ดร. โดม ไกรปกรณ์
นักวิชาการอิสระ สมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน



    "เวลาเราพูดถึงโลกาภิวัตน์ (Globalization) ในเมืองไทย เรากำลังหมายถึง global capitalism บางครั้งผมสารภาพว่าผมงง เพราะ Globalization มันไม่เหมือน global capitalism เอามาแทนกันผมงงหมดเลย เพราะหัวผมคิดทันทีถึงโลกาภิวัตน์ที่ไม่ใช่แค่ global capitalism...ถ้าพูดถึงโลกาภิวัตน์มันมีแง่อื่นอีก"

    "ผมยกตัวอย่างอันหนึ่งที่ globalized มาก social movement ไงครับ social movement ที่อาจารย์(ผาสุก พงษ์ไพจิตร-ผู้อ้าง) เขียนนั่นแหละเป็นตัวอย่างของ globalization มากเลย"

ข้ออภิปรายเกี่ยวกับมิติความหลากหลายของโลกาภิวัตน์ที่ไม่จำกัดเฉพาะความหมายในแง่ของทุนนิยมโลก เป็นปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกับที่พบว่าการนิยามโลกาภิวัตน์ของนักวิชาการมีลักษณะเหมือนคนตาบอดคลำช้าง ที่มองไม่เห็นว่าช้างมีรูปร่างอย่างไรและบอกรูปร่างของช้างจากจุดที่ตนเองคลำสัมผัส เช่น คนที่คลำที่งวงก็บอกว่าช้างเหมือนงู คนที่คลำที่ขาช้างก็บอกว่าเหมือนเสาต้นใหญ่ คนที่คลำที่งาก็บอกว่าเหมือนหอก ฯลฯ กล่าวคือนักวิชาการส่วนหนึ่งจะอธิบายว่ากระบวนการทางเศรษฐกิจเป็นแกนกลางของโลกาภิวัตน์ บางส่วนจะมองว่ากระบวนการทางสิ่งแวดล้อมเป็นสาระของโลกาภิวัตน์ หรืออธิบายโลกาภิวัตน์จากมิติทางการเมือง มิติทางวัฒนธรรมทางอุดมการณ์ ต่างๆกันไป

ในบทความนี้จะกล่าวถึงโลกาภิวัตน์ในนัยของ แอนโธนี กิดเดนส์ (Anthony Giddens) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันที่ว่า โลกาภิวัตน์หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ของระบบความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและเทคโนโลยีของสังคมมนุษย์ที่เชื่อมโยงถึงกัน โดยมีพัฒนาการของระบบการสื่อสารเป็นตัวเร่งหรือตัวเชื่อม และทำให้แนวคิดเรื่องเวลาและสถานที่ในชีวิตของมนุษย์ได้ถูกแปรรูปไปจากเดิม โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างไกลออกไปไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จะมีผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรงและรวดเร็ว รวมทั้งการที่พรมแดนรัฐชาติซึ่งเป็นหมุดหมายของการจัดระบบความสัมพันธ์ทางสังคม-การเมือง ในยุคสมัยใหม่จางหายไป

อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอออกตัวว่าบทความนี้ไม่ใช่การนำเสนอแนวความคิดหรือการถกเถียงวิพากษ์โลกาภิวัตน์ (ซึ่งเป็นอีกระดับหนึ่ง) เนื่องจากผู้เขียนไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีทางสังคมศาสตร์เพียงพอ ได้แต่พยายามอธิบายความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์ ตลอดจนวิพากษ์การนิยามโลกาภิวัตน์ของแอนโธนี กิดเดนส์ที่ใช้เป็นตัวตั้งในการทำความเข้าใจเท่าที่พอจะทำได้(ด้วยสติปัญญาที่มีไม่มากนัก) และนำเสนอเกี่ยวกับการปรากฏและปะทะกันของโลกาภิวัตน์ 2 กระแสในประเทศกำลังพัฒนา จากกรณีขบวนการสิ่งแวดล้อมในอินเดียและไทยที่ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น

ประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์และการก่อตัวของทุนนิยมข้ามพรมแดน
โลกาภิวัตน์ตามนิยามของกิดเดนส์นั้น เมื่อมองจากขั้นตอนการพัฒนาของอารยธรรมโลกตามคำอธิบายของอัลวิน ทอฟฟเลอร์ นักวิชาการและนักวิจารณ์สังคมผู้มีชื่อเสียงที่ได้อธิบายว่าอารยธรรมโลกมีพัฒนาการ 3 ขั้นหรือ 3 ระลอกคลื่น จาก

    - คลื่นลูกแรกคืออารยธรรมแบบเกษตรกรรม (ตั้งแต่มนุษย์รู้จักทำการเกษตร-ศตวรรษที่ 17) สู่

    - คลื่นลูกที่สองคืออารยธรรมอุตสาหกรรม (ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17-ปลายศตวรรษที่ 20) และ

    - คลื่นลูกที่สามคืออารยธรรมของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ข่าวสาร (ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20) โดยมีข้อสรุปสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโลกาภิวัตน์อยู่ที่การชี้ว่า คลื่นลูกที่สามหรือยุคอารยธรรมของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ข่าวสาร ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและใหญ่สุดของมนุษย์ เพราะเกิดการเชื่อมโยงจุดต่างๆ ของโลกเข้าด้วยกันอยู่ตลอดเวลา ด้วยเครือข่ายการสื่อสารดาวเทียมและคอมพิวเตอร์ บทบาทของประเทศ(รัฐชาติ)และระบบราชการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของประเทศ(รัฐชาติ) จะลดบทบาทความสำคัญลงจากในยุคคลื่นลูกที่สองหรือยุคอารยธรรมอุตสาหกรรม

กล่าวคือโลกาภิวัตน์ที่ระบบความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ของสังคมมนุษย์ที่เชื่อมโยงถึงกันโดยมีการพัฒนาของระบบการสื่อสารเป็นส่วนสำคัญ ได้ปรากฏหรือก่อตัวขึ้นในยุคคลื่นลูกที่สามหรือช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีความสอดคล้องกับที่พบว่า "Globalization" เป็นถ้อยคำที่ปรากฏใช้ครั้งแรกๆ ในงานเขียนทั่วไปและงานวิชาการในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อบรรยายกระบวนการหรือสภาพการณ์และยุคสมัยของสังคมมนุษย์

อย่างไรก็ตามในทัศนะของนักคิดแนว skeptics (มีการแปลเป็นไทยว่านักคิดแนวช่างสงสัย) ได้อธิบายว่า โลกาภิวัตน์เป็น "คราบเงาของอุดมการณ์ตลาดเสรี" ที่มุ่งบั่นทอนอุดมการณ์สวัสดิการสังคมหรือระบบรัฐสวัสดิการ อันเป็นอุดมการณ์หรือระบบการเมืองที่มุ่งเน้นความอยู่ดีมีสุขของสังคม โดยรวมโดยที่รัฐเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการจัดการให้สังคมอยู่ดีมีสุข ซึ่งโลกาภิวัตน์จะเป็นสิ่งที่สร้างอุดมการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบบตลาดเสรี และแนวคิดเสรีนิยมใหม่ รวมทั้งจักรวรรดินิยมใหม่ที่ใช้ระบบทุนนิยมในการแสวงหาอาณานิคม

