ฟามรู้ฝึก “อิม”
เด็กเขาอยากเล่าเรื่องของเขาที่มีต่อครู แต่ว่าการใช้ภาษา อาจจะไม่ร่วมสมัยกับคนรุ่นเรา (วัยรุ่นมาก) ส่วนผมจะถูกพวกเขากลืนไปเสียแล้ว ผมอยู่กับเด็ก ๆ มานาน เกือบ 40 ปีแล้ว ผมมองดูพวกเขาน่ารักนะ ไม่เคยเบื่อ ยิ่งเด็ก ๆ ในวงเพลงผมรักและห่วงพวกเขาทุกคน คำพูดที่เราสื่อภาษากันบางครั้งก็แรงไป แต่ผมออกตัวไว้ก่อนแล้วว่า ครูไม่อยากใช้คำบางคำกับพวกเราเลย แต่ในเมื่อครูใช้ภาษาธรรมดาแล้วสื่อสารไม่ได้ (ขอโทษนะ) ขอใช้ภาษาเดียวกับเธอบ้าง อย่ามาว่าครูนะ แต่ สำหรับหัวเรื่องที่ขึ้นต้นเอาไว้ ของน้อง อิม เป็นการใช้ภาษาตรง ๆ นะครับ เพราะ อิม เขาพูดออกมาจากใจของเขา (กัดฟันพูด) เลยทำให้การถอดคำออกมาเป็นอย่างนั้น แต่ลองฟังเนื้อหาใจความที่ อิม เขาอยากเล่าดูก่อนนะครับ ผมก็ยังไม่ได้อ่านมาก่อนเหมือนกัน
วันที่น้อง อิม-หทัยกาญจน์ เมืองมูล เขาเขียนเล่าเรื่อง เป็นเช้าวันที่ 9 มิถุนายน 2550 วันนี้สมาชิกในวงเพลง 14-15 คน นัดซ้อมวงกัน ค่อนวัน (ตั้งแต่เช้าถึงบ่ายโมงเศษ ๆ) ที่ห้อง 512 แต่วันนี้ผมมีงานส่วนตัวที่จะต้องไปทำภารกิจที่ ม.เกษตร วิทยาเขตกำแพงแสน ลองเข้ามาอ่านกันดูนะครับ ความคิดเห็นของเด็กๆ แต่เป็นเด็กที่มีหัวใจรักศิลปะท้องถิ่นเต็มร้อยครับ
ความรู้สึก หทัยกาญจน์ เมืองมูล
หนูชื่อ หทัยกาญจน์ เมืองมูล ตอนนี้อายุ 17 ปีแล้วค่ะ หนูเข้ามาอยู่ในชุมนุมเพลงอีแซวของโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ตอนนั้นหนูยังเด็ก (เอ๋อมากค่ะ) เพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ ยังไม่ทันได้เรียนเลย ช่วงโรงเรียนปิด อาจารย์ชำเลือง ก็พาหนูไปเล่นเพลงอีแซวที่ถนนสีลม (เป็นงานแรก) หนูรู้สึกตื่น ๆ ยังไงก็บอกไม่ถูก ดูพวกรุ่นพี่เขาแต่งหน้ากันเอง แต่งตัวกันเอง ดูเป็นมืออาชีพกันทุกคนเลย พอหนูก้าวขึ้นเวทีพร้อม ๆ กับพวกรุ่นพี่และอาจารย์ หนูรู้สึกว่า หนูมีพลังขึ้นมาอย่างไรก็บอกไม่ถูก แต่พอถึงบทที่หนูต้องออกไปร้อง หนูกลับจำบทไม่ได้ ทั้ง ๆที่หนูท่องได้แล้วและท่องมาโดยตลอด แต่ว่า อาจารย์ก็ออกมาช่วย และหนูก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี พอถึงตอนโรงเรียนเปิดเทอม หนูก็จะมาฝึกซ้อมเพลงและต่อกลอนกับอาจารย์โดยตลอด (ทุกเช้า) และก็มีงานแสดงเข้ามาโดยตลอด ทำให้ หนูได้ไปออกงานแสดงกับอาจารย์ ค่ะ
พอหนูขึ้นชั้น ม.3 ก็ได้เล่นเป็นแม่เพลง แสดงนำคู่กับเพื่อนอีกคนชื่อ รัตนา ผัดแสน (เพื่อนที่ฝึกมาด้วยกันตลอด) อาจารย์ชำเลือง มณีวงษ์ ไม่ได้สอนแค่เพลงอีแซวแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจารย์ยังสอนให้พวกเราได้เรียนรู้และฝึก ลำตัด, เพลงพวงมาลัย, เพลงเรือ, เพลงเกี่ยวข้าว, เพลงลูกทุ่ง, เพลงแหล่ ฯลฯ และที่หนูภาคภูมิใจมากก็คือ อาจารย์สอนให้หนูได้ฝึกหัด ทำขวัญนาค เป็นอาชีพอีกด้วย อาจารย์ได้สอนเพลงแหล่ให้หนู จากที่หนูร้องเพลงแหล่ไม่เป็นมาก่อนเลย จนได้ไปประชันเพลงแหล่ในรายการคุณพระช่วย ของบริษัทเวอร์คพ้อยท์ ช่อง 9 (โมเดิร์นไนน์) จนปัจจุบันนี้หนูยังครองความเป็นแชมป์เพลงแหล่อยู่โดยที่ยังไม่เสียแชมป์ ทำให้หนูเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย จนหนูสามารถรับงานได้เองนอกเหนือจากงานที่อาจารย์รับได้ด้วยค่ะ หนูมีรายได้ เป็นทุนการศึกษาและสามารถนำมาใช้จ่ายในครอบครัวได้อีกด้วยค่ะ
หนูถือว่า อาจารย์ชำเลือง มณีวงษ์ คือผู้ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของหนูให้เป็นคนใหม่ มีชื่อเสียงมีทักษะ เห็นคุณค่าของชีวิต สามารถนำเอาความรู้ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ไปประกอบ อาชีพได้ เป็นอย่างดี
จากเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีความสามารถในการร้องเพลงได้นิด ๆ หน่อย ๆ อาจารย์สามารถทำให้ในปัจจุบันนี้หนูกลายเป็นแม่เพลงพื้นบ้าน เป็นแชมป์เพลงแหล่ ด้นกลอนสด ที่มีชื่อเสียงอย่างมากมายเหมือนกับคำที่ว่า “ปั้นดินให้เป็นดาว” อาจารย์ชำเลือง มณีวงษ์ของหนู สามารถทำได้แล้วค่ะ
อาจารย์เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของหนู ที่คอยชี้แนะสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่หนู ไม่ใช่สอนแต่เรื่องเพลงพียงอย่างเดียว อาจารย์คอยตักเตือนเรื่องต่าง ๆ มากมายในชีวิตประจำวันในแต่ละวันให้แก่หนู อาจารย์ เป็นคนใจดีมากค่ะ บางครั้งหนูพูดจาไม่ค่อยดีกับอาจารย์ แต่อาจารย์ก็ไม่เคยโกรธหนูเลย (บางครั้งมันจึงทำให้หนูรู้สึกละอายแก่ใจยังไงก็บอกไม่ถูก) อาจารย์เป็นคนอารมณ์ดี (ตลก) อาจารย์มีเทคนิคต่าง ๆ ในการเล่นเพลง นำเอามาสอนหนูอยู่เสมอ เวลาอาจารย์สอน อาจารย์จะใช้คำพูดที่เป็นธรรมชาติ สนุกสนาน (แบบ ชาวบ้านๆ) ทำให้หนูไม่เครียดและอยากที่จะเรียนรู้ให้มากขึ้น

จนทุกวันนี้ หนูกล้าที่จะพูดได้เลยว่า ถ้าสมมุติว่าสักวันหนึ่ง “หนูตกงาน” หนูสามารถมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย ๆ เลยค่ะ! หนูขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ชำเลือง มณีวงษ์ มาก ๆ นะค่ะ
ขอขอบพระคุณค่ะ
หทัยกาญจน์ เมืองมูล (อิม)
ลูกศิษย์ผู้น่า (...) รัก
9 มิถุนายน 2550
เวลา 10.00 น.
ขอเบอร์โทรด้วย