Km tip นี้ ผมตั้งใจเขียน ถ่ายทอด Process of Knowing อย่างที่ท่านอาจารย์ประพนธ์ได้เคยบอกเอาไว้ ท่านที่เข้ามาอ่านบางท่านอาจจะมีความรู้สึกว่า BAR DAR และ AAR เราทราบแล้วว่าคืออะไร และทำอย่างไร สิ่งที่ท่านเข้าใจนั้นคือตัว Knowledge
แต่เมื่อเราเข้าใจ KM ในระดับหนึ่งแล้ว เราต้องก้าวข้ามตัว Knowledge นั้นไป
ผมตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าหากผมถูกเชิญไปเป็นวิทยากรหรืออยู่ในทีมวิทยากร ก่อนการดำเนินงาน เราต้องทำ BAR กันก่อน
สถานการณ์บังคับผมให้ต้องทำ BAR ตัวอย่างหนึ่งคือ เมื่อโรงเรียนเซนต์นิโกลาสเชิญผมไปเป็นวิทยากร เราไปแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (peer assist) จึงไม่ได้พูดถึงค่าตัววิทยากร ทีนี้ทีมคุณอำนวยมน.ทีมใหญ่ เคยตกลงในหลักการว่า ฟาน้อยที่ไปช่วยงานนอกมหาวิทยาลัย ให้มีค่าเหนื่อยวันละ....
ผมก็เกรงใจไม่กล้าใช้บริการฟาน้อย (เพราะอาจจะต้องควักเนื้อหรือไม่ก็เป็นการเอาแรงกัน ก็รู้สึกเกรงใจ) ผมจึงคิดใช้บริการของโรงเรียนแทน.. โดยขอนัดให้มีการประชุมกันก่อน ๑ ครั้ง เพื่อเตรียมงาน.. ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ที่นี่แล้ว [ click ]
(BAR) ในการประชุม BAR แบบที่ยังไม่เคยมีทีม เราก็ต้องสร้างทีมในขณะที่ BAR ไปนั่นแหละครับ โดยกระบวนการเราก็สร้างความไว้วางใจให้กับคนที่เข้า BAR โดยเราพยายามเอาใจออกมานำ เราสร้างบรรยากาศการประชุมแบบไม่มีวาระ (วาระอยู่ในใจ) สร้างความไว้วางใจ โดยเล่าเรื่องตัวเองก่อน (Storytelling-โดยเครื่องมือ dialouge) บางครั้งก็ต้องยกหัวยกหางตนเองบ้าง เพื่อให้เขาเชื่อมั่นในตัวเรา
หลังจาก BAR แล้ว เราก็หาตัวผู้ประสานงานหลัก เผื่อเราจะมีอะไรเพิ่มเติมจะได้ติดต่อกับท่านนี้ ถ้าขอได้ก็ขอเบอร์โทรศัพท์ หรือ E-mail หรือ ถ้าเขามี blog ก็ยิ่งดี..... ก่อนจัดงานเราก็มีการประสานงานกันบ้าง...
(DAR) ในระหว่างทำ Workshop เราก็มีการพูดคุยกับผู้เข้าร่วม workshop บ้าง เพื่อพูดคุยถามความเห็นบ้างเป็นระยะๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย หรืออาจพูดคุยกับผู้ประสานงานหลัก ซึ่งขณะนี้ก็คือผู้เชื่อมประสานงานทุกอย่างระหว่างจัดงาน เรียกว่าต้องหาผู้ช่วยคนใหม่ในระหว่าง Workshop เลยทีเดียว.. ถ้าใช้ DAR ให้เป็นก็จะมีพลังศรัทธาเกิดขึ้น
ในระหว่างการทำ Workshop เราต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกำหนดการของเราได้ทุกเมื่อ ตามความเหมาะสม โดยดูหลักความพร้อมของผู้เข้าร่วม WS ให้ประโยชน์สูงสุด เกิดแก่ผู้เข้าร่วม ws ให้คุ้มค่าแก่เวลาที่เขาเสียไป...
(AAR) AAR มีสองระดับ ระดับหนึ่งคือผู้เข้าร่วม workshop และอีกระดับหนึ่งคือทีมผู้จัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ไปคนละอย่าง แต่ถ้าทำให้ดี ก็จะได้เป้าประสงค์เดียวกัน คือ การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในการปฏิบัติจริงเพื่อนำไปแก้ไขต่อไปให้ดียิ่งขึ้น
AAR ถ้าฝึกทำบ่อยๆ และนำ AI (Appreciative Inquiry) เข้าไปเป็นเครื่องมือด้วย ก็จะมีพลังอย่างมาก.. ท่านที่ยังไม่เคยนำไปลองปฏิบัติด้วยตนเอง ขอแนะนำให้ลองนำไปปฏิบัติกันดู "KM ไม่ทำไม่รู้"
吴联乐
![]() |

เรียน ท่านอาจารย์ BeeMan
ขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ JJ
เรียนท่านอาจารย์ BeeMan
ขอบคุณครับท่านอาจารย์ JJ
เรียนท่านอาจารย์ BeeMan ตอบไม่หมดครับ
เรียน ท่านอาจารย์ BeeMan
BAR DAR AAR ตอนนี้ทีม KM ของห้องสมุด ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ กันไปแล้วครับ ทำบ่อยๆ ทำเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่าแปลกๆที่ไม่ทำ
ต้องขอบคุณ อาจารย์วิบูลย์ ที่สร้างนิสัยนี้ให้กับพวกเราติดตัวมา จนรู้สึกคุ้นเคย