มัทนา
มัทนา (พฤกษาพงษ์) เกษตระทัต

ความเห็นล่าสุด


เห็นด้วยทั้งหมดเลยค่ะ ขอโทษถ้าทำให้เข้าใจผิดไปค่ะ

ถ้าฝนไม่ตกจะมีคนไปซ้อมที่สนามยิงธนู ม. เกษตร ทุกวันเสาร์ค่ะ

ก่อและ Paolo จะเป็นขาประจำที่นั่น

บางครั้งมาที่หัวหมาก

ไม่มีครูค่ะ ซ้อมกันเอง

เข้า fb หา siam kyudo club ได้ค่ะ

ปล. Wat: เจษฎ์คือสามีพี่เอง ไม่ได้ยิงมาเป็นปีแล้วเพราะลูกเล็ก

ขอบคุณที่ขออนุญาตก่อนค่ะ ยินดีค่ะ ดูรายละเอียดการใช้ตาม creative common ทางส่วนเสริมด้านขวาของจอได้เลยค่ะ

ประณีต ละเอียด เต็มไปด้วยความหมาย

ไม่ต้องมีตลกสัปดน ไม่ต้องมีผีโผลมาจ๊ะเอ๋ ไม่ต้องมีระเบิดหรือรถซิ่งชนพลิกคว่ำไฟลุก

นับถือนักแสดงที่ไปฝึกมาจนทำได้อย่างที่เห็น

นับถือคนญี่ปุ่นเรื่อง "respect" (rei) ผ่านพิธีการหรือสิ่งภายนอกที่ทำแล้วมันมีพลังจากภายในมากเหลือเกิน

เรื่องนี้ผูกปมให้อึดอัดแบบธรรมชาติมาก อั้นมาก พอ climax เลยโฮแตกหลายครั้งหลายคราว

ยกให้เป็นเรื่องที่ชอบมากเท่าๆ Wit, With honor และ the Visitor

สวัสดีค่ะ

ไม่กลับไปกลับมาค่ะ ก็ยังคิดเหมือนเดิม และคนที่คิดคล้ายกันมากที่สุดเท่าที่เม้นท์มาคือคุณ chadiouschamp

การที่คิดว่าคำตอบมาแค่ 2 ข้าง 2 ฝ่ายนี่อันตรายมากค่ะ

บันทึกนี้ตั้งคำถามให้ฉุกคิดเท่านั้นค่ะ ว่าเหตุผลของแต่ละคนที่ต่อต้านหรือไม่ต่อต้านนั้นเป็นเพราะอะไรกันแน่

ถ้าแต่ละคนมีการค้นหาข้อมูลจากหลายๆด้าน มีการไตร่ตรองได้ด้วยตนเองแล้ว

จะตอบว่าอย่างไรก็เป็นเพื่อนร่วมโลกกันได้อยู่ดีค่ะ

สังเกตมั้ยคะว่าผู้เขียนใช้คำว่าไม่ต่อต้าน แต่ผู้เขียนเคยกินผลิตภัณฑ์แมวน้ำหรือไม่ ก็ไม่ และไม่ไปขวนขวายหา

แต่ก็ไม่รู้สึกโกรธพวก Inuit เลยที่เค้าใช้ชีวิตแบบนั้น เพราะเห็นพฤติกรรมคนขาวที่ไปทำให้วิถีเค้ารวน

พอเห็นคนขาวมาทำเป็นเหนือกว่า ว่าเค้าก็แค่รู้สึกว่ามันไม่ยุตธรรมเท่านั้นเองค่ะ

ถ้าคนไทยเราทราบข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากๆ รู้วิถีชุมชน น่าจะเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์พอๆกับที่เมตตาต่้้อเจ้าสัตว์หน้าตาน่ารักตัวนี้

ถ้าได้ทำการไตรตรองแล้ว มีคำตอบของตัวเองแล้ว เราอาจจะแบ่งได้เป็น 5 ฝ่าย 7 ฝ่ายก็ได้นะคะ

ไม่ใช่แค่ 2 ฝ่าย 2 ข้าง : )

polarization การแบ่งขั้วมันทำร้ายโลกเรามามากแล้วค่ะ มาช่วยกันหาคำตอบให้ตัวเองอย่างมีสติ แล้วก็อยู่ร่วมกันอย่างมีสันติ

