ในช่วงนี้, ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกมหาวิทยาลัยกำลังคึกคัก เพราะอยู่ในช่วงเปิดเรียนใหม่ หลายสถาบันคงกำลังถูกห่มกลุ่มด้วยบรรยากาศของการรับน้องและประชุมเชียร์ ขณะที่ตามเส้นถนนในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ตึกเรียน ร่มไม้และโรงอาหารก็คงเต็มไปด้วยป้ายต้อนรับน้องใหม่อันหลากหลาย
ปีนี้, มมส มีป้ายรับน้องจำนวนมาก และมากเสียจนผมไม่สามารถตระเวนไปถ่ายภาพได้ครบ โดยเฉพาะที่ “มอเดิม” นั้นยังไม่มีโอกาสได้ไปบันทึกภาพเลยแม้แต่น้อย
ผมให้ความสำคัญต่อการบันทึกภาพป้ายรับน้องในแต่ละปีมาก โดยปีที่แล้วกำชับให้คุณนุ้ย นุ้ยcsmsu และคุณยะ คนกิจกรรม เกาะติดบันทึกภาพให้ครบครันและนำเสนอไว้ในเว็บไซด์กองกิจการนิสิต ขณะที่ผมก็ไปขุดค้น “คำต้อนรับ” ในยุคเก่า ๆ มาจัดแสดงไว้ในเว็บไซด์ ซึ่งก็เป็นที่น่าชื่นใจว่ามีนิสิตเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก
ผมเห็นความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มาก .. เพราะเชื่อว่าป้ายเหล่านี้ , หรือแม้แต่ถ้อยคำเหล่านี้ จะกลายเป็นปากคำประวัติศาสตร์ในอนาคต และกลายเป็นตำนานหนึ่งในวิถีกิจกรรมของมหาวิทยาลัย และไม่แยแสต่อใครอื่นที่วิพากษ์อย่างเงียบ ๆ ว่า “บ้า !”
แล้วเป็นไงล่ะบัดนี้ มีนิสิตจำนวนหนึ่งนำพาข้อความเหล่านั้นไปต่อยอดเผยแพร่กันอย่างน่ารัก และสิ่งนั้น คือ การยืนยันว่า “ที่ตรงนี้...มีที่มาที่ไป...ที่ตรงนี้...มีความรักและมิตรภาพ...และที่ตรงนี้ไม่เคยร้างซึ่งผู้มาใหม่ ...”

ปีนี้, เป็นปีที่ผมต้องลงแรงบันทึกภาพด้วยตนเอง ทีมงานดูจะอ่อนล้ากับภารกิจอันหนักหน่วงและผมเองก็ไม่สามารถที่จะท่องตระเวนบันทึกภาพได้ตามที่ใจหวัง แต่ปีนี้สังเกตได้ว่า ป้ายรับร้องไม่ฟู่ฟ่า หรูหรา อลังการอย่างที่เคยเป็นมา ส่วนใหญ่ดูจะเรียบ ๆ ง่าย ๆ เฉย ๆ เฉิ่ม ๆ แต่ก็เต็มไปด้วย “มิตรภาพและความรัก”
ป้ายรับน้องปีนี้, มีนิสิตกลุ่มหนึ่งนำบทกลอนที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2540 ไปเป็นข้อความในป้ายรับน้อง ซึ่งเท่าที่พบมีมากกว่า 5 จุดอย่างแน่นอน เมื่อขับรถผ่านก็อดยิ้มเล็กยิ้มน้อยไม่ได้ เพราะจะว่าไปแล้ว บทกลอนบทนี้หายเงียบไปราว ๆ 3 ปี แต่ก็ไม่คาดคิดว่านิสิตจะนำกลับมาต่อยอดอีกครั้ง
และที่ขำ ๆ ยิ้ม ๆ อีกอย่างก็คือ กลอนบทนี้เขียนขึ้นในบริบทที่แตกต่างจากวันนี้สิ้นเชิง แต่ไฉนนิสิตยังนำกลับมาใช้อีก เพราะสภาพการณ์ทางสังคม (มหาวิทยาลัย - มอใหม่) ลื่นไหลเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่เหลือร่องรอยเดิมเลยแม้แต่น้อย จากความเรียบง่าย สมถะ อยู่ภายใต้ร่มไม้ใหญ่อันร่มรื่น กลายกลับมาสู่อาณาจักรอันกว้างใหญ่ หลากล้นด้วยผู้คนจำนวนมาก และเต็มไปด้วยแสงสีนานาชนิด ...

