การเมืองวุ่นฉุดดัชนีผู้บริโภคทรุดต่อเนื่อง 7 เดือน
ปัจจัยการเมืองวุ่นฉุดเศรษฐกิจป่วน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7  คาดเดือน มิ.ย. ลดลงต่อเนื่อง ไร้สัญญาณการบริโภคฟื้นตัว ชี้หากปฏิวัติซ้อน ม็อบปะทะเดือดฉุดเศรษฐกิจโต  ต่ำกว่า 3% หอการค้าไทยประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลไม่ได้ผล  เตือน "ทักษิณ" ประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจกลับไทย ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง การสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2550 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,223 คน ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 71.4 ลดลงจากเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ที่ 72.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานเท่ากับ 72.2 ลดลงจากเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ที่ 73 และดัชนี    ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 87.1 ลดลงจากเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ที่ 87.7  ปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบให้ดัชนีลดลง เช่น ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 1.2 บาทต่อลิตร ยกเว้นน้ำมันดีเซล กระทรวงการคลังปรับลดประมาณการเศรษฐกิจจาก 4.2% เหลือ 4.0% ผู้บริโภคยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและระบบเศรษฐกิจในอนาคต ผู้บริโภคมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวสูง ขณะที่รายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น และผู้บริโภคมีความเห็นว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม   "ในเดือนพฤษภาคมดัชนีทุกรายการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และดัชนีเกือบทุกรายการอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 48-99 เดือน ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 71.4 เป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 63 เดือน นับตั้งแต่เมษายน 2545" ดร.เสาวณีย์กล่าว ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้การสำรวจไม่ได้รวมปัจจัยการยุบพรรคการเมือง และการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง แต่ผลสำรวจยังระบุว่า ผู้บริโภคให้น้ำหนักกับปัจจัยการเมืองสูงขึ้นกว่าเดือนก่อน ในสัดส่วน 63.4% ของปัจจัยลบทั้งหมด  ขณะที่   เดือนเมษายน สัดส่วน 58.1% ทำให้ขณะนี้ปัญหาการเมืองกำลังนำเศรษฐกิจ ซึ่งการเมืองยังไม่มีเสถียรภาพก็ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวการบริโภคไปจนถึงไตรมาส 3 และยังไม่สามารถชี้ได้ว่า การบริโภคจะกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4 หรือไม่ เพราะความเชื่อมั่นผู้บริโภคถือว่าอยู่ในภาวะซึมลึก   ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจได้จัดทำผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2550เบื้องต้น โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชน 897 คน ในช่วงวันที่ 9-12 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบผลกระทบจากคดียุบพรรคการเมืองและการชุมนุมทางการเมืองที่ท้องสนามหลวง พบว่า ดัชนีทุกรายการยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 เพราะการชุมนุม        ทางการเมืองที่ท้องสนามหลวง หักล้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังคดีตัดสินยุบพรรคการเมือง

 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน (เบื้องต้น) ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 71 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานเท่ากับ 71.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้     ในอนาคตเท่ากับ 86.7 ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ศูนย์ยังยืนยันคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปีว่า จะขยายอยู่ในระดับ 3.5-4% และมีโอกาสน้อยมากที่เศรษฐกิจ จะขยายตัวต่ำกว่า 3% ยกเว้นเกิดเหตุปฏิวัติซ้อน การปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุม   ทางการเมือง ในส่วนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ นอกจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น เพราะการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว จะเป็นการกระตุ้นแบบที่ผู้บริโภคต้องเข้าไปกู้เงินทำให้     ไม่ได้ผลเท่าที่ควร   ดังนั้น ภาครัฐควรลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในไตรมาส 3 ซึ่งยังสามารถทำได้ เพราะอัตราเงินเฟ้อไม่สูง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังสามารถรับได้ นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้ หอการค้าไทยมีความเป็นห่วงเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ส่งผลให้การบริโภคและความเชื่อมั่นของนักธุรกิจลดลง โดยเท่าที่หอการค้าไทยตรวจสอบตัวเลขเศรษฐกิจจากหลายแห่ง พบว่าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.3% ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี และการลงทุนติดลบ 2.4% ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี โดยการลงทุนที่ไม่เกิดขึ้น เพราะตลาดในประเทศหดตัว จึงมีการนำเข้าเครื่องจักรลดลง นายดุสิต กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำหนดให้มีการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อบ้าน ถือเป็นมาตรการที่เป็นผลดีกับผู้มีรายได้สูงและมีกำลังซื้อบ้านที่มีราคาแพง และเห็นว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่เป็นประโยชน์กับผู้มีรายได้น้อยที่มีกำลังซื้อบ้านราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาทลงมา ซึ่งรัฐบาลควรพิจารณาช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย และต้องการซื้อบ้านราคาถูก นายดุสิต กล่าวว่า จากภาวะที่เกิดขึ้น ทำให้หอการค้าไทยมองไม่เห็นว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2550 จะขยายตัวและเป็นเรื่องยากที่จะเห็นเศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัว เพราะยังมีหลายปัจจัยที่กระทบกับเศรษฐกิจ ในระยะสั้น เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โครงการรถไฟฟ้าที่อาจประมูลไม่ทันตามแผน ดังนั้น หอการค้าไทยจึงคาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะขยายตัวแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้      ทั้งนี้ เมื่อมาตรการกระตุ้นในระยะสั้นใช้ยังไม่ได้ผล และอาจจะทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ เพราะรัฐบาลมีหลายเรื่องที่ต้องดูแล เช่น การก่อความวุ่นวาย ปัญหาภาคใต้ โดยเห็นว่า ภาครัฐควรเร่งส่งสัญญาณที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งควรเริ่มส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นในปี 2551 ด้วยการหามาตรการให้ผู้ที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งการลงทุนในปีหน้า โดยเฉพาะ  กลุ่มปิโตรเคมีที่ได้บีโอไอและมีมูลค่าลงทุน 1-2 แสนล้านบาท นายดุสิต กล่าวว่า เท่าที่หารือกับหอการค้าต่างประเทศในไทยแล้วพบว่า นักธุรกิจต่างประเทศมีความเห็นไม่แตกต่างจากนักธุรกิจไทย โดยเห็นว่า หากสถานการณ์ในประเทศไม่สงบ จะเป็นปัญหาในการทำธุรกิจ ซึ่ง  ถ้าจำหน่ายสินค้าในประเทศไม่ได้ จะเน้นไปส่งออกแทน แต่ยังไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกว่า นักธุรกิจต่างชาติจะทิ้งการลงทุนจากไทยไปประเทศอื่น  นายดุสิต กล่าวว่า ที่ผ่านมา นักธุรกิจหวังว่าการพิจารณาเรื่องยุบพรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นแล้วสถานการณ์การเมืองจะดีขึ้น แต่สถานการณ์ยังไม่ดีเท่าใดนัก จึงหวังว่ารัฐบาลจะประคองสถานการณ์ดังกล่าว ให้ได้จนถึงสิ้นปี 2550 รวมทั้งรัฐบาลต้องพยายามสร้างความชัดเจน ในเรื่องที่เป็นข่าวลือ เพราะข่าวลือที่เกิดขึ้นมากช่วงนี้ เช่น การประกาศภาวะฉุกเฉิน การรัฐประหารซ้อน มีสาเหตุมาจากประชาชนขาดความเชื่อมั่น โดยถ้ารักษาสถานการณ์ให้นิ่งได้ก็จะไม่เกิดข่าวลือ นายดุสิต กล่าวว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่ เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรพิจารณาในภาพรวมว่า จะทำให้ประเทศบอบช้ำไปมากกว่านี้หรือไม่ โดยประเมินว่า ถ้าการกลับมาประเทศไทยแล้วแก้ปัญหาของประเทศได้ก็ควรกลับมา แต่ถ้าประเมินว่ากลับมาแล้ว เป็นผลเสียกับประเทศก็ไม่ควรกลับมา ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์และเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี จึงเห็นว่า   พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะประเมินได้ว่า ควรกลับมาประเทศไทยหรือไม่ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองยังเป็นประเด็นที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ เพราะทำให้ประชาชนและภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นและไม่ยอมใช้จ่าย เพื่อบริโภคหรือลงทุน โดยถ้ามีการผ่านร่างรัฐธรรมนูญภายใน 2-3 เดือน เชื่อว่าจะทำให้ความรู้สึกและความเชื่อมั่นของประชาชนดีขึ้น และถ้าการเมืองในภาพรวมมีความชัดเจนเชื่อว่าจะทำให้การใช้จ่ายของประชาชนและภาคเอกชนดีขึ้นมาทันที เพราะการชะลอบริโภคภาคเอกชนไม่ได้เกิดจากการไม่มีเงินใช้จ่าย นายประมนต์ กล่าวว่า หากปัญหาการเมืองสามารถพูดคุยกันได้ หรือการชุมนุมประท้วงไม่ก่อความวุ่นวายเชื่อว่าจะไม่เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจ แต่ถ้ามีการชุมนุมและมีการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งหอการค้าไทยไม่หวังจะให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น นายบุญชัย โชควัฒนา กรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังชะลอตัวแต่การขยายตัวของสินค้าอุปโภคบริโภคยังไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะเป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน แต่ยอมรับว่า การซื้อสินค้าคงทน อสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากการชะลอการบริโภคในขณะนี้  "ช่วงเดือนพฤษภาคม  ที่ผ่านมา ยอดขายปลีกสินค้าหลายรายการดีขึ้นกว่าเดือนมีนาคมและเมษายน แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนก็ดีไม่เท่า เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นของจำเป็นผู้บริโภคมีกำลังเงินในกระเป๋าที่จะจับจ่าย แต่เมื่อไม่มีความมั่นใจต่อสถานการณ์ในอนาคต ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะชะลอการใช้จ่ายในส่วนสินค้าคงทนไปก่อน" นายบุญชัยกล่าว <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right"> กรุงเทพธุรกิจ  โพสต์ทูเดย์  ไทยโพสต์  แนวหน้า    15  มิ.ย.  50</p>