ทั้งคนทั้งสัตว์ ใช้ชีวิตทุกวันให้สมกับสิ่งที่ตนเองเชื่อ

อย่างที่บอกคือ ผู้เขียนยอมรับและยกย่องคนที่พูดแล้วทำ เป็นมังสวิรัติ หรือ มีเมตตากับคนรอบข้างกับสรรพสิ่ง

ทิ้ง carbon foot print ต่ำๆ ถ้าพูดด้วยทำด้วย รักแมวน้ำด้วย รัก Inuit ด้วย

โจมตีแต่นายทุนใหญ่ๆที่เอาเปรียบก็เห็นด้วยค่ะ

แต่ถ้าว่าแต่ Inuit ว่าป่าเถื่อน ให้ย้ายที่อยู่ และต่อต้านเพราะเห็นว่าแมวน้ำน่ารักกว่าหมู ไก่ วัว ปลา ที่เราทานๆกันทุกวันหล่ะก็

ไม่เห็นด้วยค่ะ

ไม่ได้เข้ามานานมาก เพิ่งเห็นว่ามีหลาย comments

ยังไงรบกวนทวนที่มัทเขียนไว้ และ อ่านความเห็นคุณหมอ ภูสุภา เมื่อวันที่

24 เมษายน 2552 21:54 #1257656 อีกรอบแล้วลองเทียวกับลูกของคุณเหมียวเองดูนะคะ

ว่าเหลืองแบบไหน ถึงฝ่าเท้าเลยรึเปล่า แล้วได้นมมากน้อยแค่ไหน โดนแดดอ่อนๆบ้างหรือไม่ น้องซึมหรือไม่

ประกอบกัน 4 ข้อนี้นะคะ น่าจะตอบได้ค่ะว่าควรพาไปหาหมออีกรอบหรือไม่ต้องกังวล

เรื่อง ธาลัสซีเมีย พ่อ EE แม่ EA ไม่เป็นไรค่ะ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ

http://www.thalassemia.or.th/magazine/17-1/tf-magazine-09-07.pdf

คุณ Nat y. ลองทบทวนวัตุประสงค์งานวิจัยและนิยามคำศัพท์ให้ชัดเจนก่อน เช่น

การ"รับรู้"และ"เข้าใจ" หมายความว่าอย่างไร วัดจากอะไร

ถ้าจะวัดกันว่า แค่เคยได้ยิน กับ พูดซ้ำได้ว่ามันคืออะไร กับ ออกความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร ก็ต่างกันมาก

เราต้องชัดก่อนตั้งแต่แรกว่าต้องการอะไรค่ะ

ถ้าต้องการทราบแ่ค่ว่าได้ยินมาจากสื่อไหนมากน้อยแค่ไหนก็วัดเป็ยเชิงปริมาณตรงๆ จบเลยค่ะ

ลองเขียนนิยามศัพท์ เป็นoperational definition ก่อนมั้ยคะ

ต่อด้วย conceptual framework แล้วจะคิดขั้นตอนต่อไปได้ค่ะ

ทบทวนวรรณกรรมที่ทำเรื่องคล้ายๆกันด้วยนะคะ มีเยอะเลยค่ะ

 

 

แล้วคุณ Nat y. ทบทวนวรรณกรรมเสร็จถึงไหนแล้วคะ

ถ้ามี conceptual framework แล้วรู้ว่ามีตัวแปรอะไร outcome คืออะไร ถึงจะคิดคำถามออกค่ะ

พยายาม scope คำถามวิจัย (ไม่ใช่คำถามสัมภาษณ์นะคะ) หรือ วัตถุประสงค์งานวิจัย

ให้แคบลงและชัดขึ้นก่อนจะหายงงเองค่ะ

ลองต้นวรรณกรรมเก่าๆที่คล้ายๆกันมาอ่านจะพบแนวทางค่ะ

จากวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนั้น ใช้เป็น content analysis

code หาปัจจัยต่างๆ แบ่งเป็น categories, sub categories

ทีนี้ต้องตัดสินใจว่า จะใช้ชื่อ code (label แต่ละ node) ตาม literature ที่มีอยู่เลย

คือสร้างกรอบการวิเคาระห์ไว้ก่อน พอมาอ่าน transcript หรือ document ที่หามาก็อ่าน content แล้วก็จับใส่ จับใส่ลงกล่องที่ label ไว้แล้ว