เชื่อผมเถอะครับ...กลอนที่ผมเขียนขึ้นในสมัยนั้น ดังและดังมาก (หมายถึงเป็นที่รู้จักมักคุ้น) นิสิตส่วนใหญ่ท่องจำติดปากกันได้ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าผมนี่แหละคือเจ้าของถ้อยคำตัวจริง...เสียงจริง !
ที่ตรงนี้
ไม่มีตึกสูงตระการใหญ่
ไม่มีแสงสีศิวิไลซ์
ที่ตรงนี้, เรียบง่ายแต่งดงาม
นั่นนะสิ...วันนี้ ที่ตรงนี้ยังเป็นเช่นนี้อยู่อีกเหรอ หรือเพราะนิสิตต้องการสะท้อนนัยสำคัญทางความหมายอะไรหรือเปล่า เห็นทีผมอาจจะต้องขออนุญาตถามนิสิตว่าคิดเช่นอย่างไรถึงนำกลอนบทนี้กลับมาสู่สาธารณะอีกครั้ง หลังจากที่พับพ่ายต่อสภาพการณ์ปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงไปแล้ว



ผมยังเชื่อว่า ป้ายรับน้องไม่ได้แต่เฉพาะการทำหน้าที่ยืนยันถึงเทศกาลของผู้มาใหม่สถานเดียวเท่านั้นหรอก บางทีและบางครั้งมันก็บันทึกภาพทางสังคมของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นไว้เหมือนกัน และบางทีถึงขั้นซ่อนนัยยะทางชีวิต หรืออื่น ๆ ไว้ก็เป็นได้
เพียงสัญจรผ่านและผ่านเลยไปอย่างเปล่าดาย หากไม่เพ่งพินิจและช่วยกันบันทึกจัดเก็บไว้ บางที, คนของวันพรุ่งนี้ อาจไม่มีร่องรอยของรากเหง้าและวัฒนธรรมในรั้วมหาวิทยาลัยให้สืบค้นได้เหมือนกัน
แล้วที่อื่น ๆ ล่ะครับ...ป้ายรับน้องเป็นอย่างไรบ้าง ?
ขอบคุณมากครับ
เป็นการแลกเปลี่ยนที่วิเศษมากครับ .. ตัวหนังสือบนแผ่นป้าย จะสะท้อนอะไรหลายๆอย่างในใจผู้คนที่อยู่เบื้องหลังครับ มองเห็นได้ไม่ยาก อยากนำมาให้ดูบ้างจัง แต่ชีพจรลงเท้าในระยะนี้ รูปที่ถ่ายเองยังไม่มี ก็ขอตั้งใจไว้ก่อนว่าอยากทำครับ แต่ยังไม่อาจรับปากเต็มๆ เพราะเรื่องรุงรังอีกมากรอยู่ครับ
ในฐานะศิษย์เก่าคณะเกษตร ม.ขอนแก่น
ต้องบอกว่า ป้ายรับน้อง คณะเกษตรโดดเด่นมา อาจเนื่องจากว่า
1. มุมที่ตั้งโดดเด่น ถึงไม่อยากมอง ก็ต้องเห็น เนื่องจากความได้เปรียบในจุดที่ตั้ง
2. เห็นด้วยกับคุณ ออต "มีอัตตลักษณ์ของคณะสูง" ทั้งรูปภาพที่สื่อความหมาย และข้อความที่กินใจ
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นว่า ป้ายรับน้องคณะเกษตรแตกต่างจากคณะอื่นๆ คือ รูสึกว่า ฝีมือ ลายเส้นเด็กเกษตรอ่อนด้อยกว่าฝีมือลายเส้นเด็กคณะอื่นๆ ใน มข. นะคะ สงสัยเด็กศิลป์ในคณะเกษตรมีน้อยแน่ๆ เลย
-คิดมา2 ปี แล้วว่าจะถ่ายป้ายรับน้องคณะฯ เก็บไว้ทุกปี (เพราะข้อความในป้ายแต่ละปี กินใจมากๆ เลย และเชื่อมโยงได้ถึงนโยบายประเทษชาติด้วย) แต่จนป่านนี้ ก็ยังไม่ได้เริ่มทำ
