ทำไมครูในชั้นเรียนปกติ จึงสู้ครูสอนผ่านวิดีโอในสถาบันกวดวิชาไม่ได้ นักเรียนแห่ไปเรียน ต้องลงทะเบียนจองที่เรียนล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ค่าเรียนไม่ใช่ถูก วิชาละเป็นหลักพันบาท การสอนกวดวิชาดีกว่าการสอนในชั้นเรียนปกติ...จริงหรือ?
การสอนกวดวิชา ล้วนแต่ใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย เพราะมุ่งเน้นให้ผู้เรียน รู้เนื้อหาสาระมากๆ ในเวลาที่จำกัด เพื่อให้เพียงพอกับการสอบแข่งขัน เป็นการจัดการเรียนการสอนโดยยึดครูเป็นสำคัญ ผู้เรียนมีบทบาทน้อย ไม่เน้นกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งต่างกับการเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ กำหนดชัดเจน
การสอนกวดวิชาด้วยการเปิดวิดีโอสอน ไม่มีครูจริง ไม่มีการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับครูนับว่าเป็นข้อจำกัดของวิธีการสอนแบบบรรยาย ผู้เรียนน่าจะขาดความสนใจ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นทั้งๆ ที่การสอนแบบบรรยายดูเป็นวิธีโบราณ แต่เมื่อปรุงแต่งรสชาติให้สะใจวัยจ๊าบ ด้วยภาษาแปลกใหม่ของวัยรุ่นแล้ว ก็เป็นที่ยอดฮิตได้ นึกถึงรายการทอล์กโชว์สนุกๆ ในทีวีเป็นตัวอย่างก็แล้วกันอาจจะเพิ่มเติมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการคำนวณ การจดจำเนื้อหาที่มากมาย เทคนิคการทำข้อสอบ วิเคราะห์แนวทางของข้อสอบ หรือติวข้อสอบย้อนหลังบ้าง ถามว่าจะนำวิธีนี้มาสอนในชั้นเรียนปกติ จะได้ไหม?
ปัจจุบันการสอนในชั้นเรียนเป็นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามกฎหมาย เน้นกระบวนการค้นคว้าความรู้มากกว่าจะเน้นให้รู้เนื้อหาสาระ ซึ่งนักการศึกษาต่างๆ เชื่อว่าดีจริง เพราะกระบวนการค้นคว้าที่นักเรียนรู้ อีกทั้งความรู้ที่นักเรียนสร้างขึ้นมาเองนั้น จะถูกบันทึกไว้ได้ยาวนานกว่าวิธีการเรียนรู้ในรูปแบบอื่น
ก่อนหน้าที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ มีผลบังคับใช้ ครูวิตกว่า การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ? เนื่องจากวัฒนธรรมของสังคมเรา ไม่ต้องการความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะวัฒนธรรมการทำงานของครู มีลักษณะของการบังคับบัญชา การสั่งการ ตลอดจนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยยังมีปัญหา จากระบบเอ็นทรานซ์เดิม จนถึงระบบแอดมิสชั่นส์ซึ่งจะเริ่มในปีนี้ พินิจพิเคราะห์แล้วยังเน้นเนื้อหาสาระมากกว่ากระบวนการอยู่ดี อาทิ การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอ-เน็ต(O-NET) เป็นการวัดผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ในขณะที่การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอ-เน็ต(A-NET) เป็นการวัดความรู้ความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ โดยเน้นทักษะการคิดมากกว่าโอ-เน็ต แม้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติจะอธิบายอย่างนั้น แต่คำถามที่เกิดขึ้น คือ แนวการวัดของแบบทดสอบจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?
