เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาคณะสาธารณะสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเคยทำการวิจัยน้ำบ่อสร้างกลางนาที่ชาวบ้านอีสานนิยมใช้เป็นแหล่งน้ำดื่มนั้น ปนเปื้อนสารเคมีจำนวนมาก และสั่งให้กลบทิ้งจำนวนมากเช่นกัน แต่ชีวิตที่บ้านลาดนาเพียงไม่มีงานวิจัย ไม่มีการดูแลอย่างใกล้ชิด

ลาดนาเพียงเป็นชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ไม่ไกลมากนักจากมหาวิทยาลัย และตัวเมืองใหญ่ แม้จะไม่ได้ตั้งอยู่บนเส้นถนนสายหลักแต่ก็มีถนนสายรองผ่านหมู่บ้าน มีลำห้วยสายเล็กๆไหลผ่านแต่ไม่มีน้ำหรอก แห้งขอดมานานแล้ว ชาวบ้านเป็นไทยอีสานทั่วไป อาชีพหลักก็ทำนาปลูกข้าวไว้กิน เหลือขายบ้าง โดยอาศัยน้ำฝน สระน้ำสาธารณะพอมีน้ำบ้าง แต่ก็เอาไว้ให้วัว ควายกิน  

เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่มีอายุนับร้อยปีจึงมีขนาดใหญ่ ทางราชการก็มาแบ่งแยกออกเป็นสองหมู่ตามนโยบายการปรับปรุงวิธีการปกครอง (ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับนโยบายเงินล้าน..) ทั้งที่เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน หลังคาบ้านติดกัน ทำนาทุ่งเดียวกัน กราบพระองค์เดียวกัน เผาศพที่เดียวกัน กินน้ำจากบ่อเดียวกัน เฒ่าจ้ำคนเดียวกัน หมอธรรมคนเดียวกัน แต่ราชการมากำหนดให้สังกัดคนละหมู่บ้าน 

มีป่าชุมชนผืนเล็กๆอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก เป็นที่เลี้ยงสัตว์บ้าง และหาเห็ด หาพืชป่าที่พอหลงเหลืออยู่บ้าง 

ที่น่าสนใจคือ ชาวบ้านไม่ค่อยออกไปทำงานที่อื่นมากนักเหมือนหมู่บ้านอีสานทั่วไป ทั้งๆที่การคมนาคมเรียกได้ว่าสะดวก และระยะทางไม่ไกลจากตัวเมืองใหญ่ ทำงานในเมืองแบบไปกลับได้สบาย แต่ทำไมชาวบ้านจึงไม่ไปทำงานข้างนอก ??

 เหตุผลที่สำคัญคือ ที่นี่ทำการผลิต พืชเศรษฐกิจหลังนา ที่สำคัญสุดของภาคอีสานก็ว่าได้ คือ มะเขือเทศเก็บเมล็ดพันธุ์ ทำกันมาเกือบ 20 ปีแล้ว มีหลายบริษัทธุรกิจเกษตร ที่ต่างเข้ามาหาพื้นที่เพาะปลูก โดยเสนอให้ผลประโยชน์ดีที่สุดแก่ชาวบ้านในเงื่อนไขสัญญาระหว่างกันที่เรียกว่า Contract farming ซึ่งชาวบ้านก็ตอบรับเป็นอย่างดี แรงดึงดูดที่สำคัญคือรายได้ที่เกษตรกรได้รับ ผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่า เป็นหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อครอบครัวต่อฤดูกาล 

เนื่องจากระยะเวลาที่เกษตรกรบ้านนี้ทำการผลิตพืชแบบนี้มาเป็นเวลานานจึงเกิดเป็นแรงงานมีฝีมือ คือมีความชำนาญ ทำให้ผลผลิตสูง การสูญเสียมีน้อย และเมล็ดพันธุ์ที่ได้มีคุณภาพตรงความต้องการของบริษัทธุรกิจเกษตรทั้งหลาย พื้นที่ทำการผลิตถึงสองร้อยไร่จึงเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่มาก เกษตรกรก็ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น นอกจากทุ่มเทเวลาให้กับมะเขือเทศ ซึ่งนับต้นปลูกกันเลย 

เมื่อพิจารณารายได้แล้วน่าดีใจ เมื่อชาวบ้านไม่อพยพไปหางานทำที่อื่นก็น่าดีใจ เพราะการอยู่ที่บ้านคือความอบอุ่นของครอบครัว วัฒนธรรมประเพณีต่างๆก็มีชาวบ้านมาร่วมมือมากมาย การทำบุญที่วัดก็ไม่ขาด ประเพณีไหว้เจ้าปู่ตาก็ไม่ได้ละเว้นและมีผู้เข้าร่วมมาก มีพ่อมีแม่ มีตามียาย มีลูก มีหลาน หรือที่เรียกกันกว่า ครอบครัวที่สมบูรณ์นั้น ต้องได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ ได้ยินเสียไอของคนแก่คือมี 3 generation ภายในครอบครัว บ้านลาดนาเพียงมีสภาพเป็นเช่นนั้นจริงๆ  

