คำว่า ตบะ ความหมายตามสำนวนไทย น่าจะหมายถึง ค่อนข้างน่ากลัว หรือ น่าเกรงขาม ... ส่วนตปะ ตามรากศัพท์บาลี แปลว่า ร้อน หรือ เผา ... เมื่อสำเร็จมาเป็นคำบาลีทั่วไป ตปะ ก็มีความหมายได้หลายนัย... ส่วน ตปะ ในมงคลสูตร ท่านแก้ไว้ ๒ นัย คือ อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ และ วิริยะ ความเพียร ....
อินทรียสังวร แปลว่า การสำรวมอินทรีย์... อินทรีย์ แปลว่า ความเป็นใหญ่ ซึ่งคำนี้ก็ใช้เรียกสิ่งต่างๆ มากมาย... แต่ในที่นี้หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เท่านั้น (อินทรีย์ ๖)
ขยายความเพิ่มเติมอีกนิด... ตา เป็นใหญ่ในการเห็นรูป ซึ่งสิ่งอื่นๆ ไม่สามารถมองเห็นรูปได้ ดังนั้น ตาจึงชื่อว่า อินทรีย์ (จักขุนทรีย์ อินทรีย์คือจักษุ)... หู เป็นใหญ่ในการฟังเสียง ซึ่งสิ่งอื่นๆ ไม่สามารถได้ยินเสียงได้ ดังนั้น หูจึงได้ชื่อว่า อินทรีย์ (โสตินทรีย์ อินทรีย์คือโสตะ).... จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็อธิบายทำนองนี้
การสำรวมอินทรีย์ ก็คือการระมัดระวังในเมื่อตาไปเห็นรูปบางสิ่งบางอย่าง.. รูปที่ถูกเห็นแล้วก็ควรเข้าไปกำหนด โดยไม่ยินดียินร้ายไปกับสิ่งที่ได้เห็น... และระมัดระวังตาไม่ไปเห็นในสิ่งต่างๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความยินดียินร้ายได้ ... ทำนองนี้เรียกว่า การสำรวมอินทรีย์ทางตา... ส่วนทางหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ทำนองเดียวกัน กล่าวคือ เข้าไปกำหนด ระมัดระวังไม่ให้เกิดความยินดียิ้นร้าย เมื่อได้ฟังเสียง สูดดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสร้อนหนาว และรับรู้ความรู้สึกทางใจ...
ตามธรรมดา ความรู้สึกยินดียินร้าย ความคิดเห็นต่างๆ จะเริ่มต้นจากสิ่งที่เราได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัส เป็นต้น... แต่ถ้าเรารู้จักสำรวม โดยการเข้าไปกำหนดหรือปิดกั้นทางเข้าที่อินทรีย์ กล่าวคือ ตา หู เป็นต้น... จิตใจของเราที่จะพลอยยินดียินร้ายไปกับเรื่องนั้นๆ ก็จะไม่บังเกิดขึ้นได้.... ทำนองนี้เรียกว่า การสำรวมอินทรีย์
การสำรวมอินทรีย์ ทำนองนี้ เรียกว่า ตปะ ซึ่งแปลว่า เผา นั้นคือ เผาอกุศลจิตที่จะเกิดขึ้นภายในจิตใจ เช่น ความยินดียินร้าย ความเพ่งเล็งสิ่งนั้นๆ ความละโมบอยากได้โน้นได้นี้ให้หมดไป ... ดังนั้น การสำรวมอินทรีย์ จึงชื่อว่า ตปะ...
สรุปว่า ผู้สูงอายุควรจะอยูกับการสำรวมอินทรีย์.. โดยการปิดกั้นตาหูเป็นต้น เพื่อจะได้ไม่ไปเพ่งโทษสิ่งโน้นสิ่งนี้ หรือคนโน้นคนนั้น... เป็นคนคล้ายๆ กับว่า ไม่รู้ไม่เห็น ในสิ่งต่างๆ ทำนองเอาหูไปนาเอาตาไปไร่....
ส่วนภายในใจที่อาจยังมีความยินดียินร้ายอยู่บ้างจากสิ่งที่ได้รู้ได้เห็น ก็ควรจะเผาหรือทำลายให้หมดไป... เมื่อผู้สูงอายุกระทำได้ และเป็นอยู่ได้อย่างนี้ ชื่อว่า มีตปะ ... เพราะความเป็นอยู่อย่างนี้ เป็นสิ่งลึกลับเฉพาะตน ดังนั้น การเป็นอยู่กับตปะของผู้สูงอายุทำนองนี้ จึงคล้ายๆ กับว่า เป็นอยู่กับความลึกลับ... ประมาณนั้น
.........
อีกนัยหนึ่ง ตปะ เป็นชื่อของ วิริยะ... ตปะ ในประเด็นนี้มีสำนวนนิยมที่แปลกันต่อๆ มาว่า ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส หรือ ความเพียรเป็นเครื่องยังกิเลสให้เร้าร้อน ชื่อว่า ตปะ ... ประเด็นนี้ขยายความได้ง่าย
สำหรับผู้สูงอายุ ความไม่สะดวกทางด้านร่างกาย ประกอบด้วยโรคาพยาธิบางอย่าง อาจทำให้เบื่อหน่าย เกียจคร้าน ในความเป็นอยู่ประจำวัน... ดังนั้น ผู้สูงอายุต้องมีตปะ คือ ต้องมีความขยันหมั่นเพียรเพื่อเผากิเลสคือความเกียจคร้าน ความเบื่อหน่ายเหล่านั้นให้หมดไป เพื่อจะได้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไป... เช่น
การจับช้อนตักข้าวเข้าปาก อาจง่ายดายสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้สูงอายุบางท่าน อาจเป็นสิ่งลำบาก ต้องใช้ความพยายามสูง นั่นคือ ความลึกลับอีกอย่างหนึ่งที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญหน้า กลายเป็นภาวะลึกลับที่คนอื่นๆ (รวมทั้งผู้เขียนด้วย) ยากที่จะเข้าใจได้... การพูด การเดิน การนอน การนั่ง... ของผู้สูงอายุ ก็ทำนองเดียวกัน กลายเป็นภาวะลึกลับที่ลูกหลานหรือผู้น้อยไม่เข้าใจว่า ผู้สูงอายุจะแกล้งหรือไม่ ! ...ดังนั้น ผู้สูงอายุที่มีตปะตามนัยนี้ จะพึ่งตัวเองได้...
.................
สรุปว่า ผู้สูงอายุต้องบำเพ็ญตปะ โดยระมัดระวังตาหูเป็นต้น เพื่อจะไม่ต้องรับรู้บางสิ่งบางอย่างอันจะก่อให้เกิดความยินดียินร้าย... อีกนัยหนึ่ง ผุ้สูงอายุต้องมีตปะ โดยมีความเพียรเพื่อทำลายความเกียจคร้านหรือความเบื่อหน่าย มิให้เข้ามาครอบงำตัวท่านได้......