สวัสดีค่ะคุณศิริกุล
เรื่องการเขียนให้คนอ่านทราบว่าอันไหนได้มาจากข้อมูลดิบ อันไหนเป็นความคิดของนักวิจัย
เช่น เวลาเราเสนอผลที่เราสรุปมาเป็น themes หรือ เป็น categories ก็ต้องมี quotations ของคนที่เราไปสัมภาษณ์ หรือ มี excerpts จากเอกสารที่เราใช้วิเคราะห์ มาสนับสนุนสิ่งที่เราเขียนค่ะ ไม่ใช่เขียนมาลอยๆ แล้วถ้าเป็นสิ่งที่เราสังเกตมาก็ต้องเขียนให้อ่านรู้ว่าเป็น excerpt มาจาก field note เป็นต้นค่ะ
ส่วนไหนไม่มีข้อมูลดิบมาสนับสนุน ก็ต้องเขียนใช้คำให้รู้ว่าเป็นส่วนที่เราคิดมาเอง ไม่ใช่ใช้คำกลางๆคลุมเครือให้คนอ่านเข้าใจผิดหน่ะค่ะ
แต่ถ้าเราเลือกที่จะนำเสนอแบบ narrative แต่งเล่าเป็นเรื่องเลย มีพระเอกนางเอก มีการเดินเรื่องเป็นเรื่องเล่าก็จะต่างไปค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูว่าเราจะนำเสนอแบบไหน ที่มัทเขียนเป็นแบบทั่วไปที่คิดว่าในงานของพยาบาลของคุณศิริกุลก็คงไม่พ้นแนวนี้ค่ะ
ส่วนเรื่องการเลือกเก็บข้อมูล หรือ sampling หรือ selection นั้นมีหลายแบบมากค่ะ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และวิธีวิจัยจริงๆ
เช่น ถ้าเราจะทำ focused group discussion ในกลุ่มก็ไม่ควรมีความแตกต่างหลากหลายค่ะ ควรมีความคล้ายมากกว่า
แต่ถ้าจะทำงานที่เน้นหามุมมองอันหลากหลาย เราก็ต้องใช้เกณฑ์ maximum variation แทน
แนะนำให้อ่านตารางเรื่อง Sampling Strategies ในหนังสือ Qualitative Research and Evaluation Methods ของ Michael Quinn Patton ถ้าเป็น edition 3 จะอยู่หน้า 243 ค่ะ
เรื่องนี้เราต้องอย่าลืมว่า เราใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาเชิงลึก ไม่ใช่การหาค่าเฉลี่ยค่ะ คิดไว้ในใจแบบนี้ แล้วก็พอช่วยเตือนใจเราได้ว่า เราต้องการหา participant หรือ case ที่เค้าสามารถให้ข้อมูลแบบเจาะลึกให้เราได้นะ
การเลือกแบบ purposeful นี้ก็แบ่งย่อยไปได้อีกมากมายค่ะ
ตัวอย่าง
1. Extreme case
2. Typical case
3. Snowball or chain sampling
4. Theory-based sampline
5. Homogenous
6. Maximum variation, etc.
ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลัง"หาอะไร" และจะนำไปใช้ (transfer) อย่างไรด้วยค่ะ ต้องตอบเป็นกรณีๆไปค่ะ
จะใช้หลายๆแบบผสมไปก็ได้นะคะ ไม่ใช่ว่าต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น