สวัสดีครับ เด็กบ้านลาดอีกคนหนึ่งที่เดินทางออกจากหมู่บ้านไปแต่ก็ห่วงใยทุกคน

.....มันเปนวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย  ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายจ่ายที่มากขึ้น ชาวบ้านก็ต้องทำอาชีพที่ต้องเลี้ยงครอบครัวเพื่อความอยู่รอดนะคะ  หากจะมาให้นั่งจับปลาหาปูกิน คงอดตายกันเป็นแน่ค่ะ (อย่าลืมว่าค่าครองชีพมันสูงนะคะ) หากพวกคุณที่ทำวิจัยไปแล้ว ทราบข้อมูลที่แท้จริงแล้ว ทำไมท่านถึงนิ่งดูดายไม่หาทางช่วยชาวบ้านหล่ะคะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง เพราะหนึ่งในจำนวนผู้ที่ปลูกมะเขือเทศนั้น มีพ่อและแม่ของหนูด้วย...

  • ขอบคุณครับ ที่แสดงความคิดเห็นแก่กัน
  • ผมเป็นคนทำงานพัฒนาชุมชน ย่อมเข้าใจวิถีชุมชนพอสมควร ผมทำงานกับชาวบ้านมานานกว่าสามสิบปี คิดว่าเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจวิถีชุมชนครับ เห็นปัญหา อุปสรรค ของการพัฒนาชุมชน เห็นการรุกคืบหน้าของระบบทุนนิยม โดยเฉพาะธูรกิจการเกษตรทั้งหลาย
  • งานที่ผมทำนั้นสนับสนุนเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน แต่ก็ยังให้เกษตรแบบมีสัญญาเป็นทางเลือกแก่เกษตรกรที่มีเงื่อนไข ผมก็ทำมาแล้วสนับสนุนมาแล้ว และพบปัญหา อุปสรรคมากมายที่เกิดขึ้น
  • ครับชาวบ้านไม่มีทางเลือก และเราเป็นคนภายนอกก็ไปบังคับชาวบ้านไม่ได้ การทำการตัดสินใจชาวบ้านเป็นผู้ตัดสินใจเอง เราเป็นเพียงผู้มาชี้ทางออก บอกทางไป การตัดสินใจเป็นชาวบ้านทำเอง
  • เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ มีบทบาทหน้าที่โดยตรงที่จะเข้ามาให้ความรู้เรื่องนี้ตามภาระหน้าที่ของเขา เรามิบังอาจไปก้าวก่ายจนกว่าจะได้ปรึกษาหารือพูดคุยกัน ร่วมมือกันครับ
  • จริงๆเรื่องเหล่านี้มีองค์ความรู้มากมายที่พูดคุยกันในที่สาธารณะ และรับรู้กันทั่วไป เพียงแต่ชาวบ้านไม่มีทางเลือกมากกว่า เช่น หากทำเกษตรแบบมีสัญญาในการผลิตเมล็ดพันธุ์นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยต่อสุขภาพร่างกายมากนั้น ไม่ให้ทำแล้วไปทำอะไร  เรื่องนี้เราไม่ได้ห้าม แต่ให้ข้อมูลว่าการเกษตรเช่นนี้มีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพมากมายหากไม่ระมัดระวัง  และเป็นระบบผูกขาดอีกแบบหนึ่ง เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้บริษัทเป็นผู้กำหนด  นักวิชาการเขาว่าอย่างไรก็ต้องทำตามนั้น ทิ้งความเสี่ยงไว้ที่ชาวบ้าน ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้นชาวบ้านรับไป หากล้มเหลว ชาวบ้านก็ต้องเป็นหนี้สินในเรื่องปัจจัยการผลิตที่เอามาใช้ก่อนแล้วนั้น
  • ทางเลือกคืออะไร  ผมได้เสนอไว้แล้วต่อความเห็นกับคุณ  เด็กบ้านลาดนาเพียง ลองย้อนไปศึกษานะครับ

    ขอบคุณครับ