วันเกิด ทำบุญอายุ

ประเพณีทำบุญวันเกิด และทำบุญอายุ

ประวัติความเป็นมา

ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์ ๒ คนผัวเมีย พาลูกน้อยของตนไปหาพราหมณ์ที่เป็นสหายซึ่งถือพรตบำเพ็ญตบะ เมื่อพราหมณ์ ๒ ผัวเมียทำความเคารพ พราหมณ์ที่บำเพ็ญตบะได้กล่าวอำนวยพรว่า " ขอจงจำเริญอายุยืนนาน" แต่เมื่อให้บุตรของตนทำความเคารพ พราหมณ์ผู้บำเพ็ญตบะหาได้กล่าวอวยพรให้ตามธรรมเนียมไม่ โดยบอกเหตุผลบอกว่า ลูกน้อยของพราหมณ์ ๒ ผัวเมียจะต้องตายภายใน ๗ วัน

พราหมณ์ผู้บำเพ็ญตบะ ได้แนะนำให้พราหมณ์ ๒ ผัวเมียพาลูกไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ตรัสแถลงเช่นเดียวกัน และแนะนำอุบายป้องกัน โดยการนิมนต์พระสงฆ์สวดพระปริตรตลอด ๗ วัน ซึ่งพราหมณ์ทั้งสองก็กระทำตาม

ครั้นถึงวันที่ ๗ พระพุทธองค์เสด็จไปด้วยพระองค์เอง ทำให้ยักษ์ผู้ได้รับพรมาเพื่อฆ่ากุมารไม่อาจทำอันตรายพระกุมารนั้นนอนฟังพระปริตรอยู่ ด้วยพุทธานุภาพประกอบกับอายุไม่ถึงการดับแห่งขาร ทำให้ทารกนั้นรอดพ้นอันตราย และมีอายุยืนยาวถึง ๑๒๐ ปี

พิธีทำบุญเกิด และพิธีทำบุญอายุนั้น จัดขึ้นเพื่อความต้องการความสุขสวัสดีมีอายุยืนยาวเจริญวัฒนาต่อไปในภายภาคหน้า ส่วนใหญ่หากเป็นการทำบุญวันครบรอบวันเกิด โดยทั่วไปก็ไม่ค่อยจัดใหญ่โตอะไรนัก แค่ทำบุญตักบาตรพระในตอนเช้า หรือถวายภัตตาหารพระที่วัด เสร็จแล้วจึงถวายจตุปัจจัยไทยธรรมตามศรัทธา เมื่อพระสวดเจริญพระพุทธมนต์ให้พร อนุโมทนา และ กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล  ก็เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับการทำบุญอายุ นิยมจัดเป็นงานใหญ่กว่าการทำบุญวันเกิด โดยทั่วไป เมื่ออยู่ในช่วงที่มีอายุเบญจเพส คือ ๒๕ ปี หรือช่วงที่มีอายุกลางคน คือ ๕๐ ปี หรือทำเมื่อครบรอบทุกๆ ๑๒ ปี ซึ่งมักนิยมทำกันเมื่อครบ ๕ รอบ คือ ๖๐ ปี และ ๖ รอบ คือ ๗๒ ปี

สาเหตุที่นิยมทำเมื่ออายุครบ ๒๕ ปี เพราะวัยเบญจเพสเป็นช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จากวัยรุ่นเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ส่วนทำเมื่อครบ ๕๐ ปีนั้น เพราะถือว่าอายุยืนยาว มาได้ครึ่งหนึ่งของชีวิตแล้ว จึงควรทำบุญและเลี้ยงฉลอง แสดงความยินดี

พิธีการทำบุญอายุ

เมื่อจะทำบุญอายุ ให้จัดเตรียมสถานที่และนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญ พระพุทธมนต์ โดยให้โหรเป็นผู้กำหนดฤกษ์และมาเป็นผู้ประกอบพิธี การนิมนต์พระต้องนิมนต์ให้มากกว่าอายุ ๑ องค์ เช่น อายุ ๒๕ ก็ให้นิมนต์ ๒๖ องค์ หรือนิมนต์เพียง ๙ องค์เท่าจำนวน ดาวนพเคราะห์ก็ได้ และเป็นการสะดวกต่อการจัดสถานที่การทำพิธีด้วยประการทั้งปวง

