พ่อ แม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองเสียใหม่ คือต้องเล่าและสอนตั้งลูกยังเล็กๆ เพราะเด็กๆเล็กๆมีธรรมชาติที่ชอบฟัง ชอบเรียนรู้ ช่างซักช่างถามและยังมีศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ที่พ่อแม่ พ่อแม่สามารถอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนลูกได้

เครื่องปรุง (ส่วนประกอบ)

1.พ่อ
2.แม่
3.ลูก
4.ความรู้เรื่องจิตวิทยาเด็กหรือวัยรุ่น
5.ความละเอียดอ่อน ที่จะสัมผัสรับรู้ได้ทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทาง
6.รู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง
7.รู้จักเทคนิคการหายใจและมีทักษะคลายเครียด
8.การรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนและผู้อื่น
9..ความสมดุลระหว่างความรัก ความเข้าใจ การให้อภัยและความรับผิดชอบ
10.อื่นๆตามความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์

วิธีทำ

  1. ศึกษาเรื่องจิตวิทยาพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น หรือถ้าพอมีเวลาก็แนะนำให้ศึกษาจิตวิทยาพัฒนาการทุกช่วงวัยเลยยิ่งดีเพื่อหาความรู้เรื่องพัฒนาการของแต่ละวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา
  2. ทำความเข้าใจธรรมชาติของคนแต่ละวัยซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงพฤติกรรม การแสดงออก อารมณ์ ความรู้สึก จุดแข็งและจุดอ่อนของคนแต่ละวัย ความรู้ ความเข้าใจบวกกับประสบการณ์จะทำให้เกิดทักษะในการอยู่ร่วมกันได้อย่างรู้เท่าทันปัญหาไม่เว้นแม้แต่ .......... เจ้าตัวป่วนที่บ้าน !
  3. ยอมรับความแตกต่างของเด็กแต่ละคน หลีกเลี่ยงการเลี้ยงเด็กแบบเหมาโหลคือคิดว่าเด็กทุกคนจะเหมือนกันหมด อย่าลืมว่าในความเหมือนย่อมมีความต่าง ไม่มีใครเหมือนใครได้ทั้งหมด การคิดแบบเหมาจะนำไปสู่ความคิดแบบเปรียบเทียบ ซึ่งไม่มีใครชอบรวมทั้งเด็กๆด้วย

  4. รู้จังหวะในการเข้าหาหรือถอยห่าง ในประเด็นนี้ต้องการบอกว่าคนทุกวัยต้องการความเป็นส่วนตัว บางเวลาคนเราต้องการความใกล้ชิดและจุ้นจ้านจากใครสักคนเพื่อให้รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า แต่บางเวลาก็ไม่ ! ความใกล้ชิดกลับทำให้อึดอัดและรู้สึกว่าถูกควบคุม การห่างออกมาบ้าง อีกนัยหนึ่งอาจฝึกให้อีกฝ่ายมีความเชื่อมั่นในตนเองก็ได้ แทนที่จะกลายเป็นลูกแหง่กับพ่อแม่แต่....... ก๋ากั่นเหลือเกินเวลาอยู่กับเพื่อนๆ?
  5. มีความไวในการรับและอ่านสัญญาณที่อีกฝ่ายหนึ่งส่งมาไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและเป็นคนละเรื่องกับการเดา การคาดการณ์ หรือการดักคอซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้งมานักต่อนัก อย่าเชื่อมั่นในสัมผัสที่หกหรือที่เจ็ดของตนเองแบบหัวชนฝาเพราะอาจจะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าสิ่งนี้จะทำให้ใครต่อใครถอยห่างเราไปหมด(เพราะเห็นว่าเรารู้มาก เชื่อแต่ความคิดของตนเอง ไม่ฟังคนอื่น.............)
  6. ให้ความใกล้ชิด ช่างสังเกต ยืดหยุ่น ปรับตัวเข้าหา เป็นพวก เป็นเพื่อน สิ่งเหล่านี้ต้องการความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ไม่ใช่จู่ๆมาแสดงออกแบบนี้หรือมาเป็นพักๆ จากประสบการณ์ที่ได้เห็นเด็กๆหรือวัยรุ่นหลายคนผูกพันและเปิดเผยกับครอบครัวเมื่อพูดคุยสอบถาม มักจะได้ความว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกมาด้วยวิธีการที่กล่าวไปแล้วและปฏิบัติมาตั้งแต่ลูกเล็กๆจนเข้าวัยรุ่นและลูกก็ไม่ได้ปฏิเสธพ่อแม่
  7. สื่อสารกันแบบตรงไปตรงมา ปากตรงกับใจ เมื่อรักและเป็นห่วงลูกก็บอกและค่อยๆพูด ค่อยๆแนะนำ (ข้อนี้เบางทีดูหมือนว่าทำยาก เพราะบางทีก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างยั่วโมโหจริงๆทนไม่ไหว) เพราะมีหลายต่อหลายครั้งที่พลาดที่อีกฝ่ายแสดงออก เพราะรักและห่วงใยแต่อีกฝ่ายเห็นว่าใจร้ายซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
  8. ให้ความมั่นใจแก่ลูกๆว่าลูกเป็นที่รักของพ่อแม่เพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองป้องกันการเรียกร้องความรักแบบไม่เหมาะสม อย่าลืมว่าคนทุกคนวัยต่างต้องการความรัก ความอบอุ่นเพียงแต่รูปแบบอาจจะแตกต่างกันไปแต่อย่างไรก็ตามการถ่ายทอดความรักด้วยการสัมผัสกาย สัมผัสใจด้วยด้วยท่าทีที่อ่อนโยน นุ่มนวล หมั่นเอาใจเขามาใส่ใจเราถือว่าเป็นเรื่องที่ใช้ได้ดีอยู่เสมอ

