อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนดี มีความรู้ดี มีสติปัญญาดี มีความรอบรู้ มีความฉลาด มีความสามารถ มีทั้งพระและฆราวาส จะไม่ได้รับความยกย่องเชิดชูในสังคม จะถูกขัดขวางจากกลุ่มคนพาลสันดานชั่วอยู่ตลอดเวลา

ผมขอนำเสนอเนื้อหาพุทธทำนายข้อ ๑๐ ถึงข้อ ๑๓ ต่อนะครับ (สามารถอ่าน ข้อ ๑ ข้อ ๒-ข้อ ๕ และข้อ ๖-ข้อ ๙ ได้โดยกดลิงค์ที่ชื่อข้อครับ)

เนื้อหานี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือ “พุทธทำนาย ๑๖ ข้อ”ที่เรียบเรียงโดยพระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ วัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี

ผมขอให้ผู้อ่านทุกท่านได้โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านด้วยนะครับ

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๐

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสุบินนิมิตเห็นข้าวในหม้อหุงข้าวหม้อเดียวมีความแตกต่างกัน  ข้าวในหม้อซีกหนึ่งสุก ซีกหนึ่งสุกๆดิบๆ อีกซีกหนึ่งไม่สุกเลย

พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า

อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนในโลกนี้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป

กลุ่มหนึ่งจะมีความเชื่อว่า เราตถาคตเป็นที่พึ่งที่เคารพจริง พระธรรมคำสอนของเราตถาคตเป็นสวากขาตธรรม เมื่อนำไปปฏิบัติให้ถึงที่สุดแล้ว จะพ้นจากทุกข์ได้จริง เชื่อว่ามีมรรคผลนิพพานจริง นรกสวรรค์มีจริง กรรมดีกรรมชั่วให้ผลแก่บุคคลที่กระทำจริง ตายแล้วเมื่อยังมีกิเลสตัณหาอยู่เชื่อว่าได้มาเกิดใหม่

อีกกลุ่มหนึ่งยังไม่แน่ใจว่า มรรคผลนิพพานในยุคนี้จะมีหรือไม่ เพราะพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยไปนาน พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามีความสมบูรณ์อยู่หรือไม่ พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบบรรลุมรรคผลนิพพานในยุคนี้มีจริงหรือไม่ มีแต่ความสงสัยลังเลไม่แน่ใจ

อีกกลุ่มหนึ่งปฏิเสธว่า มรรคผลนิพพานไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี ทำดีทำชั่วไม่ให้ผลในภายหน้าชาติหน้า ตายแล้วไมได้กลับมาเกิดใหม่แต่อย่างใด

ในช่วงปลายพุทธศาสนาโน้น คนจะเกิดมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดมากขึ้นมากขึ้นดังนี้

พุทธทำนายข้อนี้แค่มาได้ครึ่งทาง(ยังไม่ถึงปลายเลย)ของพุทธศาสนาก็เป็นจริงแล้วครับ

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๑

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสุบินนิมิตเห็นคนพวกหนึ่งเอาแก่นจันทน์แดงที่มีราคาแพงไปแลกกับนมเปรี้ยวหม้อเดียว ซึ่งไม่สมค่าราคากันเลย

พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า

อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพวกหนึ่งจะเอาธรรมคำสั่งสอนของเราตถาคตไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา จะเขียนเป็นตำราเพื่อออกจำหน่าย ขายกิน หารายได้เพื่อเลี้ยงชีวิต

เอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ทำเป็นการแสดง แต่งกลอน เพื่อผลประโยชน์ในกัณฑ์เทศน์ แสดงธรรมเพื่อเห็นแก่ค่าจ้างรางวัล อันเป็นอามิส ไม่สมค่าราคากันเลย

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในช่วงปลายศาสนาของเราตถาคตโน้น

พุทธทำนายข้อนี้ น่าจะเริ่มเป็นจริงแล้วนะครับ ตัวอย่างได้แก่ ปัจจุบันมีหนังสือธรรมออกวางจำหน่ายจริง หลายๆวัดทำธุรกิจงานศพอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๒

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสุบินนิมิตเห็นน้ำเต้าแห้งเปล่ากลวงใน ซึ่งตามธรรมดาแล้วจะลอยอยู่บนผิวน้ำ แต่น้ำเต้าเปล่านั้นกลับดิ่งจมลงในน้ำนั้นเสีย

พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า

อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนดี มีความรู้ดี มีสติปัญญาดี มีความรอบรู้ มีความฉลาด มีความสามารถ มีทั้งพระและฆราวาส จะไม่ได้รับความยกย่องเชิดชูในสังคม จะถูกขัดขวางจากกลุ่มคนพาลสันดานชั่วอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเป็นฆราวาสก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง คนมีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภาสันนิบาต หรือได้รับเลือกเข้ามาแล้วก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่

จะมีกลุ่มทุจริตคิดมิชอบเพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆเบียดให้ตกเก้าอี้ไป ในสายตาของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ จะมองเห็นคนดีๆว่าเป็นตัวกาลกิณีของเขา ไม่ยอมที่จะให้เข้าไปรู้เห็นในความทุจริตคิดมิชอบของตน คนดีๆจึงไม่มีในสังคมนี้เลย

