แม้ผมจะเห็นด้วยกับการใช้มาตรการดังกล่าวในการเลือกตั้งใหม่ แต่ผมก็เห็นว่า มาตรการดังกล่าวยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด
ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ประชาราษฎร์ไทยได้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลชั่วคราว โดยรัฐบาลชั่วคราวชุดนี้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการและแก้ไขปัญหาต่างๆที่รัฐบาลชุดก่อนได้สร้างเอาไว้ และหนึ่งในภารกิจที่รัฐบาลชุดนี้จำต้องจัดให้มีขึ้นก็คือ การดำเนินการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
แต่ก่อนที่การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในปลายปีนี้นั้น ประเด็นสำคัญที่สังคมไทยได้วิพากษ์กันอย่างกว้างขวางคือ แนวคิดการจ่ายเงินค่าป่วยการให้แก่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยเจ้าของแนวคิดนี้คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งคำถามสำคัญที่มีต่อแนวคิดดังกล่าวคือ ใครเป็นผู้รับภาระจ่าย และใครเป็นผู้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าว
สำหรับการกำหนดผู้รับภาระจ่ายนั้น ทาง กกต. ได้แยกเป็น 2 กรณี กรณีแรกนั้น กกต.จะนำแนวคิดนี้ไปใช้กับการเลือกตั้งใหม่ระดับท้องถิ่น ส่วนอีกกรณีนั้น เป็นการขยายจากการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น สู่การประยุกต์ใช้แนวคิดนี้กับการเลือกตั้งทั่วไประดับประเทศ
ในกรณีการเลือกตั้งใหม่ระดับท้องถิ่นนั้น แนวคิดนี้เกิดจากการที่ กกต. ได้รับทราบถึงปัญหาของประชาชนโดยเฉพาะในต่างจังหวัดเกี่ยวกับการะค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง รวมตลอดจนรายได้ที่ประชาชนต้องเสียไปจากการใช้เวลาเดินทางมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Costs) นั่นเอง โดยในกรณีนี้ กฎหมายเดิมกำหนดให้ผู้เป็นต้นเหตุให้ กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่จำต้องรับภาระจ่ายค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งทำให้ กกต. ลดภาระทางการเงินในการจัดการเลือกตั้งใหม่ลงไป ด้วยเหตุดังนี้ จึงทำให้นายอภิชาต สุขัคคานนท์ เสนอว่าผู้เป็นต้นเหตุให้ กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่ก็น่าที่จะเป็นผู้รับภาระจ่ายค่าป่วยการในการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนในเขตดังกล่าวด้วย เพื่อเป็นการลดภาระทางการเงินของประชาชนลงไป
กรณีดังกล่าว ผู้เป็นต้นเหตุให้ กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่เป็นสาเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมและเป็นสาเหตุแห่งการเสียเวลาของประชาชน ทำให้ประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิต้องสูญเสียรายได้หรืออรรถประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการใช้เวลาดังกล่าวไปทำสิ่งอื่นๆ นอกจากต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ประชาชนต้องเสียไปแล้ว ยังมีค่าเดินทางไปยังคูหาเลือกตั้งที่ประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจ่ายอีกด้วย ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่าผู้เป็นต้นเหตุให้ กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่จึงควรเป็นผู้รับภาระดังกล่าวด้วยเหตุผลนี้
คำถามสำคัญในการจ่ายเงินค่าป่วยการคือ กกต. จะกำหนดให้ผู้เป็นต้นเหตุให้ กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่จ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าใดต่อผู้มาใช้สิทธิ 1 คน? หากสมมติให้ กกต. กำหนดให้จ่ายรายละ 100 บาท แล้วสมมติต่อไปอีกว่าประชาชนผู้มาใช้สิทธิทุกคนเสียเวลาในการเดินทางมาใช้สิทธิเท่าๆกันคือ 1 ชั่วโมง และกำหนดให้คนที่มาใช้สิทธิมี 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีจิตสำนึกในประชาธิปไตย ต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่แล้ว และประเภทที่เห็นแก่ผลประโยชน์ที่จัดไว้ให้เท่านั้น ประชาชนประเภทแรกนั้น ไม่ว่าจะมีการจ่ายเงินค่าป่วยการหรือไม่ เขาก็จะออกมาใช้สิทธิแน่นอน แต่สำหรับประเภทที่สองนั้น มาตรการดังกล่าวของ กกต. อาจช่วยลดจำนวนคนนอนหลับทับสิทธิ์ได้เฉพาะกลุ่มที่มีรายได้หรือกลุ่มที่เวลามีค่าต่ำกว่า 100 บาทต่อชั่วโมงเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีรายได้หรือเวลามีค่ามากกว่า 100 บาทต่อชั่วโมง มาตรการดังกล่าวมิอาจแก้ไขปัญหาการนอนหลับทับสิทธิ์ของกลุ่มนี้ได้
ดังนั้น หาก กกต. ต้องการดำเนินมาตรการดังกล่าวจริง สิ่งที่ กกต. จำต้องค้นหาคำตอบก็คือ เงินค่าป่วยการที่จะจ่ายให้แก่ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นควรเป็นจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม?
