![]()
เวลาคนเราทำอะไร... เรามักจะใช้เหตุผลบ้างอารมณ์บ้าง บางครั้งพลั้งเผลอไป(เลยอ้วนเลย) ข่าวดีคือ ท่านอาจารย์นายแพทย์รอเจอร์ โกลด์ และคณะนักโภชนาการแห่ง "ไดเอท บล็อก" แนะนำวิธีสังเกตไว้
ถ้าเราหมั่นสังเกต พิจารณาบ่อยๆ โดยยึดหลัก "ช้าไว้ก่อน พ่อสอนไว้" หรือ "กินทุกครั้ง นั่งลง เคี้ยวช้าๆ" จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนจากการกินแบบใช้อารมณ์ ไปสู่วิถีชีวิตแห่งการกินแบบ "มีสติ (ใช้เหตุผล)" มากขึ้นได้ครับ
![]()
การกินแบบใส่อารมณ์ต่างจากการกินแบบใช้เหตุผลดังต่อไปนี้...
-
ความเร็ว:
ความหิวตามธรรมชาติมาช้าๆ แบบน้ำซึมบ่อทราย (gradually) กว่าจะซึมออกมาเต็มใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที ความหิวแบบใส่อารมณ์มาเร็วแบบพายุหรือ ATM แรงเต็มที่ (suddenly) ได้ภายใน 2-3 นาที -
การตอบสนอง:
ความหิวตามธรรมชาตินั้นอ่อนโยน (patient) "รอหุงข้าว" ได้ประมาณ 30 นาที... ความหิวแบบใส่อารมณ์ "รอไม่เป็น" จะเอาให้ได้ทันที (impatient) ภายใน 2-3 นาที รอไม่ได้แบบเด็กโยเย หรือผู้ใหญ่ที่เอาแต่ใจตัวเอง (หัวหน้าหน่วยงานท่านอาจจะมีอาการแบบนี้บ่อยทีเดียว) -
ความจำเพาะ:
ความหิวตามธรรมชาติมาพร้อมกับ "ทางเลือก (alternative)" ประเภทอะไรก็ได้ที่มีคุณค่าทางอาหาร เช่น แครอท บรอคโคลีนึ่ง ฯลฯ ความหิวแบบใส่อารมณ์มาพร้อม "คำขาด (no alternative)" หรือไม่มีทางเลือก โดยเฉพาะอาหารที่มีกลิ่นรสน่าพึงพอใจ เช่น ไอสกรีมแบบนี้ เนื้อแบบนั้น ขนมแบบโน้น - อย่างอื่นไม่ได้"- ความรู้สึก:
ความหิวตามธรรมชาติมาพร้อมกับ "ความจำเป็น (necessity)" คือ เพื่อบรรเทาความหิว ความอ่อนเพลีย ความหิวแบบใส่อารมณ์มาพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวด (pain) เช่น โกรธ เศร้า เครียด เหงา เบื่อ ฯลฯ หรือความรู้สึกเกลียดชังตัวเอง (self-hatred) เช่น เรามันคนแพ้ เรามันไม่ดีเอง ฯลฯ หรืออะไรทำนองนี้- เวลา:
ความหิวตามธรรมชาติมีแนวโน้มจะ "ตรงเวลา (on schedule)" ตามเวลาอาหาร ความหิวแบบใส่อารมณ์มีแนวโน้มจะมาแบบไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะเวลาที่อยู่คนเดียว เวลาว่าง เวลาคัน(คนบางคนจะคันเวลาเครียดหรือเหงา) หรือก่อนนอน- ผลพวง:
ความหิวตามธรรมชาติมีแนวโน้มจะมาสม่ำเสมอทุกวัน (regular) ความหิวแบบใส่อารมณ์มีแนวโน้มจะมาพร้อมกับเหตุการณ์ (events) เช่น มาหลังเรื่องร้ายๆ 2-3 ชั่วโมง หรือ 2-3 วัน ฯลฯ- เบรค:
ความหิวตามธรรมชาติมาพร้อมกับ "เบรค (brake)" เป็นระยะๆ เช่น เมื่อกินไป 2-3 คำ ความอยากจะลดลง เมื่อกินไป 1 จาน ความอยากจะลดลงมาก ฯลฯ มีอิ่มและมี "พอ"... ความหิวแบบใส่อารมณ์มาพร้อมกับ "เบรคแตก (no brake)" เช่น เพลินไปจนหมดถุง หมดหม้อ ฯลฯ ถึงมีอิ่มก็ไม่มี "พอ"- ความรู้สึกผิด:
ความหิวตามธรรมชาติมาพร้อมกับ "หน้าที่ (duty)" ที่เราต้องทำ ทำแล้วจะไม่รู้สึกผิดอะไร หรืออาจรู้สึกดีกับตัวเองถ้ากินแบบมีสติ... ความหิวแบบใส่อารมณ์มักจะตามมาด้วยความรู้สึก "ผิด (guilt)" หลังอาหาร
วิธีลดความรุนแรงของการกินแบบใส่อารมณ์มีดังต่อไปนี้...