สิ่งของที่ต้องเตรียม

ให้เตรียมเทียนขี้ผึ้งอย่างดีไว้ ๒ เล่ม เล่มหนึ่งหนัก ๙ บาท ไส้ยาวโดยวัดรอบศีรษะของเจ้าภาพจำนวน ๓๓ เส้น อีกเล่มหนึ่งมีขนาดสูงเท่าตัวเจ้าภาพ หนักเท่าอายุ ไส้ทำเท่าอายุ คือ อายุ ๒๕ ก็ทำ ๒๕ เส้น เทียนนี้จะต้องจัดทำด้วย ความประณีต หาที่บังลมให้ดี เมื่อจุดแล้วอย่าให้ลมพัดดับหรือล้มได้

นอกจากนี้ยังให้เตรียมผ้าขาวนุ่ง ๑ ผืน ทำบัตรพลีเทวดาเป็นบัตร ๙ ชั้น ๑ บัตร (เป็นบัตรพลีพระเกตุ) และ ๓ ชั้น ๘ บัตร (ตั้งเป็นบัตรพลีเทวดาประจำทิศต่างๆ รวม ๘ ทิศ) ฉะนั้นบัตรพลีต้องมี ๙ บัตร ทำด้วยกาบกล้วย ติดธงสีประจำวันเทวดา มีรูปเทวดาบัตรละองค์ ใส่ขนมอาหารหวานคาว รวมทั้งข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน จัดประดับให้สวยงาม (ส่วนใหญ่ผู้รับทำพิธีจะเป็นธุระจัดหาและตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่สำคัญๆ ให้เอง)

เทวดาประจำทิศทั้ง ๘ ทิศที่ทำการตั้งบัตรพลีบูชา คือ

 

อีสาน พระอาทิตย์
บูรพา พระจันทร์
อาคเนย์ พระอังคาร
อุดร พระศุกร์
พระเกตุ (บัตรรพลี ๙ ชั้น)
ทักษิณ พระพุธ
พายัพ พระราหู
ปัศจิม พระพฤหัสบดี
หรดี พระเสาร์

 

๑. พระอาทิตย์ เทพยนิกร มีกายาสีแดง ทรงทิพยอาภรณ์พรายแพรวด้วยแก้วปัทมราชอยู่ประจำทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) มีกำลัง ๖ ทรงหอกเป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ ราชสีห์ (สิงโต)

พระประจำวันเกิด คือ พระปางถวายเนตร

๒. พระจันทร์ เทพบุตร มีกายาสีขาว ทรงทิพยอาภรณ์แก้วประพาฬพิจิตร อยู่ประจำทิศบูรพา (ตะวันออก) มีกำลัง ๑๕ ทรงดาบและโล่เป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ อาชาไนย (ม้า)
พระประจำวันเกิด คือ พระปางห้ามสมุทร

๓. พระอังคาร มีกายาสีแดงโกเมน ทรงรัตนโกเมนวิมลมาศ อยู่ประจำทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) มีกำลัง ๘ ทรงดาบและเขนเป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ กาสร (ควายป่า)
พระประจำวันเกิด คือ พระปางไสยาสน์

๔. พระพุธ มีกายาสีเขียว ทรงทิพยอาภรณ์แก้วมรกต อยู่ประจำทิศทักษิณ (ใต้) กำลัง ๑๗ ทรงขอช้างเป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ พระญากุญชร (ช้าง)
พระประจำวันเกิด คือ พระปางอุ้มบาตร

๕. พระเสาร์ มีกายาสีแดงคล้ำออกดำ ทรงรัตนมณีนิลเป็นทิพยอาภรณ์ อยู่ประจำทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) มีกำลัง ๑๐ ทรงปืนเป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ พยัคฆราช (เสือ) พระจำวันเกิด คือ พระปางนาคปรก