ขออนุญาตเสริมอีกนะครับ
สวัสดีครับ
ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ป้ายรับน้อง เป็นเสมือนเอกสารประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นตัวตนเจ้าของป้ายด้วยเช่นกัน บางปีมีข้อความเน้นในทางรื่นเริง เฮฮา บางปีเน้นถ้อยคำที่มีพลังทางความคิดและสังคม หรือแม้แต่ถ้อยคำที่เป็นบุคลิกเพาะตัวของเจ้าของป้าย ซึ่งหมายถึงองค์กรนิสิตนั้น ๆ
แต่ปีนี้ เด็ก ๆ ที่ มมส ดูจะใช้งบประมาณอย่างพอเพียงกับป้ายต้อนรับน้องใหม่ ไม่หรูหราใหญ่โต แต่ก็กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัย
ผมสนใจที่จะจัดเก็บเรื่องเหล่านี้ และสักวันจะนำมาจัดนิทรรศการเพื่อให้เห็นลักษณะของป้ายและวาทกรรมของการต้อนรับน้องในแต่ละปี
บางที, ป้ายอาจจะเป็นมากกว่าป้ายก็ได้ อย่างที่ มมส มีการใช้คำว่า "จามรี 9" เพราะว่าเรียกรุ่นเป็นชื่อสัตว์นั่นเอง (มีภุมริน, มฤคมาศ, เสือดาว และจามรี)
...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p>ผมมองว่าป้ายรับน้องของแต่ละคณะจะสะท้อนตัวตนของคณะได้อย่างน่าสนใจ ที่ มมส ครั้งหนึ่งผมชื่นชอบมาก เป็นป้ายของศิลปกรรม ลงพื้นคัตเอาท์ขนาดใหญ่ด้วยสีดำ เขียนสั้น ๆ ว่า “ดีใจนำ บัก หำหล่า” …</p><p>ผมอ่านแล้วชอบใจมาก โดนเต็ม ๆ สั้น กระชับ กินใจและกินความหมายลึกซึ้ง มีกลิ่นอายท้องถิ่นชัดเจน, เคยถ่ายรูปไว้ แต่ไม่รู้ตอนนี้หายไปไหนแล้ว</p><p>บางคณะมีอัตตลักษณ์ทางลายมือ นั่นคือ เขียนไม่สวย และทุกปีก็ยังเขียนไม่สวย แต่เขียนสวยก็แสดงว่าไปจ้างคนมาเขียนให้…</p><p>บางคณะมีแต่รูป ไม่มีข้อความ…ซึ่งก็เร้าความสนใจได้มากทีเดียว</p><p>ขอบคุณครับ</p><p> </p>
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นว่า ป้ายรับน้องคณะเกษตรแตกต่างจากคณะอื่นๆ คือ รูสึกว่า ฝีมือ ลายเส้นเด็กเกษตรอ่อนด้อยกว่าฝีมือลายเส้นเด็กคณะอื่นๆ ใน มข. นะคะ สงสัยเด็กศิลป์ในคณะเกษตรมีน้อยแน่ๆ เลย
- คิดมา2 ปี แล้วว่าจะถ่ายป้ายรับน้องคณะฯ เก็บไว้ทุกปี
อีกรอบ - ครับคุณออต
เรื่องอัตลักษณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก, และก็ขอชื่นชมชาวเกษตรศาสตร์ มข. ที่รักษาจุดยืนอันมีเสน่ห์ของตนเองได้อย่างคงทนและยาวนาน
ในความเป็นมหาวิทยาลัย เราต้องให้แต่ละคณะมีอิสระหลากหลายไปตามสรีระของคณะนั้น ๆ แต่มีภาพแห่งความเป็นสถาบันอย่างแน่นหนัก ซึ่งหมายถึง ในความเป็นมหาวิทยาลัยมีความหลากหลาย , แปลกแตก แต่ไม่แตกแยก...