หรือ

จะ code โดยใช้ label เองโดยไม่มีกรอบวิเคราะห์จาก literature

ส่วนตัวแนะนำให้ทำแบบนี้เพราะอาจจะพบว่า คนไทย มีปัจจัยที่ยังไม่มีใน literature ก็ได้ หรือการแบ่ง categories อาจทำได้ดีขึ้น

ทำเสร็จแล้วค่อยเอาไปเทียบกับ literature แล้วจะสร้างเป็น model ใหม่โดยการผสมของเก่า รวมกันแล้วดัดแปลง หรือจะ argue เอาของใหม่เลย โดยเลือกใช้คำให้เป็นคำที่มีมาใน literature แล้วคนรู้ที่มาที่ไปก็ได้

เอา model นี้ไปสร้างแบบสอบถามอีกทีค่ะ

 

แล้วคุณบีเขียนวัตถุประสงค์ของงานวิจัยออกมารึยังคะว่าทำไปเพื่ออะไร

ต้องการตอบโจทย์อะไร

วัตถุประสงค์ชัด คำถามก็จะค่อยๆมาค่ะ

แค่หัวข้อ พฤติกรรมการซื้อของให้ตัวเอง นั้นกว้างมากค่ะ

มันโยงไปได้หลายเรื่องมาก ไม่ว่าจะ การรู้เท่าทันสื่อ การรู้เท่าทัน marketing หรือแค่เรื่องรายรับรายจ่ายเรื่อง หรือเรื่องการใช้บัตร credit เรื่องสติ เรื่องรสนิยมการเลือกสินค้า เรื่องสถานที่การshopping ต้องเจาะจงวัตถุประสงค์ให้ได้ก่อนค่ะถึงจะไปต่อได้

ต้องตอบให้ได้ว่าอยากรู้อะไรและจะรู้ไปทำไม

ก่อนอื่นต้องตอบให้ได้ก่อนว่า

1. คำถามวิิจัยและวัตถุประสงค์งานวิจัยคืออะไร

2. participants ที่จะไปสัมภาษณ์หรือสังเกตเค้าคือใครบ้าง

ถึงจะทราบว่าจะถามหรือสังเกตอะไรหน่ะค่ะ

เอามาแปะให้ดูเพื่อคุณ tzero อ่านข้ามไปนะคะ

--------------------------------------------------------------------

* ผู้เขียนต่อต้านแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ใหญ่ที่สุด เป็นผู้จัดการดูแลส่วนอื่นของธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรได้โดยมองว่าตัวเองเป็นเจ้าของโลก

* ผู้เขียนสนับสนุนแนวความที่ว่า เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลก พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

* การแก้ปัญหาเรื่องนี้ควรวางอยู่บนรากฐานนี้

-------------------------------------------------------------------

ดีใจค่ะที่คุณtzero เป็นคนห่วงใยโลกของเรา

อยากของชวนคุณtzero อ่านบันทึกอื่นๆใน blog นี้ด้วยค่ะ

ถ้ารู้จักกันมากขึ้นคุณtzero อาจจะโมโหน้อยกว่านี้หน่ะค่ะ

น่าจะได้เห็นว่า เราก็พวกห่วงโลกเหมือนกันนี่แหละค่ะ

แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างระวังที่จะมีผลกระทบต่อโลกใบนี้มากๆด้วยเช่นกัน

แต่การมองจากมุมต่างๆกันก็จะทำให้มีปฎิกิริยาต่างกันเท่านั้นเองค่ะ

ชอบความเห็นของคุณ chadiouschamp มากเลยค่ะ คุณtzero อ่านความเห็นคุณchadiouschamp แล้วคิดอย่างไรบ้างคะ

อีกอย่างคือเห็นด้วยมากๆค่ะว่ามนุษย์เรานี่แหละคือตัวตันเหตุตัวดี

พวก inuit เค้าก็บอกเสมอว่า การใช้ถุงพลาสติกอย่างที่ใช้ๆกันอยู่นี่ทำอันตรายต่อแมวน้ำพวกนี้พอๆกันเลยค่ะ

