การกลับไปสอนหนังสือทำให้ย้อนรำลึกถึงอดีตเมื่อยี่สิบปีก่อน
     ไม่น่าเชื่อเลยว่า ในสังคมใดๆ ต้องมีวัฒนธรรม หรือบรรทัดฐานของกลุ่ม และคนที่เข้ามารวมกลุ่มกัน กว่าจะเข้าใจกันได้ เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากันต้องใช้เวลา อย่างเช่น ในการเรียนการสอน ระหว่างผู้เรียน และผู้สอนต้องทำความเข้าใจกัน การจะปรับตัวได้ดีและเร็วทั้งสองฝ่ายต้องกล้าที่จะพูด และกล้าที่จะเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน
     อันที่จริงการเรียน การสอนในสมัยนี้ค่อนข้างสะดวก สบายกว่าในสมัยยี่สิบปีก่อนมาก จำได้ว่าตอนเรียน ป.โท ต้องไปทำรายงานที่คณะจนยามมาไล่ หรือไม่ก็ต้องไปนอนค้างอ้างแรมบ้านเพื่อน การค้นคว้าหาข้อมูลในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์จำกัดอยู่ที่มหาวิทยาลัยของตัวเอง  อินเตอร์เน็ต อีเมล์ก็ยังไม่ได้แจ้งเกิดตามบ้านเรือน อย่างปัจจุบัน ยิ่งความสะดวกสบายมีมากขึ้นเท่าไหร่ กลับทำให้มนุษย์เราเสียนิสัย และไม่อดทนกับความลำบาก หรือความล่าช้า อยากได้อะไรที่กลืนกินได้อย่างรวดเร็ว แบบอาหารจานด่วน ไม่ต้องเสียเวลาปรุงอาหารรับประทานเอง
     จากที่ตัวเองผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Constructivism ทำให้คิดว่าอยากให้ผู้เรียนค้นหาโจทย์ในการทำรายงานเอง และอยากให้ผู้เรียนเขียนสิ่งที่ตนค้นคว้ามาไว้ในบันทึก และนำเสนอให้เพื่อนอ่านเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการใช้ blog เจ้าของรายงานต้องนำความเห็นที่ได้ไปปรับปรุงเพิ่มมูลค่าให้กับรายงานของตัวเอง ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกอย่างต้องทดลอง
     สิ่งที่พบในห้องเรียนทำให้เราแปลกใจ ตอนแรกคิดว่าจะมีเสียงคัดค้านวิธีนี้ หรือมีปัญหาในการใช้งานบล็อค หรือจะมีคนไม่เห็นด้วยที่ต้องเปิดงานของตัวเองให้เพื่อนเห็น  ปัญหาจริงๆ คือการหาโจทย์มากกว่า เพราะผู้เรียนบางคนขาดประสบการณ์ในการทำงาน บางคนไม่รู้จักงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เลย ทำให้ยังมองภาพไม่ออก ผู้สอนก็เลยต้องบอกหรือชี้แนะแนวทางไปมากพอสมควร เด็กนักเรียนคิดไม่ถึงการหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือสอบถามจากคนอื่นเพื่อตั้งโจทย์เอง 
     ความน่ารักของผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่และมีความจับฉ่ายอยู่ในห้อง สร้างความรู้สึก และรสชาติ ที่หลากหลาย ผู้เรียนอาจมองผู้สอนเป็นนางมารร้ายโดยเฉพาะเรื่องการให้ความสำคัญกับเวลาในการเข้าห้องเรียน  หรือว่าอาจารย์ควรสอนแต่เนื้อหา ไม่ต้องไปสนใจเรื่องกฎ กติกา มารยาทของการอยู่ร่วมกันให้เวียนหัวจนเกินไป