คำอธิบายของพวก skeptics ชี้ว่า โลกาภิวัตน์มีประวัติศาสตร์ที่ไกลกว่าช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีการพัฒนาของระบบสื่อสารเครือข่ายดาวเทียมและคอมพิวเตอร์เป็นปัจจัยสำคัญ กล่าวคือ โลกาภิวัตน์ปรากฏขึ้นพร้อมกับการก่อตัวของระบบทุนนิยมในโลกตะวันตก ช่วงศตวรรษที่ 18-19 ตั้งแต่ อดัม สมิธ นักเศรษฐศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ บิดาของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่และแนวการค้าเสรีได้ประกาศทฤษฎีการค้าเสรี และเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมถึงการที่โลกตะวันตกขยายอำนาจเข้ายึดครองดินแดนในทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ (โลกใหม่) เอเชีย แอฟริกา รวมทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะโพลีนีเซียน โดยมีเทคโนโลยีอย่างปืน ม้า ระบบการเมืองที่รวมศูนย์อำนาจ ตลอดจนเชื้อโรครุนแรงที่ชาวตะวันตกเป็นพาหะนำเข้าไปสู่ชาวพื้นเมือง และลักษณะทางภูมิศาสตร์ของโลกตะวันตกซึ่งอยู่ในบริเวณยูเรเซีย (ยุโรปและเอเชีย) ที่ทำให้การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์และการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอดของคนในโลกตะวันตกทำได้ดีกว่าคนในส่วนอื่นๆ

อันที่จริงแล้วประวัติศาสตร์ของโลกาภิวัตน์อาจสืบย้อนไปได้ไกลกว่าศตวรรษที่ 18-19 ด้วยซ้ำ โดยพิจารณาได้จากเครือข่ายการค้าข้ามประเทศ หรืออาณาจักรที่ก่อรูปขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนสมัยใหม่ (3500 ปี ก่อนคริสตกาล) และยุคแรกเริ่มของสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 15-17)
ในแง่มุมนี้ระบบรัฐชาติซึ่งเป็นหน่วยของการจัดระเบียบทางการเมืองของโลกตะวันตก ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 โดยมีลักษณะประการสำคัญอยู่ที่การมีเขตแดนของประเทศ(รัฐ)ที่แน่นอนตายตัว และเป็นหมุดหมายประการแรกของความสัมพันธ์ทางสังคม-การเมืองสมัยใหม่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ที่โลกตะวันตกได้นำไปสู่อาณานิคมของตนเอง และทำให้ประเทศที่เป็นอาณานิคมและประเทศข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบจากระบบรัฐชาติสมัยใหม่ มีปฏิสัมพันธ์ต่อโลกตะวันตกและดินแดนอื่นๆ

ซึ่งอันนี้ไม่ได้เป็นการเฉพาะในภาวะเงื่อนไขของโลกาภิวัตน์ตามนิยามของกิดเดนส์ ที่ชี้ว่าโลกาภิวัตน์คือการที่พรมแดนของรัฐชาติจางหายไป หรืออีกนัยหนึ่งการกำหนดลากเส้นพรมแดนที่แน่นอนทางภูมิศาสตร์ของรัฐสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่ทำให้เวลาและสถานที่ของมนุษย์มีความกระชับแน่นด้วยอำนาจของแผนที่สมัยใหม่ ที่ทำให้พื้นที่โลกที่มีความแตกต่างหลากหลายถูกลดทอนลงอยู่ในระนาบเดียวกัน และความหลากหลายในเชิงประวัติศาสตร์ของโลกกลายเป็นเรื่องเดียวกันหมด

ประกอบกับที่เงื่อนไขอีกประการหนึ่งที่เป็นปัจจัยของภาวะโลกาภิวัตน์ คือ การพัฒนาของระบบการสื่อสารในโลกตะวันตกยุคคลื่นลูกที่สอง หรือยุคอารยธรรมอุตสาหกรรม (ตามการแบ่งยุคสมัยอารยธรรมโลกของทอฟฟเลอร์) ได้มีพัฒนาการขึ้นตามลำดับโดยการสื่อสารระบบไปรษณีย์ ซึ่งเคยผูกขาดโดยชนชั้นสูงในช่วงศตวรรษที่  16-17 ได้ถูกเปิดทางให้แก่ระบบไปรษณีย์ที่รองรับการสื่อสารในยุคอุตสาหกรรม หรือระบบการผลิตเพื่อมหาชนได้ใช้ในการส่งข่าวสารถึงกัน รวมทั้งการเกิดขึ้นของการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านโทรศัพท์และโทรเลข ที่มีการประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่ 19


การปรากฏขึ้นของรัฐชาติ การก่อตัวของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และการแสวงหาอาณานิคมของโลกตะวันตกในยุคอารยธรรมอุตสาหกรรม กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ปรากฏ "ระบบโลก" ตามที่ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นักคิดผู้บุกเบิกแนวการวิเคราะห์เชิงระบบโลกสมัยใหม่ ได้อธิบายประวัติศาสตร์ของ "ระบบ" โลกที่แต่ละส่วนของโลกถูกผนวกเข้ามาในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่มียุโรปเป็นศูนย์กลางตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 "อันยาวนาน" (ปี ค.ศ.1450-1640) ตามด้วยช่วงการแข่งขันในการค้าทางทะเล (ค.ศ.1650-1730) และช่วงที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมขยายตัวในยุโรปและสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งระบบเศรษฐกิจโลกถึงจุดสูงสุด และแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างแท้จริงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

โดยกระบวนการก่อและขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโลก ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์ของรัฐชาติในโลกตะวันตก และที่กำหนดโดยความรู้ภูมิศาสตร์และแผนที่สมัยใหม่เข้าสู่ดินแดนอาณานิคม (รวมทั้งรัฐเอกราชข้างเคียง) เนื่องจากการแสวงหาอาณานิคมของจักรวรรดินิยมในโลกตะวันตก มีเป้าหมายที่การควบคุมปัจจัยการผลิตและตลาดระบายสินค้า

อาจกล่าวได้ว่า ระบบการเมืองแบบรัฐชาติและระบบเศรษฐกิจ(ทุนนิยม)โลกที่กล่าวมาคือสิ่งที่เรียกว่า "โลกาภิวัตน์จากข้างบน" (Globalization from above) ตามทัศนะมุมมองของนักวิชาการที่มองโลกาภิวัตน์ในฐานะกระบวนการทางเศรษฐกิจของทุนนิยมสากล หรือกระบวนการสร้างส่วนอื่นของโลกให้เป็นตะวันตก โดยจุดเปลี่ยนของโลกาภิวัตน์จากข้างบนที่ดำเนินมาตลอดศตวรรษที่ 15 (ซึ่งวอลเลอร์สไตน์จัดให้เป็นส่วนหนึ่งของ "ศตวรรษที่ 16 อันยาวนาน") มาจนถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 (ซึ่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1939-1945) อยู่ที่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ประเทศอาณานิคมของตะวันตกทยอยกันเป็นรัฐเอกราช

โดยโลกาภิวัตน์จากข้างบน ได้ก่อตัวเปลี่ยนรูปเป็นสิ่งที่เรียกว่า "การพัฒนา" และมีการจำแนกประเทศในโลกเป็น(กลุ่ม)ประเทศพัฒนา และ(กลุ่ม)ประเทศโลกที่ 3, ประเทศ "ด้อยพัฒนา" ซึ่งเป็นการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลักษณะคู่ตรงข้ามระหว่าง "ประเทศพัฒนา" ซึ่งเกือบทั้งหมด คือประเทศมหาอำนาจในโลกตะวันตก กับ "ประเทศโลกที่ 3, ประเทศด้อยพัฒนา" ซึ่งส่วนใหญ่คือประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมรวมทั้งประเทศอื่นๆ ( ที่ไม่เป็นอาณานิคม) ในบริเวณภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา อเมริกาใต้และตะวันออกกลาง ในลักษณะที่ประเทศโลกที่ 3 ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านความรู้ เทคโนโลยีและทุน เพื่อการพัฒนาประเทศของตนจากประเทศพัฒนา ขึ้นมาแทนที่ความสัมพันธ์ในระบบอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 18-19

วาทกรรมการพัฒนาที่ก่อและขยายตัวตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทุนนิยม ดังเห็นได้จากวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ซึ่งเป็นวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของบทความ คือขบวนการสิ่งแวดล้อมในอินเดียและไทยที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้า) ที่ปรากฏในช่วงทศวรรษ 1960 (2 ทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) และได้มีการสืบเนื่องต่อมาว่า มีการก่อตัวของวาทกรรมที่มองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเทคโนโลยี โดยเห็นว่ามนุษย์ต้องเข้าไปควบคุมผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น และธรรมชาติมีไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์

ตลอดจนกระแสความคิดของพวกมาร์กซิสต์ ที่วิพากษ์ขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชี้ให้เห็นว่า ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีรากฐานจากการควบคุมจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี เพื่อการแย่งชิงและแสวงหาประโยชน์ (ทางเศรษฐกิจ) จากสิ่งแวดล้อมโดยมีระบบทุนนิยมเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของการจัดการ และสร้างความชอบธรรมให้แก่การแย่งชิงและแสวงหาประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับที่พบว่า บรรษัทธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติข้ามพรมแดน และมีบทบาทสำคัญในการจัดระบบระเบียบของโลกในยุควาทกรรมการพัฒนา

ประเด็นที่น่าสนใจและจะอภิปรายต่อไปคือ การปรากฏและขยายตัวของโลกาภิวัตน์จากข้างบน และการปรากฏและต่อต้านของโลกาภิวัตน์อีกทางหนึ่ง โดยจะหยิบยกกรณีขบวนการสิ่งแวดล้อมในอินเดีย ซึ่งในบริบทของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์จากข้างบน ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาถูกจำแนกให้อยู่ในกลุ่มประเทศชายขอบ  (periphery) และขบวนการสิ่งแวดล้อมในไทย ซึ่งถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มประเทศกึ่งชายขอบ (semi-periphery)  ของประเทศโลกที่สามตามมุมมองของทฤษฎีระบบโลก

โลกาภิวัตน์จากข้างบนกับการต่อต้านโลกาภิวัตน์และ
ขบวนการสิ่งแวดล้อมในอินเดีย : กรณีขบวนการชิปโก้และขบวนการนรมทา บาจาโอ อานโทลัน?


ระบบการเมืองแบบรัฐชาติและระบบทุนนิยมโลก อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระบวนการทำให้เป็นตะวันตกหรือโลกาภิวัตน์จากข้างบน ได้ปรากฏในบริเวณอนุทวีปอินเดียโดยตรงในช่วงศตวรรษที่ 16 เมื่อชาวโปรตุเกสเป็นชาติแรกจากยุโรปที่เข้ามาค้าขายในอนุทวีป ตามด้วยชาวเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส โดยที่การเข้ามาค้าขายของชาวตะวันตกดำเนินไปในลักษณะของการแข่งขัน และทำสงครามระหว่างชาติตะวันตกด้วยกัน จนกระทั่งอังกฤษสามารถยึดครองแคว้นเบงกอลในปี ค.ศ.1753 และได้อินเดียเป็นอาณานิคมอย่างสมบูรณ์ตลอดช่วงศตวรรษที่ 18 จนถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20

อันนี้ได้ทำให้อินเดียเกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยมโดยเป็นแหล่งอุตสาหกรรม เพื่อผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมทอผ้า เพื่อผลิตสินค้าผ้าฝ้ายที่เพิ่มขึ้นมากในบริเวณชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย ตามด้วยอุตสาหกรรมทางการเกษตรอื่นๆ เช่น คราม ในบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือ, ปอในแคว้นเบงกอล ฯลฯ เป็นต้น

อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ทำให้วิถีชีวิตของชาวอินเดียเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกของตลาด เช่น การที่คนอินเดียส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการปั่นฝ้ายทอผ้าใช้เองด้วยมือตามวิถีที่มีมาแต่โบราณ เป็นการใช้เสื้อผ้าที่ทอด้วยเครื่องจักรและมีราคาถูก หรือกรณีแคว้นจำปารัน ในรัฐพิหาร ที่เดิมอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไร่มะม่วง กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมคราม และมีการตรากฎหมายที่กำหนดให้ชาวนาต้องปลูกต้นคราม 3 ส่วนในทุกๆ 20 ส่วนของที่นา