แล้วมนุษย์ก็ถูกคุกคามกันอยู่ทุกวันนี้แล้วค่ะ เป็นเพราะตัวมนุษย์เองนี่แหละค่ะ

นี่แหละค่ะ แก่นของบันทึกนี้ มันเป็นเรื่องความเลวของคนด้วยกันเอง คนที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนคนอื่น ดีกว่าสัตว์ชนิดอื่น

นี่แหละค่ะปัญหา อีกอย่างที่คิดต่างกับคุณ tzero ที่บอกว่าการล่าอาณานิคมไม่เกี่ยวนี่

ขอค้านสุดใจขาดดิ้นเลยค่ะ ว่า การล่าอาณานิคมนี่แหละที่ทำให้มีผลต่อความคิดคน การเห็นว่าคนอื่นต่ำกว่าเรา

ไดโนเสาร์ ป่าเถื่อน แต่มันก็ผ่านมาแล้ว อยู่ก็แต่ว่าจะทำให็โลกเราน่าอยู่ขึ้นกว่านี้ได้อย่างไรในวันนี้ และ ในอนาคต

คุณจุฑาทิพถามผิดคนแล้วค่ะ น่าจะขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสาขาศึกษาศาสตร์

พร้อมๆไปกับการทบทวนวรรณกรรม

เริ่มที่ http://www.eric.ed.gov/ ก็น่าจะมีตัวอย่างให้ดูเพียบเลยค่ะ

เบน

บันทึกนี้ไม่ update นะ เพราะพี่ไม่ได้เขียนถึง cetylpyridinium chloride (CPC) หรืออะไรที่มันไม่ได้อยู่ใน review ปีนั้้น ต้องคอยตาม study อีกที

โห ถามเรื่องใหญ่เลยนะคะ ถ้าเรียนเอกต้องอ่านเรื่องนี้จนเข้าใจและ defend ได้ ถึงจะจบค่ะ ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกข้อ ก็น่าเชื่อถือค่ะ

จริงๆเรื่องนี้ต้องแฝงอยู่ในทุกขั้นตอนตั้ง ต้องเตรียมแต่เขียน proposal

มาตามคิดทีหลังจะไม่ทันเอาค่ะ เพราะลงมือไปแล้ว

ยังไงหาอ่านเรื่อง credibility and trustworthiness

แล้วก็อ่านพื้นฐานเรื่อง epistemiology และ ontology ด้วยนะคะ

อ่านแล้วมาคุยกันได้เลยค่ะ : )

 

เมืองไทยยังไม่มี dojo เป็นเรื่องเป็นราวค่ะ

แต่มีคนญี่ปุ่นเป็น GoDan สอนอยู่ที่ Horseshoe point พัทยาค่ะ

เป็นผู้บริหารที่ใจดีสอนให้พิเศษแต่ไม่ได้เป็นทางการอะไรนะคะ

ส่วนคนอื่นๆที่ฝึกอยู่ด้วยกันคือ เป็นกันมาอยู่แล้วก่อนกลับมาเมืองไทยค่ะ

มีคนเดียวที่เริ่มเรียนที่เมืองไทยที่ Horseshoe point

นานๆก็มาเจอกันที ถ้าไม่ที่สนามหัวหมาก ก็ที่ม. เกษตร หรือไม่ก็ที่ Thai Archery ค่ะ

หวัดดีค่ะ means

มีหลายประเด็นเลย ค่อยๆไล่คุยไปนะ

1. ดีใจ ชื่นใจทุกครั้งที่เจอคนคุยภาษาเดียวกัน เห็นเป็นเรื่องธรรมดาจริงๆค่ะ คือ ธรรมดาที่เมื่อถูกใจก็ดีใจมีความสุข เมื่อไม่ได้ดังใจ เจอสิ่งที่ไม่อยากเจอ หรือไม่ได้เจอสิ่งที่อยากเจอก็ทุกข์ ไม่ใช่เพราะว่า "ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คิดคล้ายๆกันอยู่แล้ว" จนทุกวันนี้พี่ก็ยังถูกรายล้อมไปด้วยคนที่คุยคนละภาษา คิดว่าตัวเองเป็นส่วนน้อยด้วย เพียงแต่ว่าเรารู้ของเราว่าพวกเราอยู่ไหน มิตรเราอยู่ไหน ยิ่งเวลาผ่านไปเราก็จะเจอพวกเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ ไม่ต้องห่วง 