สังเกตได้จากข้อสอบเอ-เน็ต วิชาชีววิทยา จากเว็บไซต์ www.ntthailand.com ของ สทศ. ดังนี้
1.สิ่งมีชีวิตชนิดใดเป็นสาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก ที่พบในคน
- Entero Virus 71
- HIV Virus
- H5N1 Virus
- Influenza Virus
(ข้อนี้คงไม่ต้องวิเคราะห์/สังเคราะห์ นอกจากต้องมีความรู้ เรื่อง โรคจากไวรัสชนิดต่างๆ)
2.ข้อใดเป็นข้อความที่ถูกต้องมากที่สุด
- กล้ามเนื้อลายที่ผนังกระเพาะอาหารทำงานภายใต้การกระตุ้นของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก
- กล้ามเนื้อเรียบที่ผนังกระเพาะอาหารทำงานภายใต้การกระตุ้นของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก
- กล้ามเนื้อลายที่ผนังกระเพาะอาหารทำงานภายใต้การกระตุ้นของระบบประสาทซิมพาเทติก
- กล้ามเนื้อเรียบที่ผนังกระเพาะอาหารทำงานภายใต้การกระตุ้นของระบบประสาทซิมพาเทติก
(ข้อนี้ต้องมีความรู้ เรื่อง ชนิดของกล้ามเนื้อ และการทำงานของระบบประสาทอัตโนวัติ โดยเฉพาะระบบประสาทซิมพาเทติก ถึงจะวิเคราะห์/สังเคราะห์เนื้อหาสาระได้)
3.เซลล์กล้ามเนื้อแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ตามข้อใด
- ตามรูปร่างและการเรียงตัวของ actin filament
- ตามรูปร่างและการเรียงตัวของ myosin filament
- ตามรูปร่างและการเรียงตัวของ actin filament และ myosin filament
- ตามการเรียงตัวของ actin filament และ myosin filament
(ข้อนี้ต้องมีความรู้ เรื่อง ชนิดของกล้ามเนื้อและการจัดเรียงตัวของโปรตีนภายในเซลล์ ถึงจะวิเคราะห์/สังเคราะห์เนื้อหาสาระได้)
เมื่อพิจารณาตัวอย่างข้อสอบดังกล่าวแล้ว ก็คงคล้ายๆ กับข้อสอบเอ็นทรานซ์เดิม ถึงแม้จะพยายามบอกว่า การสอบทั้งโอ-เน็ตและเอ-เน็ต เป็นการวัดความรู้ความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เน้นทักษะการคิด ฟังผิวเผินแล้วเหมือนไม่เน้นวัดความรู้ ไม่เน้นเนื้อหาสาระ แต่อย่าลืมข้อเท็จจริงว่า ถ้านักเรียนไม่มีความรู้ในเนื้อหาสาระวิชานั้นๆ มาก่อนแล้ว จะให้ไปคิดวิเคราะห์หรือสังเคราะห์อะไร สุดท้ายจึงหลีกเลี่ยงการสอนแบบบรรยาย เพื่อเน้นให้รู้เนื้อหาสาระได้ยาก
โดยสรุปครูวิตกกังวล เรื่อง การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่าจะเป็นไปได้จริงหรือ? ในเมื่อวัฒนธรรมของสังคมเราไม่ส่งเสริมให้คนคิด และจนวันนี้การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีปัญหา ต่อมาความวิตกกังวลดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนเป็นความสับสน เพราะครูส่วนที่ยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย ก็จะจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งๆ ที่รู้ว่า ต้องใช้เวลาในการสอนอย่างสิ้นเปลือง อีกทั้งไม่แน่ใจว่าศิษย์จะมีความรู้เพียงพอในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่ ในขณะที่ครูอีกส่วนหนึ่งยังเชื่อว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพโรงเรียน ครูส่วนนี้จะจัดการเรียนการสอนแบบบรรยายเพื่อเร่งบรรจุเนื้อหาให้ศิษย์ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับการสอนในสถาบันกวดวิชาชื่อดังทั้งหลายนั่นเอง แต่เทคนิคการพูด บอกเล่า หรือการอธิบาย อาจจะไม่เร้าใจเท่า
และวันนี้ครูสับสนเรื่องนี้ยิ่งขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวถึงการซื้อลิขสิทธิ์วิดีโอสอนของสถาบันกวดวิชา และเชื่อมโยงไปถึงการพัฒนาเทคนิคการสอนของครูในชั้นเรียนปกติว่ามีแนวคิดจะให้ครูจากสถาบันกวดวิชามาแนะนำเทคนิคในการสอนให้กับครูในชั้นเรียนปกติ เพื่อให้เด็กได้เข้าใจง่ายขึ้น
ครูจะไม่สับสนยิ่งขึ้นได้อย่างไร เมื่อการสอนกวดวิชาซึ่งใช้วิธีบรรยายผ่านวีดิโอและไม่ใช่แนวจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาฯอย่างชัดเจนนั้น กำลังจะถูกนำมาใช้สอนนักเรียน และใช้พัฒนาการจัดเรียนการสอนของครูในชั้นเรียนปกติ โดย ศธ.เอง
(พิมพ์ในมติชนรายวัน , 11 กันยายน 2548)
อันนี้เคยอ่านแล้ววว!!!!
อันที่ได้ลงในมติชน
การศึกษาไทยก็คงจะเป็นแบบเดิม ๆ เพราะจุดมุ่งหมายของการศึกษาก็คือการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย โรงเรียนดัง ๆ เขาวัดกันด้วยอะไร จำนวนนักเรียนที่เข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยใช่ไหมล่ะ
เคยไปดูงานโรงเรียนเอกชนชานกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเป็นโรงเรียนที่คนมีเงินส่งลูกมาเรียน เรียกว่ามีรถเบนซ์มาส่งมารับทุกวัน เด็กๆไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน ทุกคนแต่งตัวตามสบาย สวยงามได้ เวลามาเรียนก็ไม่ต้องอยู่ในห้องเรียนมีการจัดสภาพแวดล้อมเหมือนกับอยู่บ้านมีครูที่เป็นผู้จัดการให้ความรู้ที่มีการบูรณาการร่วมกัน สอนเรื่องต้นกล้วยต้นเดียว เด็กได้เรียนรู้หมดทุกกลุ่มสาระเริ่มตั้งแต่รากเหง้าของกล้วย เรียนเรื่องการขยายพันธุ์ ต้นกล้วยเอามาทำอาหารอะไรได้(คหกรรม) ใบตอง เอามาห่อขนมไทยๆ (สังคมสอนเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมไทย ) ปลีกล้วยนำมาต้มยำเพิ่มน้ำนมแก่มารดา (สุขศึกษา) กล้วยดิบ กล้วยสุก ( หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์) ฯลฯไปเรื่อยเด็กๆ สนุกสนานไม่ต้องเข้าเรื่องวิชาการมาก แต่พอถึงจุดที่เด็กอยู่ระดับ ม.4-5-6มีการเลือกเรียนในรายวิชาที่ตนถนัดเหมือนเลือกแผนการเรียนแล้วมีครูสอนประกบห้องหนึ่งมีไม่มาก บางห้องมีครู 1ต่อ 5 และมีการนำข้อสอบเอ็นทรานซ์มากวดสอนเสริมให้เด็ก (โดยมาครูเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังเก่าแก่ทั้งนั้น) เด็กจะเอ็นติดเต็มร้อย นี่ก็เป็นเรื่องของการจัดการเรียนรู้ที่ไม่พ้นเรื่องการกวดหรือติวเด็กเช่นกัน
จากที่ได้อ่านก็เห็นด้วย บางทีการศึกษาต้องลงทุน เมื่อมีการให้เปล่ามากๆ ่เด็กก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไร พอได้ลงทุนเสียงเงินจึงรู้คุณค่า สอนไปเถอะครูไทยโดยอาชีพ มนุษย์เงินเดือน