ขอบคุณอีกครั้ง, ครับ
สวัสดีค่ะ คุณแผ่นดิน
วันหน้าจะไปถ่ายรูปป้ายรับน้อง คณะเกษตร มข มาอวดบ้าง
- ตอนนี้กัลยา มีลูกชายใหม่แล้วนะ ชื่อ แม็กนัม น่ารักมาก ดื้อมาก เป็น Rottweilor พันธ์โหดด้วย แต่ก็ยังเลี้ยง ทำไงได้รักไปแล้ว
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
เพลินเลยค่ะกับข้อความบนป้ายและเพลินกับความคิดของตนเองที่ย้อนกลับไปในอดีต..
วัฏจักรเหล่านี้วนเวียนต่อเนื่องมาทุกปี
เหมือนฤดูกาลที่ผันผ่านไปตลอดเวลา...
ป้ายมีความหมาย มีนัยยะที่ซุกซ่อนอยู่อย่างน่าสนใจ
และทุกป้ายแอบแฝงน้ำใจที่อุ่นระอุไว้เสมอ
อยากเห็นป้ายรับปริญญา.. ป้ายอำลาซีเนียร์ด้วยจังค่ะ
ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้เห็นนัยยะที่แฝงเร้นบนแผ่นป้าย
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
ตามน้องเบิร์ดเข้ามาดูป้ายรับน้องด้วยคนค่ะ คุณแผ่นดินละเอียดอ่อนดีจัง
การบันทึกภาพที่เป็นการแสดงความรู้สึกดีๆไว้อย่างนี้ เด็กๆรุ่นหลังจะได้ใส่ใจรายละเอียดในการออกแบบการสื่อสารด้วยป้ายต้อนรับสมาชิกใหม่ ถ้าเขาดูแล้วคิดสักนิดว่า ป้ายที่ตั้งใจออกแบบมานี้ เขาอยากให้น้องเห็นแล้ว "รู้สึก" อย่างไร
บางทีไม่ต้องลงทุนแพงๆ แค่การออกแบบง่ายๆ แต่มีความหมายจากใจ แบบลำนำของคุณแผ่นดิน ก็ทำให้น้องใหม่รู้สึกดีมากแล้ว....
พูดในฐานะที่ครั้งหนึ่ง(ในอดีต)เคยเป็นเฟรชชี่มาก่อนนะคะ : )
ผมเชื่อว่าจะต้องมีอัตตลักษณ์ที่โดดเด่นลอกเลียนแบบยาก, ห้าว ๆ เปิ่น ๆ ทำนองนี้หรือเปล่า...
แต่ก็จะรอดูอย่างแน่นอน...
ส่วนเจ้า แม็กนัม สิ้นเยื่อขาดใยเมื่อไหร่ ยินดีรับเลี้ยงให้นะครับ
น้องชาย
เป็นคนชอบอ่านป้ายมาก
ในมหาวิทยาลัยมีป้ายรับน้องเยอะมาก น่ารัก น่าชม น่าอ่าน ไว้มีโอกาสจะนำมาแลกเปลี่ยนะคะ
ดูแลตัวเองและน้อง ๆ นะคะ
สวัสดีค่ะ
ชอบที่บอกว่า
ใช้งบประมาณอย่างพอเพียงกับป้ายต้อนรับน้องใหม่ ไม่หรูหราใหญ่โต แต่ก็กระจายไปทั่วมหาวิทยาลัย
การทำกิจกรรม ไม่ต้องใช้งบอะไรมากเกินไป หมดสมัยแล้วค่ะ
สวัสดีครับคุณเบิร์ด <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p>ป้ายมีความหมาย มีนัยยะที่ซุกซ่อนอยู่อย่างน่าสนใจ </p><p>และทุกป้ายแอบแฝงน้ำใจที่อุ่นระอุไว้เสมอ</p><p>….</p><p>ขอบคุณในข้อสังเกตข้างต้นนะครับ และผมก็เชื่ออย่างเหลือเกินว่าป้ายรับน้องในแต่ละสถาบันก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน จะแตกต่างก็แต่ต้นทุนทางเงินทอง, ฝีมือ หรือความเชี่ยวชาญ แต่ในทางความรัก และความรู้สึกนั้น เชื่อแน่ว่าทุกคน หรือทุกสถาบันมีต้นทุนที่ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย</p><p>ขอบคุณครับ</p>
