบบแรกมากกว่า (หรือเป็นแบบแรกซะก่อนแล้วค่อยมาเป็นแบบที่ 2)

-------------------------------------------------------------

เรื่อง bias นี้มันมาจากมุมมองโลกที่เชื่อว่า ความรู้ต้องได้มาแบบ objective 

ที่นี้ถ้าเราจะมาทำความเข้าใจเรื่อง bias ในงานวิจัยเชิงคุณภาพก็ต้องมาเริ่มดูกันที่เรื่อง objectivity นี่แหละ

เรื่องนี้มีหลายโรงเรียนค่ะ สอนกันมาหลายแบบ

แบบ post-modern สุดโต่ง (ไม่ใช่ post-modern ธรรมดา) คือ ไม่มีอะไรในโลกเลยที่ objective ทุกอย่างอยู่ในหัวคนเราทั่งหมด มีแต่ความคิดเห็น มุมมองใครมุมมองมัน

กับพวกที่เชื่อว่า ไม่น่าสุดโต่งขนาดนั้นนะ มันก็มีอยู่ ไอ้ objectivity เนี่ยะ  แต่มันไม่เหมือน objectivity ของพวก positivist เท่านั้นเอง บ้างก็ตั้งชื่อให้ใหม่เลยว่า modified objectivity

ขอบอกจุดยืนไว้เลยว่า ผู้เขียนเป็นแบบหลังค่ะ เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ตามอ่านงานเขียนอยู่จะได้รู้ว่า คนเขียนมาจากมุมมองไหน แล้วจะเขียนอย่างละเอียดอีกครั้งในบันทึกต่อไปว่า ontological และ epistmological assumptions ของผู้เขียนเป็นอย่างไร [โปรดติดตาม] 

-------------------------------------------------------------

<p>ข้อสำคัญในการนำเสนองานวิจัยคือ ต้องไม่มั่ว!  ถ้าเราทำให้เห็นได้ว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ได้ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี</p><p>ไอ้อาการไม่มั่วเนี่ยะ สำคัญกว่า bias ไม่ bias อีกค่ะ</p><p>-------------------------------------------------------------
</p><p>กลับมาพูดเรื่อง bias ไม่ bias จะว่าว่ามันไม่เกี่ยวกับงานวิจัยเชิงคุณภาพเลยก็ไม่ถูกนัก เพียงแต่ความหมายของคำว่า bias จะต่างไป</p><p>เราพยายามจะกำจัด bias ในความหมายแบบชาวบ้านๆ (lay term) มากกว่า  </p><p>เรื่อง confirmation biasเราไปกำจัดไม่ได้หมดอยู่แล้ว เราต้องแสดงจุดยืนเราไปเลยว่ามี preconceived ideas อะไรบ้าง แต่เราก็มีวิธีที่ช่วยให้ participants แสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ แล้วก็มีวิธีที่ช่วยให้เรามองได้ทั่ว ได้ลึกซึ้ง ลงถึงแก่นของสิ่งที่กำลังศึกษา</p><p>เรื่อง systematic bias ใน measurement และ sampling ของเรา เราก็ต้องอธิบายกลับไปว่ามันวางอยู่บน ontological และ epistmological assumptionที่ต่างกันเลย "ตัวนักวิจัยเองคือ เครื่องมือวัด (instrument)" ไม่ใช่แบบสอบถาม หรือ เครื่องยนต์ หรือ ปรอท หรือ การเจาะเลือด </p><p>ไอ้ bias แบบนี้แหละที่เราจะไปเถียงกลับแบบโต้งๆไม่ได้ หรือไปพยายามลด bias ส่วนนี้ตามที่เค้าวิจารณ์ก็ยิ่งแล้วใหญ่ เราต้องอธิบายกลับไปว่า เราไม่ได้หา absulute truth เราไม่เชือว่า the observer แยกขาดจาก the observed ได้ เราไม่เชื่อว่ามี absolute objectivity ในการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับคน เป็นต้น</p><p>Distance does not guarantee objectivity; it merely guarantees distance - Michael Quinn Patton : )  </p><h3> แต่
</h3> <ul>

  • เราก็มีแนวคิดเรื่อง empathic neutrality หรือ
  • ในกรณีของนักวิจัยที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล หมอ นักจิตวิทยา หรือ ครู ที่ ทำงานให้คำปรึกษา เป็น  counselling อยู่ในวันทำงานปกติ ต้องแยกว่าการสัมภาษณ์เพื่อหาข้อมูลคือการหาข้อมูลไม่ใช่ therapeutic session ไม่ใช่ไป "อิน" แล้วกลายเป็นชั่วโมงที่เราไปให้คำปรึกษาเค้าซะแทน
  • หรือการที่เราต้องเตรียมคำถามแบบปลายเปิด (open-ended) ไม่ใช่ไปถามนำ ต้อง probe ในการถาม
  • แล้วเราก็ต้องหา/สำรวจ deviant case หา alternative explanation มาช่วยในการแปลผล
  • หรือการเขียนให้คนอ่านทราบว่าอันไหนได้มาจากข้อมูลดิบ อันไหนเป็นความคิดของนักวิจัย
  • </ul> <p style="background-color: #ffff99">ถ้าใครมาพูดว่า งานวิจัยจะไม่มี bias โดยการที่เราต้องสุ่มเลือกตัวอย่าง ต้องมี subject จำนวน n มากๆ หรือ ต้องไม่ไปมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ ต้องดูอยู่ห่างๆนั้นคงต้องคิดใหม่ค่ะ </p><p>แต่อย่าท้อนะคะ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะงงๆในช่วงแรกๆ เมื่อเราได้ศึกษาองค์ความรู้ที่ท่านกูรูหลายท่านรวบรวมไว้ก็จะเข้าใจขึ้นเองค่ะ</p><p>ขอแค่ให้ไปหาไปศึกษาเท่านั้นแหละค่ะ สงสัยไว้แหละดี จะได้ไปอ่านต่อคุยกับคนอื่นต่อจนหายสงสัย อย่าให้ความสงสัยเราค้างๆคาๆ แล้วเราจะทำงานวิจัยเชิงคุณภาพได้อย่างมีความสุขมากๆค่ะ </p><p>-------------------------------------------------------------</p><p>แพทตั้น (Michale Quinn Patton) เขียนไว้ว่า เวลามีคนถามเค้าเรื่องนี้ เค้าไม่ตอบว่าเค้าไม่ bias แล้วเค้าก็ไม่ไปกวนคนถามด้วยคำถามทำนองว่า "มันขึ้นอยู่ว่าคุณ define ให้ความหมายคำว่า bias อย่างไรด้วย"</p><p>แต่เค้าตอบว่า </p><h3>"ผมทำงานด้วยความซื้อสัตย์ (honest) ครับ"</h3><h4>นี่แหละค่ะ ที่ผู้เขียนอยากให้คนทำงานวิจัยเชิงคุณภาพเอาอย่าง</h4><h4>ต้องไม่มั่ว ต้องซื่อสัตย์ในการหาข้อมูล แปลผลและเสนอผล</h4>-------------------------------------------------------------