2. แต่การที่คนเราคิดไม่เหมือนกันนั้น พี่มองว่า diversity คือ beauty นะ จะให้มาเหมือนกันหมดไม่มีทาง คนเรามีเรื่องราว มี background ทุกคน ไม่ว่าคนๆนั้นเราจะมองว่าดีหรือเลว มองแบบนี้แล้วจะไม่ทุกข์นะ เวลาเจอคนที่เราไม่เห็นด้วยก็เก็บเป็น port folio ไว้ว่า เออ คนแบบนี้ก็มีด้วย แล้วเวลาผ่านๆไปก็จะเห็นว่า คนเรามันหลากหลายจริงๆ

3. อาจารย์เริ่มแบ่งเวลาเป็นได้อย่างไร: อันนี้ต้องให้ credit พ่อแม่มั้ง มันคงเริ่มเป็นเพราะพ่อแม่สอน อย่างเช่น ถ้าเรารู้ว่าตอนเช้าๆเราจะง่วง ไม่อยากทำอะไร แล้วก็รีบๆกลัวสาย เราก็ต้องจัดของที่จะใช้ตั้งแต่ก่อนเข้านอน บ้านพี่นี่ถ้าไปโรงเรียนแล้วลืมอะไร พ่อแม่ไม่กลับบ้านไปเอาให้นะ เพราะสอนไว้แล้วแบบนี้ (แล้วมันก็ไม่มีอะไรสำคัญมากพอที่จะไม่มีไม่ได้ด้วย - นอกจากเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ให้โป๊)

4. การจัดการวางแผนว่าจะทำอะไรก่อนก็คือการ list มาให้หมดว่าต้องทำอะไร แล้วก็เรียนความสำคัญ มีกฎในใจว่า อะไรทำเสร็จภายในครึ่งชั่วโมงให้ทำเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องดอง งานใหญ่ๆเรามักจะห่วงกว่า แต่มันยาก มันใช้เวลา ทำงานเล็กๆ หรือแบ่งงานใหญ่ๆให้ย่อยยิบเป็นขั้นเล็กๆก่อน อะไรทำได้ก่อนก็ทำ อย่ามัวไปกังวลงานใหญ่จนงานเล็กไม่ได้ทำ มันจะกลายเป็นไม่เสร็จซักอย่าง

5. อย่างเรื่องเขียน diary มันใช้เวลาไม่มากเลย หาสมุดมาซักเล่ม ที่พกได้ตลอดเวลาก็ได้ ไปไหนว่างเมื่อไหร่ก็เขียน เขียนทีละประโยค 2 ประโยคก็ได้ มีช่วงนึงพี่จะเขียนเก็บว่า "วันนี้ได้เรียนอะไรใหม่ ที่ไม่เคยรู้บ้าง" เอาแม่งทุกอย่างเลย ได้กินอะไรที่ไม่เคยกิน ได้เจอคนแบบที่ไม่เคยเจอ ได้ดูหนังแล้วรู้จักอะไรใหม่ๆ เอาหมด แต่นี้ก็เขียนได้แล้ว แล้วไม่ต้องกลัวไม่สวย การเขียนอะไรเละๆ เยอะๆ แต่เขียนเต็มหน้าก็ดู art ไปอีกแบบ

6. ส่วนเรื่องการทำสิ่งที่คิดว่าไม่ใช่ตัวเองอยู่นั้น พี่ว่าน้องลองเขียน diary สะท้องความรู้สึก ความคิดและ idea ตัวเองเรื่อยๆแล้วน้องจะเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆว่าตกลงจะเอายังไงดี เราต้องนิ่งก่อน เห็นภาพให้ชัด แล้วถึงจะตัดสินใจได้ น้องเป็นคนที่คุยกับตัวเองบ่อยอยู่แล้ว พี่เชื่อ แต่ให้ลองเขียนดู แล้วการเขียนจะทำให้น้องคิดอะไรออก ตกผลึกได้อีกเยอะเลย : )

7. พี่แนะนำให้ดูหนังเรื่อง....Finding Foresster ดูไปรึยัง? ที่ Sean Connery เล่น

 

ดีใจเหมือนกันค่ะ means

ส่วน Stephen King นั้น ชอบแค่ Stand by me กับ The green mile ค่ะ

แต่ชอบมากกกกกนะคะ ไม่ได้ชอบธรรมดา : )

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี