(Founding Fathers) กำลังขะมักเขม้นอยู่กับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประกาศใช้ได้ทันภายในปีพ.ศ.2550 นี้ บรรดาผู้มีอำนาจดังกล่าวประสบกับคำถามและปัญหาต่างๆมากมายอันเกี่ยวเนื่องกับการร่างรัฐธรรมนูญที่จักต้องแสวงหาคำตอบให้แก่ประชาสังคมไทย ประเด็นหนึ่งที่กำลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางก็คือ การบัญญัติรัฐธรรมนูญให้ ‘ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ’ นั้นเป็นเรื่องอันสมควรหรือไม่ <div></div><div> ภาคีเครือข่ายเสริมสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องมีคุณธรรมมั่นคงสำหรับสังคมไทย (สจส.) นำโดยพลเอกวสุ ชนะรัตน์ ได้เข้ายื่นข้อเสนอความเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อนายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ ‘ประเทศไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ศาสนาอื่น ได้แก่ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกซ์ เป็นศาสนาที่ได้รับการรับรองจากรัฐ’โดยเครือข่ายดังกล่าวได้ยกเหตุผลมาสนับสนุนข้อเรียกร้องของตนมากมาย เฉพาะที่สำคัญได้แก่ ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยในปัจจุบันเกิดจากการมิได้บัญญัติพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ, รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงต้องบันทึกสิ่งสำคัญสูงสุดลงไปเพื่อเป็นลายลักษณ์อักษร เท่าที่ผ่านมามีเพียงการบัญญัติเฉพาะสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์เท่านั้น จึงเห็นสมควรให้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับสถาบันพระพุทธศาสนาเข้าไปด้วย เป็นต้น คำถามสำคัญประการหนึ่งคือ เหตุผลที่เครือข่ายดังกล่าวยกมาสนับสนุนนั้นมีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติตามหรือไม่ </div><div></div><div> สำหรับเหตุผลแรกนั้นผมเข้าใจเอาเองว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคงมีอิทธิฤทธิ์มากพอที่จะดลบันดาลให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปอย่างไรก็ได้ เครือข่ายดังกล่าวจึงพยายามที่จะไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศด้วยการสร้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ </div><div> หากรัฐธรรมนูญมีอิทธิฤทธิ์เช่นว่าจริง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคงจะมีความยาวเหลือคณานับ เนื่องเพราะเมื่อมีปัญหาใดๆก็ตามอุบัติขึ้นในสังคมไทย ทุกภาคส่วนต่างพร้อมใจกันตราบทบัญญัติเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในอนาคตวัวสองหัว แมวตาเพชร แพะห้าขา และสัตว์พิสดารอื่นๆคงไม่มีใครสนใจอีกต่อไป เพราะประชาชนผู้เชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติต่างพากันยาตราเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อกราบไหว้รัฐธรรมนูญแทน </div><div></div><div> การบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และให้ศาสนาอื่นต้องได้ตรายาง ‘รับรอง’ จากรัฐก่อนจึงจะได้รับการยอมรับนั้นมิได้เป็นกลไกในการสมานความแตกแยกในสังคมไทยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายยังเป็นการขยายความแตกแยกนั้นให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก หากบทบัญญัติดังกล่าวปรากฎในรัฐธรรมนูญจริง ศาสนิกชนอื่นจะมีความรู้สึกอย่างไร อาจเป็นไปได้ว่าศาสนิกชนเหล่านั้นจะรู้สึกว่าตนเป็นพลเมืองอันดับสอง สามรองจากพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นพลเมืองอันดับหนึ่งของประเทศ </div><div></div><div> ปัญหาความรุนแรงบริเวณด้ามขวานทองนั้นเกิดขึ้นมาจากการที่ ‘รัฐ’ ปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิม เกิดขึ้นมาจากการที่ชนบางกลุ่มมิได้คิดว่าตนคือ ‘ไทย’ ดังนี้แล้ว หากเรายังคงเดินหน้าตราบทบัญญัติดังกล่าวก็เท่ากับว่าเรากำลังเพิ่มเชื้อไฟให้กับกองเพลิงที่กำลังโหมหนักอยู่ในปัจจุบัน </div><div></div><div> การตราบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้นมิได้เป็นเครื่องรับประกันความเป็นไปของพระพุทธศาสนา หากพุทธศาสนิกชนยังคงมีมายาคติเกี่ยวกับศาสนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการบูชาเครื่องรางของขลังแทนการบูชาพระรัตนตรัย การมัวเมาในอบายมุข การโกงชาติกินเมือง การคอรัปชั่น ฯลฯ ปัญหาทั้งมวลนี้ รัฐธรรมนูญไม่สามารถแสดงอภินิหารในการแก้ปัญหาได้เลยแม้แต่น้อย </div><div></div><div> การบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวนอกจากจะไม่สามารถทำให้พุทธศาสนิกชนผู้หลงผิดกลับมาปฏิบัติตนตามครรลองแห่งพระพุทธศาสนาได้แล้ว กลับทำให้ศาสนิกชนอื่นเกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันในสังคมด้วย หากจะใส่จริตของนักเศรษฐศาสตร์เข้าไป คงจะกล่าวได้ว่า การบัญญัติให้ ‘ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ’ นั้น เป็นการกระทำที่มิก่อให้เกิด Pareto Improvement เลย </div><div></div><div> สำหรับเหตุผลที่สองที่ต้องการให้เพิ่มบทบัญญัติอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระพุทธศาสนาลงไปในรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับมีบทบัญญัติเกี่ยวเนื่องกับทุกสถาบันแล้วยกเว้นสถาบันพระพุทธศาสนานั้น ผมเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆระบุไว้ว่า ‘พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก’ ถือเป็นการเขียนกฎหมายอย่างนุ่มนวลที่สุดเพื่อรักษาน้ำใจและความปรองดองของชนในชาติไว้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไทยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหากษัตริย์จะต้องเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงปฏิญาณต่อที่ชุมนุมสงฆ์ว่า จะทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกตลอดไป เหตุการณ์นี้จึงถือว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไปโดยปริยาย เพราะพระมหากษัตริย์ทรงปฏิญาณต่อภิกษุสงฆ์ในศาสนาพุทธ มิได้ปฏิญาณต่อบาทหลวง หรือโต๊ะอิหม่ามแต่อย่างใด การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นแต่อย่างใด </div><div></div><div> การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ยั่งยืนคู่ประเทศไทย จำต้องได้รับความร่วมมือจากพุทธศาสนิกชนทุกภาคส่วน มิใช่ร่วมมือกันในการสร้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แต่หากเป็นการร่วมมือกันในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบ่อนทำลายศาสนาทั้งของตนและศาสนาอื่น เหล่านี้จะเป็นวิธีการยืดอายุพระพุทธศาสนาได้ดีกว่าการสะบัดน้ำหมึกลงในรัฐธรรมนูญเป็นแน่ </div><div></div><div></div><div></div><div></div><div></div><div> ‘…ใครก็ตามที่ไปนั่งคิดว่าควรจะประกาศในกฎหมายว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทยนั้น ดูออกจะเป็นผู้นับถือศาสนาอย่างรุนแรง ไม่คิดถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือพูดง่ายๆว่าไม่คิดถึงศาสนาอื่นเสียเลย จะเอาแต่ของตัวเท่านั้น…’ </div><div align="right">ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช</div>
หลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้ถูกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉีกออกในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ขณะนี้บรรดาผู้มีอำนาจในการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