ถ้าเป็นนักบวชก็เป็นในลักษณะนี้เช่นกัน ท่านองค์ใดมีใจบริสุทธิ์ผุดผ่องในพระธรรมวินัย มีความรู้ดี ปฏิบัติชอบต่อมรรคผลนิพพาน ท่านเหล่านั้นจะไม่มีใครให้ความสนใจ ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากฟังธรรม จะมองเห็นว่าเป็นพระคร่ำครึล้าสมัย ไม่เกิดศรัทธา ไม่อยู่ในสายตาของเขาแต่อย่างใด เพราะใจไม่มีความเคารพเชื่อถือในท่านเหล่านั้น แม้แต่จะแบ่งปันปัจจัยสี่ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือก็ไม่เต็มใจ ถึงจะถวายให้ก็นิดหน่อยพอเป็นพิธีเท่านั้น ท่านเหล่านี้จึงมีชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก ใครก็ไม่อยากบวชเป็นพระลักษณะนี้ ในที่สุดพระดีๆ มีคุณธรรม ก็จะค่อยๆหมดไปหมดไปในศาสนาของเราตถาคต

เรื่องเหล่านี้จะเกิดมีในภายหน้าโน้น

พุทธทำนายข้อนี้น่าจะเริ่มมีบางส่วนที่เข้าเค้าแล้วนะครับ  หลายสิบปีก่อน คนดีๆที่มีความรัก ภักดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างเช่น ท่านดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ กับท่านดร.ปรีดี พนมยงค์ถูกใส่ร้าย กลั่นแกล้งจนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ ตอนนี้ท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็กำลังถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติหาทางขับไล่เช่นเดียวกัน

แต่บางส่วนของเนื้อความในพุทธทำนายข้อนี้ก็ยังไม่เกิด เช่นกรณีพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ยังมีผู้คนส่วนใหญ่อยากฟังธรรม อยากทำบุญด้วย

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๓

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสุบินนิมิตเห็นก้อนศิลาแท่งทึบขนาดใหญ่เท่าเรือน ลอยอยู่บนผิวน้ำเหมือนกับเรือสำเภาเปล่า ซึ่งตามธรรมดาแล้ว ก้อนศิลาย่อมจมอยู่ใต้น้ำ แต่ก้อนศิลานั้นกลับลอยอยู่บนผิวน้ำ

พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า

อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพาลสันดานชั่ว คนทุศีล คนทุธรรม คนขี้โกง คนประจบสอพลอ คนทุจริตคิดมิชอบ คนไม่มีความละอาย จะได้เป็นที่ยกย่องเชิดชูในสังคม เป็นผู้มีบทบาท มีอำนาจ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีพวกพ้องบริวารมาก

ถ้าเป็นฆราวาสก็จะมีแต่ผู้เชิดหน้าชูตา ไปไหนมาไหนมีแต่คนเคารพยำเกรง มีฝูงชนให้การต้อนรับเอาใจ เรียกว่าเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนแสงเงาของประเทศนั้นๆ  สังคมของประเทศนั้นมีความเจริญหรือเสื่อมลง ก็ให้ดูกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสภา ซึ่งจะเป็นสื่อบอกประตูหน้าต่างสังคมได้เป็นอย่างดีว่า ประเทศใดมีตัวแทนลักษณะใด ก็จะทราบได้ว่าผู้ที่เลือกเขาเข้ามาก็จะมีลักษณะอย่างนั้น เขาจะเลือกเอาเกรดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน

ถ้าเป็นนักบวช นักพรต ก็เป็นลักษณะนี้ ศาสนาจะมีความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง ก็ขึ้นอยู่กับบริษัททั้ง ๔ ลำพังพระอย่างเดียว จะโดดเด่นขึ้นในท่ามกลางของสังคมนั้นไม่ได้ พระที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เพราะญาติโยมนำไปออกข่าวโฆษณา ว่าองค์นั้นมีความขลังอย่างนั้น องค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ มีอภินิหาร ไปทางไหนก็นำไปออกข่าว

องค์ไหนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ องค์ไหนเป็นพระอริยเจ้า ฆราวาสจะเป็นผู้คาดการณ์ให้เอง ในยุคสมัยนั้น พระอรหันต์จะเกิดจากลูกศิษย์ยกให้เอง ศิษย์แต่ละครู ศิษย์แต่ละสำนัก จะกำหนดรูปแบบอาจารย์ของตัวเองให้เป็นพระอรหันต์ขึ้น เรื่องข้อวัตรปฏิบัติของอาจารย์มีความเคร่งครัดอย่างไร ก็นำไปโฆษณาอย่างหยดย้อย

นี่เองก้อนศิลาแท่งทึบจึงได้ลอยอยู่บนผิวน้ำ มีความโดดเด่นเห็นได้ชัดเจน จึงเป็นธุรกิจในคราบผ้ากาสาวพัสตร์บังหน้า เอาศาสนามาแอบอ้างหากิน

เมื่อช่วงปลายศาสนาโน้น คนจะหมดความเลื่อมใสในศาสนาของเราตถาคต คนที่มีศรัทธาเบาบางจะค่อยจืดจางไป เพราะเห็นความชั่วร้ายของพระยุคนั้น

ผู้ที่มีปัญญาดี มีความมั่นคง มีเหตุมีผล เขาจะแสวงพระที่เป็นพระได้อย่างถูกต้อง

เมื่อปลายศาสนาโน้น เรื่องอย่างนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

พุทธทำนายข้อนี้ ผมคิดว่าเป็นเช่นเดียวกับข้อ ๑๒ ครับ คือเนื้อหาบางส่วนเริ่มเป็นจริงแล้ว แต่บางส่วนก็ยังไม่เกิดขึ้น
 
พุทธทำนายข้อ ๑๔  ๑๕ และ ๑๖ ผมขอยกยอดเอาไว้ต่อบันทึกหน้านะครับ เพราะบันทึกนี้ก็ยาวจนจะอ่านไม่ไหวแล้วครับ