แม้จะมีเพียงคำทักทายว่า “กลับบ้านแล้วค่ะหมอ”ไม่มีแม้คำขอบคุณจากปาก แต่รอยยิ้มของเธอ มันแฝงอยู่แล้วครับ

ช่วงบ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่ผมเดินจากวอร์ดกลับมาที่ห้องทำงาน ได้สวนกับผู้ป่วยหญิงคนหนึ่ง รอยยิ้มน้อย ๆ ของเธอ และคำทักทายว่า กลับบ้านแล้วค่ะหมอ ทำให้ผมนึกอะไรบางอย่าง

 

หนึ่งคือผู้ป่วยคนนี้ เราเคยเจอที่ไหน

สอง คือ ทำไมรอยยิ้มของเธอถึงได้แฝงอะไรบางอย่างลึก ๆ คล้ายรอยยิ้มของโมนาลิซ่า ยังไงยังงั้น

 

แล้วผมก็ค่อย ๆ นึก

 

โรงพยาบาลของผม มีหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง 1 หอ คือหอผู้ป่วยกาญจนาภิเษก 2  ซึ่งถูกออกแบบ ให้มีเตียงสามัญ 24 เตียง ห้องพิเศษ อีก 6 ห้อง เหมือนโรงพยาบาลทั่วไปอีกหลายแห่ง

 

แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่ละวัน คนไข้ที่นอนที่ตึกนี้ อาจจะมีมากถึง 60 คน เพราะต้องรับผู้ป่วยหญิง ทั้งที่เป็นโรคทางอายุรกรรมแน่ ๆ และยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่ ทั้งในเขตอำเภอเมืองและนอกเขตที่ทั้ง refer มาหรือมาเอง เปรียบเสมือน admission center ของผู้ป่วยหญิงในจังหวัดนี้ เรามีทีมพยาบาลมากเป็นพิเศษ และต้องใช้ทีมแพทย์ 2 ทีมในการดูผู้ป่วย โดยทีมแรก ดูผู้ป่วยข้างใน 30 เตียงแรก ซึ่งมักจะเป็นผู้ป่วยหนัก ส่วนทีมสอง ดูผู้ป่วยที่นอนระเบียง ห้องพิเศษ และหน้าห้องพิเศษ ซึ่งจะเป็นผู้ป่วยอาการเบา ๆ หรือที่เข้ามา Investigation

 

วันนี้ ผมได้อยู่ทีมสอง คือตรวจคนไข้ที่นอนอยู่ริมระเบียง ได้พบผู้ป่วยหญิงคนหนึ่ง นอนเตียงเสริมหน้าห้องพิเศษ ดูจากชาร์ท อายุ 32 ปี แต่ดูเธอจะสูงวัยกว่าอายุไปสักหน่อยและมีสีหน้ากังวล  มีสามีอายุไล่เลี่ยกัน  นั่งเฝ้าไข้สีหน้ากังวลอยู่ไม่แพ้กัน

 

ผมพลิกประวัติดู การนอนโรงพยาบาลครั้งนี้ เป็นครั้งที่สอง เธอถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลชุมชนเมื่อเดือนก่อน ด้วยคำวินิจฉัย โรคหัวใจขาดเลือด ( ischemic heart disease ) เนื่องจากมีอาการเจ็บหน้าอกบ่อย ครั้งก่อนเธอนอนโรงพยาบาล ได้รับการตรวจคลื่นหัวใจ มีรายงานว่าปกติ แต่เธอได้รับยารักษาแบบคนไข้โรคหัวใจทั่วไป คือ Aspirin , Beta-blocker , Nitrate และยาคลายเครียด กลับบ้านไปร่วมเดือน ยังไม่รู้สึกดีขึ้น จึงมานอนโรงพยาบาลอีกในครั้งนี้

 

ครั้งนี้ แพทย์เพิ่มพูนทักษะเป็นผู้รับเธอเข้าไว้รักษาในโรงพยาบาล ได้ให้ยาเดิม มีการส่งตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจซ้ำ พบว่าปกติ น้องแพทย์ ได้พยายามมองหาโรคอื่น โดยส่ง ตรวจอัลตร้าซาวด์ ซึ่งผลกลับมาแล้ว รังสีแพทย์รายงานผลว่าปกติ

 

ผมมานึกดูว่า ผู้หญิงวัยนี้ โอกาสเสี่ยงต่ำมากที่จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ได้ซักประวัติ และตรวจร่างกายเธออีกครั้ง พบว่าอาการของเธอ มีลักษณะแน่นลิ้นปี่ บางครั้งก็แสบ อยากอาเจียน ทำงานใช้แรงได้อยู่ โน้มเอียงจะเป็นโรคเกี่ยวกับกรดไหลย้อนสู่หลอดอาหารมากกว่าโรคหัวใจขาดเลือดนะ