๖. พระพฤหัสบดี มีกายาสีเขียวอย่างบุษราคัม ทรงทิพยอาภรณ์สุวรรณรัตนรูจีแจ่มด้วยดวงมุกดาหาร อยู่ประจำทิศปัศจิม (ตะวันตก) มีกำลัง ๑๙ ทรงดาบคู่เป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ มฤคราช (กวาง)
พระประจำวันเกิด คือ พระปางสมาธิ

๗. พระอสุรินทร์ (พระราหู) มีกายาสีดอกตะแบก ทรงทิพยสุวรรณ (ทอง) อยู่ประจำทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) มีกำลัง ๑๒ ทรงโตมร (สามง่าม) เป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ สุบรรณราช (ครุฑ) พระประจำวันเกิด คือ พระปางป่าเลไลยก์

๘. พระศุกร์ มีกายาสีเลื่อมประภัสสร ทรงทิพยอาภรณ์เลื่อมประภัสสรโอภาส อยู่ประจำทิศอุดร (เหนือ) มีกำลัง ๒๑ ทรงศรเป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ โคอุสภราช (โค) พระประจำวันเกิด คือ พระปางรำพึง๙. พระเกตุ มีกายาสีทองสุก ทรงทิพยสุวรรณวิภูษิต อยู่ประจำทิศปัศจิม (ตะวันตก) มีกำลัง ๙ ทรงพระขรรค์เป็นอาวุธ ราชพาหนะคือ พญามังกร พระประจำวันเกิด คือ พระปางมารวิชัย

สำหรับข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ส่วนใหญ่โหรผู้ทำพิธีจะเป็นผู้จัดเตรียมให้ โดยการเขียนเทวดานพเคราะห์ หรือจัดหารูปเทวดานพเคราะห์มา นำพระประจำวันเกิดของเจ้าภาพ มาเป็นพระพุทธรูปบูชาในงาน โหรจะเอาสายสิญจน์วงรอบบัตรพลีติดเทียนตามกำลังวัน


การประกอบพิธีครั้นถึงวันงาน เมื่อเจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยแล้ว ให้จุดเทียนมงคลบูชาเทวดานพเคราะห์ด้วย ต่อจากนั้น จึงรับศีลและฟังพระสวดพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล  เมื่อพระกลับแล้วจึงมีการกินเลี้ยงฉลองหรือมีการละเล่นรื่นเริง

วันรุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ พอได้ฤกษ์เจ้าภาพจะนุ่งขาวห่มขาว มาอาบน้ำมนต์มีผู้ใหญ่รดน้ำอำนวยพร แล้วเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวตามเพื่อความเป็นสิริมงคล

การนุ่งผ้าสีตามวัน จากสวัสดิรักษาคำกลอนของสุนทรภู่ มีดังนี้

วันอาทิตย์ สิทธิโชคโฉลกดี
เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล
เครื่อง วันจันทร์ นั้นควรสีนวลขาว
จะยืนยาวชันษาสถาผล
อังคาร ม่วงช่วงงามสีครามปน
เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี
เครื่อง วันพุธ สดุดีด้วยสีแสด
กับเหลืองแปดปนประดับสลับสี
วันพฤหัสบดี จัดเครื่องเขียวเหลืองดี
วันศุกร์ สีเมฆหมอกอกสงคราม
วันเสาร์ ทรงดำจำล้ำเลิศ
แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม
ทั้งพาชีขี่ขับประดับงาม
ให้ต้องตามสีสรรพ์จึงกันภัยฯ

หรือจะนุ่งห่มตามสีของวันก็ได้ มีดังนี้

วันอาทิตย์ = สีแดง 
วันจันทร์ = สีเหลือง
วันอังคาร = สีชมพู
วันพุธ = สีเขียว
วันพฤหัสบดี = สีแสด
ว้นศุกร์ = สีฟ้า
วันเสาร์ = สีม่วง



กลับไปหน้าหลัก เพื่อเลือกรายการ เกี่ยวกับวันเกิด