ที่ตรงนี้
ไม่มีตึกสูงตระการใหญ่
ไม่มีแสงศีวิไลซ์
ที่ตรงนี้
เรียบง่ายแต่งดงาม
ป้ายรับน้องไม่เพียงแต่แฝงไปด้วย ไออุ่นและมิตรภาพเท่านั้นนะครับ แต่ป้ายรับน้องนี่อหละที่แฝงคราบเหงื่อใคลและร่องลอยของน้ำตา ไว้อีกด้วย และป้ายทุกป้ายเหมือนที่ว่านั้นอหละค้าบว่าเรยบง่ายแต่เกิดความคลังและมีสิ่งที่ซ้อนอยู่โดยที่ผมเองก้อบอกมันไม่ได้เหมือนกันว่าคืออาราย แต่การกลับมาของบทกลอนข้างต้นนั้นมันอาจจะอยากบอกอะไรสักอย่างนึกกับเราก้อได้
ที่ตรงนี้
มีตึกสูงตระการใหญ่
มีแสงศีวิไลซ์
ที่ตรงนี้
คับคั่งและยั่งยืน
สวัสดีครับ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p>นึกแล้วก็เสียดายไม่หายที่ไม่เคยบันทึกภาพเกี่ยวกับป้ายรับน้องในยุคสมัยต่าง ๆ ไว้เลย แต่มาเริ่มต้นตรงนี้ก็คงไม่สาย ผมยังมองว่า ป้ายในแต่ละปีสะท้อนให้เห็นพัฒนาการขับเคลื่อนในทางการประชาสัมพันธ์องค์กรได้เหมือนกัน ทั้งในแง่ศิลปะและแนวคิด</p><p>ขอบคุณครับ…</p>
ช่วงนี้เป็นห้วงเวลาที่ชีวิตกรำงานหนักมาก เพราะเป็นเทศกาลรับน้องใหม่ ผมในฐานะเจ้าของงานต้องกลับดึกและดึกทุกวัน, ปีนี้แทบไม่มีเวลาไปบันทึกภาพในสถานที่ติดตั้งป้าย พอมีเวลาก็ล่าช้าไปมาก สภาพของป้ายเสื่อมโทรม ทรุดเอียงไปตามดินฟ้าอากาศ ,
สารคามเริ่มมีฝนตกเค้ามาเป็นระยะ ๆ ... ขณะที่บ้านเกิดไม่รู้ทำนากันถึงไหนแล้ว
เชียงใหม่ละครับ...อากาศช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง
....
สุขภาพแข็งแรงเสมอไป, นะครับ
สวัสดีครับ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p>ปีนี้เป็นปีที่ป้ายรับร้อง เรียบง่ายและงดงามจริง ๆ ,</p><p>เมื่อวานผมไปเยือนคณะต่าง ๆ ก็ทยอยบันทึกภาพมาเก็บ ๆ รวมกันไว้ อยากให้เป็นข้อมูลของอนาคต และคิดว่าสักวันหนึ่งจะจัดนิทรรศการประมวลภาพเหล่านี้ดูสักครั้ง เชื่อว่า คงมีคนสนใจบ้างอยู่เหมือนกัน</p>
สวัสดีครับ คุณน้องสภา
ที่ตรงนี้
มีตึกสูงตระการใหญ่
มีแสงศีวิไลซ์
ที่ตรงนี้
คับคั่งและยั่งยืน
.............................................................
ฝีไม้ลายมือแต่กลอน ไม่เบานะเรา ฟังดูก็บันทึกสภาพบปัจจุบันของมหาวิทยาลัยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะบัดนี้ มมส มีตึกสูงหลายหลัง รายรอบมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยร้านรวงนานาประเภท ที่สำคัญ มี "ร้านคับคั่ง" ที่นิสิตมักไปคับคั่งอยู่ตรงนั้นเสมอ
ส่วน "ยั่งยืน" จะเป็นชื่อร้านรวง หรือสถานที่อะไรหรือเปล่านั้น พี่ไม่รู้จริง ๆ .....
...
ขอบคุณครับ