ในกรณีการเลือกตั้งทั่วไประดับประเทศนั้น ประธาน กกต. ยังมิได้กำหนดแนวทางในการดำเนินงานที่แน่นอนว่าจะมีการจ่ายเป็นเงิน หรือมีการสนับสนุนด้านอื่น อาทิ การลดหย่อนค่าโดยสาร, การจัดยานพาหนะรับ-ส่งผู้ใช้สิทธิ, หรือการทำเป็นเหรียญที่ระลึก เป็นต้น ซึ่งประธาน กกต. กล่าวว่า หากสนับสนุนโดยจ่ายเป็นเงินแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 40 ล้านคน ก็เกรงว่าผู้รับภาระจ่ายจะต้องแบกรับภาระมากเกินไป น่าจะสนับสนุนด้านอื่นมากกว่า แต่ผู้รับภาระจ่ายเงินหรือรับภาระสนับสนุนด้านอื่นๆนั้น ประธาน กกต. เสนอว่าควรเป็นภาครัฐที่ทำหน้าที่ดังกล่าว
กรณีดังกล่าว แม้จะเป็นการสนับสนุนด้านอื่นๆที่มิใช่การเงินแก่ประชาชน ผมมีความเห็นว่า รัฐบาลก็ยังคงมีภาระทางการเงินมากอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำของที่ระลึก หรือการประสานงานกับบริษัทขนส่งต่างๆเพื่อขอลดหย่อนค่าโดยสาร เพราะถึงแม้ประชาชนจะไม่เห็นผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่ชัดเจน แต่ของที่ระลึกรวมถึงการประสานงานล้วนมีต้นทุนด้วยกันทั้งสิ้น คำถามที่ตามมาคือ รัฐบาลจะนำเงินในการจ่ายค่าป่วยการแก่ประชาชนหรือจัดทำของที่ระลึกมาจากไหน? แน่นอนที่สุดว่าจะต้องมาจากภาษีของประชาชนทุกคน สุดท้ายแล้ว ผู้รับภาระจ่ายจริงคือประชาชนทุกคนดังเดิม ผมจึงไม่เห็นด้วยหากจะนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับการเลือกตั้งทั่วไป
สำหรับผู้รับประโยชน์ไม่ว่ากรณีการเลือกตั้งใหม่ระดับท้องถิ่น หรือการเลือกตั้งทั่วไประดับประเทศนั้นเป็นกลุ่มเดียวกัน นั่นคือ ประชาชนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง
ข้อเสนอแนะอื่นๆที่ผมมีต่อมาตรการการจ่างเงินค่าป่วยการนั้น แม้ผมจะเห็นด้วยกับการใช้มาตรการดังกล่าวในการเลือกตั้งใหม่ แต่ผมก็เห็นว่า มาตรการดังกล่าวยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด โดยทาง กกต. มุ่งที่จะให้มาตรการนี้เป็นเครื่องมือในการลดปัญหาการนอนหลับทับสิทธิ์ของประชาชน แต่ต้นเหตุสำคัญของการนอนหลับทับสิทธิ์ คือการที่ประชาชนมิได้ตระหนักถึงสิทธิของตนในระบอบประชาธิปไตยเท่าที่ควรจึงไม่ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงของตนในการเลือกผู้แทนราษฎร ภาครัฐจึงควรปลูกฝังจิตสำนึกในระบอบประชาธิปไตยให้มีขึ้นในประชาชนทุกๆระดับ ทั้งที่เป็นทางการ เช่น การปลูกฝังผ่านบทเรียนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย และที่ไม่เป็นทางการ เช่น การจัดกลุ่มออกไปให้ความรู้แก่ประชาชนที่ไม่มีโอกาสศึกษาในระบบโรงเรียน แม้ปัจจุบัน มาตรการดังกล่าวของภาครัฐจะมีอยู่บ้าง แต่การปลูกฝังจิตสำนึกดังกล่าวจำต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน การรีบเร่งลดจำนวนการนอนหลับทับสิทธิ์ด้วยมาตรการดังกล่าว อาจเป็นการทำลายจิตสำนึกที่ดีที่ภาครัฐพยายามปลูกฝังมานานก็เป็นได้ เพราะแทนที่ประชาชนจะคิดว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศให้ได้ผู้แทนราษฎรที่ดี มีคุณธรรมเข้าไปเป็นตัวแทนเราในสภา แต่กลับมองว่าการออกไปใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเรื่องของเงินทอง เมื่อใช้สิทธิก็จะได้ เมื่อนอนหลับทับสิทธิ์ก็ไม่ได้ แล้วการออกไปใช้สิทธิก็อาจเป็นเพียงการ ‘กามั่ว’ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนดังกล่าวเท่านั้น ดังนี้แล้ว เมื่อใดก็ตามที่ภาครัฐยกเลิกมาตรการนี้ ประชาชนที่ไม่ตระหนักรู้ก็จะเลือกการนอนหลับทับสิทธิ์ดังเดิม