 

ผมถามเธอว่า อาการดีขึ้นบ้างไหม และได้รู้ชัดเจนหรือยังว่าเป็นอะไร เธอตอบว่า ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ็บหน้าอกไม่หาย ผมเลยค่อย ๆ อธิบายไปอย่างนี้ครับ ( แต่ใช้ภาษาเขียน อาจจะยากสักหน่อย )

 

-          อาการที่เล่าให้หมอฟัง และสิ่งที่หมอตรวจพบ รวมทั้งผลการตรวจคลื่นหัวใจที่ปกติมาตลอด ไม่มีลักษณะที่โน้มเอียงว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด รวมไปถึง ผลการอัลตร้าซาวด์ ในช่องท้องก็ไม่พบความผิดปกติใด

 

-          แต่อาการที่เล่าให้ฟัง รวมทั้งผลการตรวจ ที่ไม่พบโรคที่จะเป็นอันตรายร้ายแรง หมอคิดว่าคุณน่าจะเจ็บหน้าอก จากโรคกรดในกระเพาะไหลย้อนสู่หลอดอาหารครับ

 

-          หมอจะให้ยาเพื่อควบคุมกรดในกระเพาะ และให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารคุณแข็งแรงขึ้น แต่ก็ต้องปฏิบัติตัวเพิ่มเติมบางอย่าง ได้แก่ รับประทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่อิ่มเกินไป ไม่รสจัดเกินไป และอย่ารีบนอนหลังรับประทานอาหาร และถ้ายังไม่ดีขึ้นจริง ๆ หมออาจจะนัดมาส่องกล้องดูในหลอดอาหารให้นะ

 

วันนี้ อาการเป็นอย่างไรบ้าง ( ผมเหลือบดูในคำสั่งการรักษา พบว่าน้องแพทย์ พพทษ. ได้สั่งยาลดกรด และยาอื่น ๆ ให้แล้ว ) เธอบอกว่า แน่นน้อยลง กินได้ เดินได้โดยไม่เหนื่อย ไม่เจ็บอก แต่รู้สึกเพลียบ้าง

ผมได้เขียน งดยากลุ่มโรคหัวใจทั้งหมด ให้กินยาชุดใหม่นี้แทน

 

วันรุ่งขึ้น ผมเจอเธออีกครั้ง เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียง เหมือนเตรียมรอกลับบ้าน เธอบอกว่า วันนี้ อาการดีขึ้นมาก น่าจะกลับบ้านได้แล้ว ผมจึงสั่งยาให้เธอกลับบ้าน

 

เนื่องจากคนไข้ ตึก กจ. 2 ที่ให้ออกจากโรงพยาบาลในแต่ละวัน อาจจะร่วม 10-20 คน เธอจึงได้รับยากลับบ้านในช่วงบ่าย ผมได้เดินสวนกับเธอ เธอใส่ชุดธรรมดา และดูเหมือนอายุของเธอที่เห็นตอนนี้ จะใกล้เคียงกับอายุจริง ๆ ในโอพีดีการ์ดแล้ว

 

แม้จะมีเพียงคำทักทายว่า กลับบ้านแล้วค่ะหมอไม่มีแม้คำขอบคุณจากปาก แต่รอยยิ้มของเธอ มันแฝงอยู่แล้วครับ

 

บางคนบอกว่า เรื่องนี้ มันอาจจะเป็นทักษะที่หมอแต่ละคนทำได้ไม่เหมือนกัน

แพทย์หลายท่าน อาจจะทำอยู่เป็นประจำ เป็นปกติวิสัย บางท่านทำบางส่วน บางท่านคิดว่าคนอื่นคงทำให้ และบางท่านทำทุกอย่างเพื่อผู้ป่วย เหนื่อยจนไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ลืมแจ้งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญนี้

แต่ถ้าเราใส่ใจ และใส่ทฤษฎี ทำความเข้าใจสิ่งที่คนไข้ต้องการเมื่อมาพึ่งพาโรงพยาบาล ก็ทำได้ไม่ยากครับ

 

สีเหลือง คือ ผลการตรวจ

สีชมพู คือ ผลการวินิจฉัย

สีเขียว คือ ความเห็นและคำแนะนำ

ค่อย ๆ เรียบเรียง ทำให้กระชับ และลองนึกว่า เราให้ข้อมูลทั้งสามด้านแก่ผู้ป่วยหรือยังขึ้นชื่อว่า "ทักษะ" เป็นสิ่งที่ฝึกได้ครับ

 

  ทั้งสาม "สิ่งส่งมอบ" เป็นความต้องการของผู้ป่วยซึ่งอยู่ในมาตรฐานบริการสาธารณสุขแล้ว