ประเด็นสําคัญประเด็นที่สองที่แย้งทฤษฎีของดาร์วินคือ แนวคิดทั้งสองตาม “กลไกของวิวัฒนาการ” นั้น มิไดมีพลังในการเกิดวิวัฒนาการใดๆ
ดาร์วินอิงทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาเข้ากับกลไก “การเลือกสรรของธรรมชาติ” ดังปรากฏเป็นชื่อในหนังสือของ เขาว่า “จุดกําเนิดของสิ่งมีชวิต, โดยวิธีการเลือกสรรของธรรมชาติ”
ตามแนวคิดเรื่องการเลือกสรรของธรรมชาตินั้น สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและเหมาะสมต่อสภาพธรรมชาติจึงจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในภาวะการต่อสู้แย่งชิง ตัวอยางเช่น ฝงกวางที่อาศัยอยอย่างเสี่ยงภัยจากสัตว์ป่าอื่นๆนั้น จะต้องสามารถวิ่งได้รวดเร็วจึงจะอยู่รอด ดังนั้นกวางในฝูงแตละตัวจึงมีรางกายแข็งแรงและวิ่งเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม กลไกนี้ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทําใหกวางวิวัฒนาการและกลายไปเป็นสัตว์ชนิดอื่น เช่น ม้า ได้เลย
ดังนั้นกลไกการเลือกสรรของธรรมชาติ จึงไม่มีพลังใดๆ ที่สามารถทําใหเกิดวิวัฒนาการไดดาร์วินเองก็ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดีดังไดกล่าวไวในหนังสือ จุดกําเนิดของสิ่งมีชีวิต ของเขาว่า:
การเลือกสรรของธรรมชาติจะไม่มีผลใดๆ จนกว่าลักษณะความผันแปรที่เหมาะสมจะบังเอิญเกิดขึ้น
โดย ฮารูน ยะห์ยา
แวะมาเยี่ยมครับ
ข้อความที่พิมพ์มีการขาดหายครับ อักษรกระโดดเนื้อหาน่าสนใจดีครับ
ขอบคุณครับที่กรุณาแจ้งครับ
เป้าหมายของการศึกษาในอิสลาม
เป้าหมายแรก รู้จักอัลลอฮก่อน อย่างอื่นว่ากันทีหลัง การศึกษาหรือเรียนรู้เพื่อให้รู้จักอัลลอฮ คือ เป้าหมายแรกของอิสลาม ทั้งนี้เพราะอัลลอฮคือพระเจ้า และผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เมื่อรู้จักอัลลอฮแล้วสิ่งที่จำต้องศึกษาต่อมาก็คือศาสนาของอัลลอฮและศาสนาของอัลลอฮก็คืออิสลามนั่นเอง ซึ่งการศึกษาและเข้าใจอิสลามนี้สำคัญมากดั่งท่านร่อซูล (ซ.ล) ได้กล่าวว่า "ใครที่อัลลอฮทรงปราถนาเขาด้วยความดี พระองคก็จะให้เขาเข้าใจศาสนา"
อิหม่ามฮะซัน อัล-บันนา กล่าวว่า "สิ่งแรกที่นักเรียนจำเป็นต้องเรียนรู้ก็คือได้รู้จักศาสนาของอัลลอฮ" และในที่นี้ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างถึงหลักสูตรการศึกษาในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนมาก อย่างเช่น ในประเทศซาอุดิอารเบียจะพบว่าหลักสูตรการศึกษาชั้นประถมของซาอุฯ จะเน้นเรื่องการรู้จักอัลลอฮและรู้จักศาสนาของอัลลอฮ
เป้าหมายที่สอง รู้จักอัลลอฮก็ต้องมีศีลธรรมด้วย เพียงรู้จักอัลลอฮ แต่ไร้ศีลธรรมถือว่าไม่ถูกต้องในทัศนะของการศึกษาในอิสลาม กล่าวคือ การศึกษาเพื่อฝึกฝนและขัด
เกลาทางศีลธรรมเป็นเรื่องจำเป็น นักศึกษาทุกคนจำเป็นต้องมีคุณธรรมประจำใจ และทราบถึงเป้าหมายของนักศึกษาในการหาความรู้นั้น ต้องไม่ใช้เพื่อการหาอำนาจเงินทองความรุ่งเรือง โอ้อวด หรือแข่งขันกับคนอื่น แต่ทว่า ต้องศึกษาเพื่อขัดเกลาตนเองให้ใกล้ชิดกับอัลลอฮมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ขออ้างคำพูดของอิหม่ามฆอซาลี ที่ว่า "เป้าหมายของการศึกษานั้น คือการเข้าใกล้อัลลอฮโดยปราศจากความยะโสโอหัง"