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดน่าที่จะยินดีปรีดากับพี่น้องบ้านลาดนาเพียง แต่ตรงข้าม บ้านลาดนาเพียงกำลังสะสมความตาย และเริ่มทยอยกันสะอื้นต่อไปเรื่อยๆเสียแล้ว จากมะเขือเทศนี่แหละ  

เพราะการปลูกมะเขือเทศนั้นเป็นพืช ICC หรือเรียกว่า Intensive Care Crop มันเป็นพืชที่ผมพันธุ์ขึ้นมาใหม่ๆ สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งชาวบ้านไม่มีสิทธิรู้เลยว่าชื่อพันธุ์มะเขือเทศนี้ชื่ออะไร รู้แต่ว่า เบอร์นั้นเบอร์นี้ เป็นหมายเลขซึ่งเป็น Code ที่บริษัทกำหนดขึ้นมาแทนชื่อพันธุ์สามัญทั่วไป 

ประการสำคัญที่สุดคือ พืชเหล่านี้ไม่ทนทานต่อโรคแมลงต่างๆจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมี และใช้อย่างมากเสียด้วย !!  ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรบ้านลาดนาเพียงใช้สารเคมีไปแล้วมากมายนับร้อยๆตันกระมัง..! สารเคมีเหล่านี้ไปไหนหมดหลังการฉีด พ่นลงไปที่ต้นมะเขือเทศ ส่วนหนึ่งก็ซึมเข้าไปที่ต้นมะเขือเทศ แต่ส่วนใหญ่ก็ตกลงบนพื้นดินที่นารอบๆหมู่บ้านของเขานั่นเอง และที่ซึมเข้าร่างกายชาวบ้านมีจำนวนเท่าใดกัน  หามีใครมาวัด มาตรวจสอบไม่..?  หากไปตามดูว่าส่วนที่ตกลงดินนั้นไปไหนต่อ ก็จะละลายน้ำยามฝนตกและไหลไปตามกระแสน้ำสู่ที่ลุ่มคือแหล่งน้ำสาธารณะ บ่อน้ำสร้าง บ่อน้ำใต้ดิน และลำห้วยต่างๆ  คนก็เอา วัวควายไปกินน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะนั้นๆ คนก็เอาน้ำใต้ดินมากินมาใช้ต่อ 

เงินหมื่นเงินแสนที่ได้มาจากการเพาะปลูกพืชด้วยฝีมือชำนาญนั้นถูกกระจายตัวไปสู่เครื่องอำนวยความสะดวกในชีวิตตามกระแสสังคม เช่น ทีวีจอใหญ่ๆ มือถือรุ่นล่าสุด วิทยุเสียงดังๆ รถมอเตอร์ไซด์วิ่งเร็วๆปานรถแข่งในสนาม รถปิคอัพคันหรูตามแรงโฆษณาในทีวีจอใหญ่นั้น ฯลฯ ยามเมื่อฤทธิ์สารเคมีที่สะสมในร่างกายแสดงผลออกมา ก็ไปโรงพยาบาลใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค ?? !!  

ไม่มีการทำ  Blood test เพื่อดูว่า สารเคมีอยู่ในร่างกายเท่าใด มีกี่คนที่อยู่ในระยะอันตราย การป้องกันที่ควรทำขั้นพื้นฐานและขั้นสูงสุด 

โรงพยาบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกเท่าใดต่อการดูแลสุขภาพชาวบ้านลาดนาเพียงวิถีชีวิตของชาวลาดนาเพียงจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเกษตรกรทุกคนที่ใช้สารเคมีนั้นแสดงผลฤทธิ์ร้ายออกมา  

เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาคณะสาธารณะสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเคยทำการวิจัยน้ำบ่อสร้างกลางนาที่ชาวบ้านอีสานนิยมใช้เป็นแหล่งน้ำดื่มนั้น ปนเปื้อนสารเคมีจำนวนมาก และสั่งให้กลบทิ้งจำนวนมากเช่นกัน  แต่ชีวิตที่บ้านลาดนาเพียงไม่มีงานวิจัย ไม่มีการดูแลอย่างใกล้ชิด 

ผมเห็นใจชาวบ้านลาดนาเพียง ภาครัฐจะต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เช่น มาควบคุมดูแลการใช้สารเคมีอย่างถูกวิธี มาตรวจการปนเปื้อนสารเคมีในกระแสเลือด ให้คำแนะนำการป้องกันและฟื้นฟูสภาพวิถีชีวิตที่ปลอดภัย และอื่นๆที่เหมาะสม  

ผมเชื่อว่าชาวบ้านลาดนาเพียงก็เหมือนกับอีกหลายหมู่บ้านที่มีทางเลือกไม่มากนัก  แต่การปรึกษาหารือกัน สรุปบทเรียนกัน น่าจะมีทางออกและแนวทางการทำการเกษตรอย่างปลอดภัยได้