ไม่ได้หมายความว่าครูฝ่ายเดียวหรอก   ต้องหมายถึงผู้ปกครอง  โดยเฉพาะ พ่อแม่  ที่ต้องมีหน้าที่ฝึกลูกหลานให้มีความพร้อมที่จะสู้ 
 แน่นอน  พ่อแม่ย่อมอยากที่จะให้ลูกหลานประสบความสำเร็จ.....  เป็นนักสู้ 
การที่เป็นนักสู้ได้นั้น  ต้องมีทั้งความรู้  และการฝึกฝนเรื่องงาน 
นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง   ต่อการงานที่ได้รับมอบหมาย   และความรับผิดชอบต่อคนอื่นรอบข้าง 
พ่อแม่  ก็ต้องสอนลูกว่า...อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง  ควรจะทำงานให้เสร็จทีเดียว  อย่าหมักหมมงานไว้  
อย่าทำงานแบบไฟลนก้น  
พ่อแม่ก็ต้องบอกสอนลูก  พร้อมกับการยกตัวอย่างที่ดีและไม่ดี  ให้เห็นถึงผลที่ได้รับ   และให้รู้จักคำว่า...สายเกินแก้  แย่แล้วแก้ไม่ทัน  
งานบ้านนั้น  พ่อแม่ก็ต้องมอบหมายให้ลูกทำเป็นงานไป  ให้เหมาะสมกับวัยด้วย  ที่จะรับผิดชอบได้ 
ครูอ้อยเห็นเด็กบางคน  เอาการบ้านมาบังหน้าว่ามีการบ้านมาก  อ่านหนังสือมาก  หลีกเลี่ยงการทำงานบ้าน  แล้วการบ้านจากทางโรงเรียนมาบังหน้า   การกระทำอย่างนี้  ไม่ถูกต้อง  ความรับผิดชอบที่มีอยู่  ก็ต้องรับผิดชอบไป  มิฉะนั้นจะติดตามตัวไปจนโต  และแก้ไม่หาย  และที่สำคัญจะไม่จิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย  
การปกป้องลูกมากเกินไป....ไม่เป็นผลดีต่อนักเรียนเลย   พ่อแม่บางคนก็ไม่รู้ตัวว่า  ...การปกป้องลูกกับความรักลูกนั้น  เป็นคนละเรื่องกัน  ควรแยกออกจากกัน 
เพราะการกระทำเช่นนี้จะทำให้เด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเอง 
เพราะสิ่งสำคัญในการบากบั่นสู่ความสำเร็จได้นั้น  ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นบนพื้นฐานที่ถูกต้องอย่างมาก  ไม่ใช่เป็นความกล้าแบบ.....ตาบอดไม่กลัวเสือ   
สิ่งจำเป็นและสำคัญมากที่สุด  ก็คือ  พ่อแม่  เป็นต้นแบบที่ดี  ในเรื่องความมานะบากบั่น  หากลูกไม่มีข้อนี้  ก็ให้หันมาดูตัวเองว่า...มีหรือเปล่า  
หากพ่อแม่ขี้เกียจ  ....อย่าได้หวังว่า..ลูกจะเดินทางไปสู่ดวงดาวที่ปรารถนาได้อย่างง่ายๆ   
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  ผู้ที่จะรู้  ผู้ที่จะวัด  ผู้ฝึก  และผู้ประเมิน  ก็คือท่าน  พ่อแม่และผู้ปกครองเป็นสำคัญ..... 

ข้อมูลจาก...ท่านรองเยาวลักษณ์  ชำนิเขตกิจ