เป้าหมายที่สาม เอาโลกนี้และโลกหน้า แต่โลกหน้าคือบั้นปลาย มุมของอิสลามในเรื่องการศึกษามิใช่ทัศนะที่แคบตีบสมองลีบ ด้วยเพียงแค่เจาะจงให้ศึกษาเฉพาะทางธรรมหรือทางโลกทางใดทางหนึ่ง แต่อิสลามเรียกร้องให้ทุกคนศึกษาทั้งทางธรรมและทางโลกควบคู่กันไป ดั่งคำกล่าว "จงทำงานเพื่อชีวิตในโลกนี้เหมือนกับว่าท่านจะไม่ตาย และจงทำดีเพื่อโลกหน้าเสมือนดั่งว่าท่านจะตายในวันพรุ่งนี้" หรือแม้แต่อุอาอที่มุสลิมมักขอพรเสมอก็ยังขอทั้งสองโลกในเวลาเดียวกัน ดังคำดุอาอที่ว่า "พระผู้อภิบาลของเรา ขอทรงโปรดให้ความดีแก่เราในโลกนี้และโลกหน้า และปกป้องเราจากการลงโทษของไฟนรก"สรุปแล้ว อิสลามให้สนใจหรือศึกษาเรื่องราวของโลกนี้และโลกหน้า แต่ทว่า
โลกหน้านั้นคือบั้นปลาย
เป้าหมายที่สี่การศึกษานั้นต้องมีประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมเพื่อร่วมกันทำอิบาดะห์ต่ออัลลอฮอิสลามไม่ได้บอกให้ศึกษาหาความรู้ที่ไร้ประโยชน์หรือเน้นแค่ตัวเขาโดยไม่มอบอะไรให้ต่อสังคมส่วนรวมแต่อิสลามเน้นถึงความรู้ที่มีประโยชน์ดังคำดุอาอที่ร่อซูล (ซ.ล) ได้เคยกล่าวว่า”โอ้อัลลอฮฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จาก
ความรู้ที่ไร้ประโยชน์
สิ่งมหัศจรรย์ บนหัวใจมนุษย์หัวใจไม่ว่าจะเป็นหัวใจมนุษย์หรือสัตว์ก็ตามจะมีลักษณะเป็นกรวยแหลม โดยมีปลายโคนแหลมชี้ไปทางซ้ายของช่องอก หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง มีห้องบน 2 ห้อง คือด้านซ้ายและด้านขวา มีห้องล่าง 2 ห้องซ้ายและขวาเช่นกัน หัวใจทางด้านซีกซ้ายและด้านซีกขวาแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ส่วนห้องบนและห้องล่างในซีกเดียวกันจะติดต่อถึงกันโดยมีลิ้นหัวใจเปิดจากด้านบนลงไปด้านล่าง ลิ้นหัวใจมีอยู่ทางด้านซ้ายและทางด้านขวา ลิ้นหัวใจทำหน้าที่กันไม่ให้เลือดไหลกลับจากหัวใจด้านล่างขึ้นไปยังหัวใจด้านบน แต่ละห้องของหัวใจมีกล้ามเนื้อหัวใจหุ้มอยู่ โดยกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนบาง เนื่องจากเป็นส่วนที่เลือดไหลเข้า ส่วนกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างหนา เนื่องจากต้องบีบตัวให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ดังนั้นเมื่อหัวใจทำงานไปนาน ๆ เข้า จะเกิดการปรับตัวให้มีผนังของกล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจมีเยื่อหุ้มหัวใจเป็นเยื่อบาง ๆ คลุมอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวใจพองออกไปผิดปกติ ในขณะพัก หัวใจเต้นประมาณ 72 ครั้ง/นาที โดยที่อัตราการเต้นของหัวใจ ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ความอ้วนผอมของร่างกาย ตลอดจนสุขภาพในแต่ละคนด้วย การเต้นหรือการบีบตัวของหัวใจแต่ละครั้งจะสูบฉีดเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆของร่างกายได้ประมาณ 5 ลิตร หากถามว่าหัวใจมีการทำงานกันอย่างไร ก็ตอบได้ว่า เมื่อหัวใจห้องบนคลายตัว เลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซึ่งเป็นเลือดเสียหรือเลือดดำ จะผ่านเส้นเลือดดำใหญ่ไหลเข้าสู้หัวใจห้องบนขวา เลือดจากปอดซึ่งเป็นเลือดดีหรือเลือดแดง ไหลกลับเข้าสู้หัวใจห้องบนซ้าย เมื่อหัวใจห้องบนทั้งสองด้านเต็มไปด้วยเลือด การไหลเข้าของเลือดก็จะหยุด เมื่อหัวใจห้องบนหดตัว เลือดจะถูกดันผ่านลิ้นที่เชื่อมอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง ซึ่งในขณะนั้นหัวใจห้องล่างยังคลายตัวอยู่ หัวใจห้องล่างจึงเต็มไปด้วยเลือดทำให้เกิดแรงดันขึ้น จากแรงดันนี้ทำให้ลิ้นที่ปิดกั้นอยู่กันไม่ให้เลิดไหลกลับขึ้นไปที่หัวใจห้องบนอีก เมื่อหัวใจห้องล่างทั้งสองซีกเต็มไปด้วยเลือด เลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายจะผ่านเส้นเลือดแดงใหญ่ นำเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆของร่างกาย ส่วนเลือดจากหัวใจห้องล่างขวาจะผ่านไปยังปอด ผ่านไปทางเส้นเลือดนำเลือดดำไปฟอกที่ปอด โดยรับออกซิเจนและกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เลือดดำหรือเลือดเสียจึงกลายเป็นเลือดแดงหรือเลือดดีอีก แพทย์สามารถตรวจการทำงานหรือการเต้นของหัวใจได้ว่า ทำงานปกติหรือผิดปกติอย่างใด ด้วยวิธีบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าด้วยเครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าจะถูกบันทึกออกมาเป็นรูปร่าง โดยแพทย์จะแปลผลให้ทราบได้ว่า หัวใจมีการทำงานผิดปกติหรือไม่อย่างไร ระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์มีสิ่งมหัศจรรย์อยู่มากมายหลายอย่าง นักสรีระวิทยาได้พยายามพากันค้นหาความจริง และพบว่าความจริงต่างค่อย ๆ ทยอยกันออกมาทีละเล็กทีละน้อย ตามวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยียุคโลกาภิวัฒน์ ดังที่ ดร.กาวิท เบอร์นอท ได้เคยกล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ อัซซัรกุ ซึ่งลงพิมพ์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2526 ว่า ความรู้ทางวิชาการที่ถูกค้นพบนั้นความจริงเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อมาประกอบกับความรู้สึกของเรา ตลอดจนความรู้ที่ต้องการ จะพบว่าในร่างกายของคนเรายังแฝงความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ และมหัศจรรย์ไว้มากมาย เมื่อพูดถึงหนังสือพิมพ์ อัซซัรกุ ลงวันที่วันที่ 4 ตุลาคม 2526 กล่าวถึงการค้นพบสิ่งที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไปไม่ถึง ซึ่งในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ได้เขียนรายงานถึงพระนามของอัลเลาะห์ ( ซ.บ ) ซึ่งติดอยู่กับส่วนบนของหัวใจมนุษย์ที่ อังการ่า ในเนื้อหาได้บรรยายว่า ดร.คอลลู้ด นูรบากิร ได้ค้นพบสิ่งที่เหนือสติปัญญาของมนุษย์ ปัจจุบันเขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดหัวใจ โดยเขาเล่าว่าวันหนึ่งขณะที่กำลังอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์เล่มหนึ่งอยู่ ก็ต้องแปลกประหลาดใจในสิ่งที่ได้พบเห็น คือเขาได้พบรูปหัวใจรูปหนึ่งมีคำว่า อัลเลาะฮ์ เขียนเป็นภาษาอาหรับอย่างชัดเจนอยู่ตรงกลาง เขาคิดว่าผู้เขียนรูปนี้คงจะเขียนขึ้นมาจากจินตนาการ เขาได้พิจารณารูปนี้อย่างใกล้ชิด ก็พบว่าพระนามของอัลเลาะฮ์ นั้น ได้ถูกเขียนไว้ในรูปที่คล้ายกับว่าเป็นฝีมือของนักเขียนที่เชี่ยวชาญ เขาไม่ค่อยแน่ใจในตัวเองเท่าใดนัก พอดีกับที่มองไปที่จานซึ่งแขวนอยู่บนฝาผนังห้องเห็นภาพ จึงนำมาเทียบกับคำนี้ พบคำว่า อัลเลาะฮ์ ที่จานเหมือนกับในหนังสือทุกอย่าง หลังจากที่ ดร.คอลลู้ด นูรบากิร ได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ นี้แล้ว เขาได้ใช้เวลาเป็นแรมปีเพื่อศึกษาค้นคว้าในด้านสรีระทางการแพทย์ จากการผ่าตัดหัวใจมนุษย์หลายต่อหลายครั้ง จากการสัมผัสด้วยมือนี้ ทำให้เขาแน่ใจอย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ว่าหัวใจของมนุษย์ทุกคนนั้นได้ถูกบันทึกไว้ด้วย พระนามของผู้ทรงสร้าง พระผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก อัลเลาะฮ์ ( ซ.บ.) อย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลย ดร.คอลลู้ด เล่าให้ฟังต่อไปว่าตำแหน่งของพระนาม อัลเลาะฮ์ นั้น เป็นที่น่าแปลกประหลาดอยู่ คืออยู่ที่หัวใจด้านในซึ่งเป็นส่วนที่อ่อนที่สุด ตรงตำแหน่งนั้นไม่ปรากฏว่ามีระบบการหมุนเวียนของเลือด คล้ายกับว่าส่วนนั้นจะถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เฉพาะสำหรับบันทึกพระนามพระองค์แต่เพียงอย่างเดียว บริเวณส่วนนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า ออนิโกม่า ซึ่งตามความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน เข้าใจว่าบริเวณนี้อาจจะเป็นส่วนที่เป็นจุดสำคัญของหัวใจ การสัมผัสด้วยมือจากการผ่าตัดหัวใจหลาย ๆ ครั้ง ของ ดร.คอลลู้ด เขาเล่าให้ฟังอีกว่า หัวใจมนุษย์นั้นประกอบขึ้นจากส่วนของเนื้อเยื่อ ซึ่งคล้ายกับตาข่ายที่ถูกถักขึ้น ด้วยวิธีที่เหนือสติปัญญาของมนุษย์ที่จะคิดประดิษฐ์ทำขึ้นมาเองได้ มันเหมือนกับลายปักที่ถักไว้บริเวณริมแขน ซึ่งมีความละเอียดลออในการถักเป็นอย่างมาก หัวใจบริเวณนี้มีเส้นประสาทประสานกันอยู่คล้ายกับสายทองแดงของเครื่องอิเลคโทรนิค เป็นจุดรวมของประสาทที่เป็นเอกเทศ มีจุดรวมประสาทที่ปกคลุมหัวใจ เสมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ พระนามของพระผู้เป็นเจ้าที่ถูกบันทึกอยู่บนอวัยวะส่วนสำคัญของมนุษย์ คือ หัวใจ นั้นมิใช่เป็นสิ่งบังเอิญ เขาได้กล่าวเสริมอีกว่า ตรงบริเวณที่มีพระนามของ อัลเลาะฮ์ ( ซ.บ. ) อยู่ เป็นอวัยวะที่นับว่ามันคือที่มาแห่งชีวิต คล้ายกับจะแจ้งให้ตระหนักถึงความสำคัญของชีวิตที่มีอยู่ในอวัยวะส่วนนั้น ลักษณะพิเศษของหัวใจส่วนนั้นคืออะไร และเหตุใดจึงมีพระนามของพระผู้เป็นเจ้าถูกบันทึกลงในส่วนนั้น เป็นส่วนที่มีความสำคัญและมีความหมายรวมถึงทุกสิ่ง นักวิทยาศาสตร์พบว่า การทำงานของหัวใจขึ้นอยู่กับการคำนวณทีค่าถูกต้อง ไม่มีผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว การทำงานของหัวใจจะไม่ก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อระบสมดุลของร่างกาย ไม่กระทบกระเทือนต่อการทำงานของสมอง สมองไม่สามารถสั่งการให้หัวใจหยุดทำงานได้แม้แต่วินาทีเดียว หัวใจเต้นเป็นจังหวะอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงเวลากลับไปสู่ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า นั่นคือ เมื่อความตายมาถึงหัวใจก็หยุดเต้น หยุดสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมอง หยุดสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่ตราบใดที่หัวใจยังคงทำงานอยู่ มันก็จะเต้นในจังหวะ 2 จังหวะ คือ เสียง 1 และเสียง 2 นั่นคือ การกล่าวพระนามของพระองค์ อัลเลาะฮ์ ( ซ.บ. ) 2 จังหวะเช่นกัน และจะซ้ำอยู่เช่นนี้ จวบถึงกาลเวลาแห่งวิญญาณของแต่ละคนจะออกจากร่าง ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะรวยล้นฟ้าหรือยากจนปานใดก็ตาม.(นายแพทย์สมัย ขาววิจิตร)
พอเหอะ พวกคุรก็เหมือนกับพวกที่ฆ่านิโครัส ๕รเปอร์นิคัส จับกาลิเลโอไปขังเพียงเพราะสัจธรรมมันได้ทำลายพระเจ้าของพวกคุณ พวกคุณใจคิคับแคบ มองไม่เห็นแม้นมันอยู่ตรงหน้า