  9. ทำตัวเป็นตัวอย่างแก่ลูกจะดีกว่าไหม น่าจะดีกว่าการพร่ำสอนในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการกระทำของพ่อแม่ อย่าลืมว่าพ่อแม่เป็น “สิ่งแวดล้อมแรกของลูก”ที่ต่อมาจะพัฒนาเป็น “ตัวแบบของลูก”แล้วไหนยังจะสายเลือด หรือพันธุกรรมอีกล่ะฉะนั้นหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่พ่อแม่สรุปว่าได้พยายามทำดีที่สุดหรือให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกแล้วแต่ยังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปรารถนาขึ้นอีก บางทีพ่อแม่อาจต้องหยุด........นั่ง.......เงียบ.........นิ่ง.......เพื่อทบทวนตนเองอีกครั้ง
  10. ฝึกเป็นผู้ฟังแทนการเล่า สอน สั่งและบังคับบ้าง คติที่ว่า”อาบน้ำร้อนมาก่อนเจ้าข้าเข้าใจ” ข้อนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำยากเพราะเป็นเรื่องของการมีธรรมชาติของวัยที่ต่างกัน กล่าวคือสำหรับพ่อแม่หรือผู้ที่ผ่านวันและมีวัยพอสมควรแล้วจะชอบเล่าและยกประสบการณ์ของตนมาเป็นอุทาหรณ์ แต่วัยรุ่นไม่ชอบฟังเพราะเป็นวัยที่ ชอบทดลอง ค้นหา เรียนรู้ ด้วยตนเอง(เมื่อลูกไม่ฟังพ่อ แม่จะน้อยใจและต่อว่าลูกว่า “ ใช่ซิเดี๋ยวนี้ลูกปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่” …..ไปกันใหญ่!)   
              
    ดังนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้ พ่อ แม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองเสียใหม่ คือต้องเล่าและสอนตั้งลูกยังเล็กๆ เพราะเด็กๆเล็กๆมีธรรมชาติที่ชอบฟัง ชอบเรียนรู้ ช่างซักช่างถามและยังมีศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ที่พ่อแม่ พ่อแม่สามารถอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนลูกได้ด้วยกระบวนการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เล่านิทานที่ข้างเตียง ตั้งแต่ลูกๆยังแบเบาะพอลูกๆเจริญเติบโตเข้าสู่การเป็นวัยรุ่น ทีนี้แหละพ่อแม่ต้องเป็นฝ่ายฟังและสังเกตให้มาเรียกว่าสงบสยบ ความเคลื่อนไหวและคอยดูสิ่งที่ได้ปลูกฝังให้แก่ลูกไปแล้วทำงานผ่านการแสดงออกเป็นตัวตนของลูก

         สูตรที่ให้ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น พ่อแม่อาจต้องคิดส่วนประกอบหรือเครื่องปรุงเพิ่มหรือแม้แต่คิดค้นสูตรลับ สูตรพิเศษขึ้นมาอีกด้วยว่า “ลางเนื้อชอบลางยา”คนเราต่างจิตต่างใจ ไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จ การเลี้ยงลูกก็เหมือนการปรุงอาหารหากจะให้อร่อยต้องหมั่นหาสูตรเด็ดเคล็ดลับมาพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ,เห็นด้วยไหมคะ?

สรวงธร  นาวาผล    อาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2550