- รู้จัก ทำความเข้าใจ และใส่ใจความรู้สึกนี้ให้บ่อย... การกินจะใช้อารมณ์น้อยลง และมีสติ(ใช้เหตุผล)มากขึ้น
- ลองดื่มน้ำเปล่าดู 1-2 แก้ว... บางครั้งคนเราเข้าใจผิด คิดว่า ความรู้สึกกระหายน้ำเป็นความหิวอาหาร การดื่มน้ำแล้วเฝ้าสังเกตสัก 5-10 นาที ถ้าหิวน้อยลง นั่นอาจเป็นความรู้สึกกระหายน้ำ ไม่ใช่หิวอาหาร
- ลองเดินดู 5-10 นาที... ความหิวแบบใส่อารมณ์จะแรงมากใน 5 นาทีแรก ลองเดินพร้อมกับหายใจช้าๆ หายใจเข้า 4 ก้าว (1-2-3-4) หายใจออก 4 ก้าว (1-2-3-4) ทำสลับกันอย่างนี้ช้าๆ ความหิวแบบใส่อารมณ์จะลดความแรงลงได้
- เวลากินให้นั่งลง เคี้ยวช้าๆ (คำละ 15-20 ครั้ง) ยกช้อนส้อมขึ้นลงช้าๆ อย่ายกช้อนส้อมมารอใกล้ปาก ความอยากมีแนวโน้มจะลดลงภายใน 20 นาทีถ้ากินอย่างมีสติ
- กินอะไรที่ถูกใจบ้างสัปดาห์ละครั้ง เช่น ถ้าชอบไอสกรีมมากน่าจะลองกินสัก 2-3 ช้อนกินข้าว ฯลฯ สัปดาห์ละครั้ง โดยฝึกกินให้ช้าลง เคี้ยวช้าๆ และสังเกตดูความรู้สึกของเราไปด้วยเสมอ
- ออกกำลังเป็นประจำ เช่น วิ่งเหยาะ(จอกกิ้ง) เดินเร็ว เดินช้า เดินขึ้นลงบันได ฯลฯ การออกกำลังเพื่อคลายเครียด เพื่อป้องกันโรคอ้วนหรืออ้วนลงพุง ควรออกกำลังให้ได้อย่างน้อยวันละ 60 นาทีขึ้นไป โดยเพิ่มจำนวนและความแรงขึ้นทีละน้อย
- ฝึกการออกกำลังแบบตะวันออก(เอเชีย) เช่น ไทเกก ชี่กง มวยจีน รำกระบอง(ชีวจิต) ฯลฯ หรือฝึกสมาธิแบบหายใจช้า (ไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที) การออกกำลังหรือฝึกสมาธิแบบตะวันออกมีส่วนช่วยคลายเครียด นอกจากนั้นการฝึกหายใจช้าๆ อย่างน้อยวันละ 15 นาทียังช่วยป้องกันโรคความดันเลือดสูงได้ในระดับหนึ่งด้วย

ถ้าไม่ค่อยมีเวลาว่าง...
- เรียนเสนอให้เดินเร็ว หรือวิ่งเหยาะ(จอกกิ้ง)วันละ 30 นาที เดินก่อนหรือหลังอาหารทุกมื้อ มื้อละ 10 นาที และเดินขึ้นลงบันไดเสริมตามโอกาส
- ออกกำลังคราวละเล็กละน้อยรวมกันคล้ายการออมทรัพย์แบบนี้... ไม่นานจะ "ได้(ออก)แรง" รวมกันอย่างต่ำวันละ 60 นาทีทีเดียว
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเราหันมากินกันอย่างมีสติ และลดการกินแบบใส่อารมณ์ลงไปเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมว่า คนเรามักจะทำอะไรดีๆ ได้มากกว่าที่คิดไว้เสมอ
ขอแนะนำ...
- รวมเรื่องสุขภาพ > "ลดความอ้วน"
- [ Click - Click ]
- ขอแนะนำบล็อก > "บ้านสาระ"
- [ Click - Click ]
แหล่งที่มา: - Thank > Calmin Iadonisi Ph.D., Sylvia C. Hall, Gabriela Cretan. Jim Foster ed. 8 indicators of emotional eating > [ Click ] or [ Click ] or [ Click ] > June 13, 2007.
- Thank > Roger Gould M.D. > The 12 types of emotional hunger by Roger Gould M.D. > [ Click ] > June 14, 2007.
- ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก “บ้านสุขภาพ” มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
- ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
- ขอขอบพระคุณ > อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
- ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT ศูนย์มะเร็งลำปาง
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 14 มิถุนายน 2550.
- ความรู้สึก: