ทำขวัญนาค ตอนพิเศษ 3
(กะเทาะเปลือก)
บางท่านอาจจะเกิดไม่ทันยุคข้าวยากหมากแพง ในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด กะกินจะใช้อะไรแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีก พ่อคุณ แม่คุณของผมท่านเล่าให้ผมฟังว่า สมัยหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1941-1945 (พ.ศ. 2484-2488) ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามเมื่อโดนระเบิดนิวเคลียร์ถล่มลงมาย่อยยับแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่คู่สงครามโดยแท้ แต่ว่าบอมบ์แต่ละลูกที่ลงมาบนพื้นดิน มันสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินมากมาย บุคคลต่างเสียขวัญไม่เป็นอันจะทำอะไร หวาดกลัว และหวั่นระแวงกันไปหมด ในเวลาต่อมาเมื่อถึงเวลาที่ผู้ชายเขาจะบวชเรียนกัน หมายถึงบวชพระก็จะทำพิธีสร้างขวัญและกำลังใจ โดยการไปหาผู้ที่รู้คัมภีร์ในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นชายผู้สูงอายุมากระทำพิธีไล่ผี เรียกวิญญาณและอันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ลงมาปกปักรักษา คุ้มครองชีวิตของตนและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข
ภัยของสงคราม ได้สอนให้มนุษย์รู้จักพึ่งตนเอง มีความตระหนี่ถี่เหนียว ประหยัด มัธยัสถ์มากขึ้น พ่อคุณวัน มีชนะ เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อ ปี พ.ศ. 2489 (ประมาณ 61 ปี มาแล้ว) ใครจะบวช จะต้องมีพิธีทำขวัญ ถือเป็นเรื่องใหญ่โต และสำคัญยิ่ง หมอทำขวัญก็จะเป็นหมอประจำถิ่น ซึ่งมีอยู่ตามหมู่บ้านนั้น ๆ เวลาจะเดินทางไปทำพิธีที่ไหน จะมีผู้คนไปรับรอง แห่แหนมาจนถึงบ้าน หมายถึงมีพาหนะไปรับ จึงเป็นที่มาของการไปรับ-ไปส่งหมอทำขวัญ เป็นประเพณีมาจนถึงในปัจจุบัน พ่อคุณเล่าว่า ในเรื่องของพิธีหมอจะต้องเป็นผู้กระทำทั้งหมด จะต้องไปถึงบ้านงานตั้งแต่เช้า ก่อนเพล (เทียบกับแสงตะวันและเสียงกลองที่วัด) เพื่อทำพิธีฝังบาตรฝังคลีที่หัวบันไดหน้าบ้าน ต้องทำก่อนเพล จัดทำบายศรีด้วยตนเองตั้งแต่จัดเตรียมอุปกรณ์ ต้นกล้วย ใบตอง แกะสลักต้นเสาบายศรี ทำพุ่มประดังบายศรี 5 ชั้น 7 ชั้น (ส่วนมากนิยมทำบายศรี 5 ชั้น) โดยใช้ใบตองมาม้วนเป็นกระทงให้ปลายแหลมซ้อนกัน 5 ชั้น เป็น 1 หวี แล้วติดสลับคว่ำหงายเป็นชุด ๆ จนรอบชั้นบายศรีตั้งแต่ชั้นที่ 1 จนถึงชั้นที่ 5 ประดับดอกไม้ที่เรียงร้อยอย่างประณีตวิจิตรบรรจง เหมือนหนึ่งว่าได้สอดใส่ภาพชีวิตจิตวิญญาณลงไปจริง ๆ แล้วมิใช่หมอขวัญคนเดียวเป็นคนทำ สมัยนั้นพ่อคุณเล่าว่า มีลูกมือช่วยกันเยอะ ทำเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง เข้ามาช่วยกันด้วยน้ำใจ ตกเวลาบ่าย บ้างก็เตรียมสถานที่เพื่อการอาบน้ำให้นาค บ้างก็เตรียมที่จะนำขบวนเดินทางไปรับนาคมาจากวัด หลังจากที่กินข้าวกลางวันกันเสร็จ ก็จัดเตรียมขบวนเดินทางไปรับนาคที่วัดกลับมาบ้าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ตอนขากลับมีการเต้นรำไปตามความศรัทธาและสนุกสนาน ใครมีเครื่องดนตรีก็นำไป ถ้าบ้านไหนพอมีฐานะหน่อยก็จะมีเครื่องสาย (ซอด้วง) เดินสีซอเป็นเพลงรำวงนำขบวน กลองที่ใช้ให้จังหวะก็จะเป็นกลอง 2 หน้า ใช้ผ้าขาวม้าผูกที่หูกลองคล้องคอ ใช้มือตีแบบกลองยาว บางคนก็ใช้ไม้ตี ดูช่างสนุกสนานเสียจริง ๆ ของมึนเมาก็มีบ้างเป็นธรรมดาของคนทำงานใหญ่ แต่ว่าไม่มีเรื่องไม่ราวทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะถือว่าเป็นงานบุญ จนกระทั่งนำนาคมาถึงบ้าน เหงื่อกาฬไหลตกไปตาม ๆ กัน พ่อนาคก็เข้าไปพักเตรียมตัวที่จะเข้าพิธีอาบน้ำให้กับญาติผู้ใหญ่ ส่วนขบวนรับนาคก็ยังไม่หยุดรำ เขายังคงเต้นกันต่อไปด้วยความศรัทธาจนเหนื่อยหอบ จึงค่อยเพลาลง และหยุดพัก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> พอได้เวลาบ่าย (เทียบกับตอนนี้ก็บ่าย 1 โมง หรือ 13.00 น.) ก็จะเป็นพิธีการอาบน้ำนาค เริ่มต้นด้วยหมอทำขวัญเป็นผู้เชิญญาติผู้ใหญ่ของนาค ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย และคนรุ่นก่อน (ทวด) มานั่งยังที่ที่เตรียมไว้ แล้วให้นาคกราบขออโหสิกรรม (ขอสมา) แล้วรดน้ำไปที่เท้า ที่มือ และตัวของท่าน ต่อไปญาติก็มาร่วมกันอาบน้ำให้กับผู้ใหญ่จนครบ ชุดต่อมาก็เป็น บิดา มารดา ของพ่อนาคซึ่งหมอทำขวัญก็จะได้เชิญให้เข้ามานั่งยังที่ที่เตรียมไว้ นาคก้มลงกราบเท้าบิดา มารดา กล่าวคำขออโหสิกรรม (ขอสมา) แล้วตักน้ำราดที่เท้า สองมือของลูกถูลงไปที่ฝ่าเท้าของบิดา มารดา ราดน้ำที่มือทั้งสองของบุพการี แล้วรดที่ตัวจนเปียกทั่ว ตามด้วยพี่น้องของนาค มาร่วมกับอาบน้ำให้พ่อ แม่จนครบ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ขั้นตอนต่อไปจึงจะเป็นการอาบน้ำนาค หมอทำขวัญ ประกาศเชิญให้นาคมานั่งยังที่ที่เตรียมเอาไว้อาบน้ำ แล้วให้บิดา มารดา เป็นผู้เริ่มต้นอาบน้ำให้นาคก่อน นาคพนมมือรับน้ำจากมือของพ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง และเพื่อน ๆ จนครบ ในตอนท้ายก็จะนำขมิ้นดินสอพอง มาชโลมทาให้นาค ดูผิวกายนวลผ่อง และหอมหวนยิ่งนัก และช่วยกันแต่งกายให้เป็นนาคด้วยชุดขาว ผ้าขาว นุ่งขาว ห่มขาว เข้าสู่พิธีทำขวัญนาคต่อไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ผมได้ฟังพ่อคุณเล่าเรื่องเก่า ๆ เมื่อตอนที่ท่านจะสอนให้ผมเป็นหมอทำขวัญ ในจำนวนหลาน ทั้ง 9 คน ดูเหมือนว่า ผมและมหาบุญพา จะเป็นหลานเพียง 2 คน ที่พ่อคุณเน้นเป็นพิเศษมากว่าคนอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะ อีก 7 คน (เหมือนแค่นมารับของ) ก็เอาจริงแต่ทำไม่ค่อยได้ บางคนออกว่าได้งานสองงานก็หยุดไป แต่ก็มีอีก 2-3 คนที่ สานต่อมรดกทำขวัญนาคนี้มาได้หลายปีแล้วก็หยุด ส่วนผมกับมหาบุญพา เราทำงานนี้กันจนลืมตัวว่าเป็นภาระ แต่มันได้กลายเป็นชีวิตของผมไปเสียแล้ว พราะมันมิใช่แค่ออกไปร้องสอนคน มิใช่แค่ไปร้องเพลงแล้วได้รับค่าจ้างกลับมา แต่มันเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่สวยงามน่ายกย่อง เมื่อผมได้เห็นลูกชายก้มลงกราบเท้าพ่อ แม่ ได้เห็นพ่อและแม่สวมกอดลูกชายแล้วร้องไห้ด้วยความยินดีที่ได้เห็นวันที่ท่านรอคอย น้ำตาของผู้เป็นแม่ไม่ต้องพูด เพราะเป็นผู้ให้กำเนิดมาด้วยตนเอง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ความรัก ความผูกพันในครอบครัวกับพิธีการ ที่เหมือนมนต์ขลัง แห่งบรมครูสมัยก่อนท่านคิดไว้ เป็นเกราะกำบังจิตใจมิให้เตลิดออกไป จนบุคคลมีสมาธิ เสริมสติปัญญา ให้มีคนดีช่วยกันสร้างชาติ บ้านเมือง เจริญมั่งคั่งมาจนถึงทุกวันนี้ ประเทศชาติเรายังมีสิ่งที่ดีอีกมาก หากเราไม่ปล่อยปละ ละเลย มาช่วยกันธำรงไว้ เพื่อให้คงอยู่เป็นเอกลักษณ์ของแผ่นดินเถิดครับ..</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> (ชำเลือง มณีวงษ์ / ผู้มีผลงานดีเด่น เพลงพื้นบ้าน และศิลปการแสดงท้องถิ่น)