เมื่ออินเดียได้เป็นเอกราชในปี ค.ศ.1947 ในบริบทที่สังคมโลกโดยรวมกำลังอยู่ภายใต้วาทกรรมการพัฒนา ที่มีการจำแนกประเทศพัฒนาและประเทศโลกที่สาม (ด้อยพัฒนา) โดยประเทศพัฒนาให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่ประเทศด้อยพัฒนา เพื่อให้พัฒนาตัวเองภายใต้กรอบความคิดที่มีสาระเกี่ยวข้องกับทุนนิยม ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับระบบทุนนิยมได้ดำเนินไปในลักษณะดังกล่าว

ดังเห็นได้จากการที่อินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียวาหระลาล เนห์รู (ค.ศ.1947-1964) ได้ริเริ่มโครงการขนาดใหญ่คือโครงการเขื่อนภากระ ซึ่งเป็นบริบทที่กล่าวได้ว่าอยู่เบื้องหลังการสร้างเขื่อนในอินเดีย รวมทั้งประเทศโลกที่สามประเทศอื่นๆ มาจากเงินกู้ยืมจากบรรษัทกองทัพสหรัฐอเมริกา, รัฐบาลสหรัฐอเมริกา, ธนาคารโลก, ที่เปิดตลาดการสร้างเขื่อนขึ้นทั่วโลก โดยที่อาจกล่าวเสริมได้ว่า การพัฒนาประเทศอินเดียภายใต้วาทกรรมการพัฒนา-ทุนนิยม ได้สมาทานวิธีคิดที่มองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะทุนที่ต้องมีการควบคุม และแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ขณะที่รัฐบาลอินเดียดำเนินการจัดการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามแนวทางโลกาภิวัตน์จากข้างบน  (วาทกรรมการพัฒนา) ได้ปรากฏว่ามีการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่คัดค้านต่อต้านการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการจัดการป่าไม้และน้ำ โดยรัฐบาล

ขบวนการชิปโก้ การต้านโลกาภิวัตน์ว่าด้วยการจัดการป่าไม้ (ค.ศ. 1970-1985)
จากการศึกษาพัฒนาการนโยบายป่าไม้ของอินเดียพบว่า การรุกเข้ามาของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 ได้ทำให้มีการทำป่าไม้เชิงพาณิชย์ และการประกาศสงวนพื้นที่ป่าโดยห้ามประชาชนเข้าใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดสิทธิในการใช้ป่า โดยมุ่งไปทางอุตสาหกรรมป่าไม้ และรัฐบาลอินเดียภายหลังการประกาศเอกราช ก็ยังคงมีนโยบายในทิศทางที่เน้นอุตสาหกรรมป่าไม้

ขณะที่วันทนา ศิวะ นักคิดชั้นนำและนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมชาวอินเดียได้อธิบายว่า ขบวนการชิปโก้ เป็นปฏิบัติการเพื่อหยุดการทำลายแหล่งน้ำด้วยการตัดไม้ ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย และถูกคุกคามโดยการทำป่าไม้เชิงพาณิชย์ รวมทั้งประสบกับปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มบ่อยครั้ง

พัฒนาการนโยบายป่าไม้ของอินเดียและการอธิบายขบวนการชิปโก้ของวันทนา ศิวะ ทำให้เห็นได้ว่า การจัดการป่าไม้ของอินเดียเป็นไปตามกระบวนการโลกาภิวัตน์จากข้างบน โดยมีแง่มุมสำคัญที่ว่า ได้มีปฏิบัติการที่ต้านโลกาภิวัตน์ว่าด้วยการจัดการป่าไม้โดยรัฐบาลที่เรียกว่า "ขบวนการชิปโก้"  ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาวบ้านที่ร่วมกับกลุ่มสานุศิษย์ของมหาตมา คานธี ซึ่งทำกิจกรรมด้านรณรงค์รักษาป่า เพื่อประท้วงนโยบายการจัดการป่าไม้ที่ไม่เป็นธรรมให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชน กีดกันสิทธิการจัดการป่าของชาวบ้าน ตลอดจนให้บริษัทเอกชนยุติการทำลายป่า

กิจกรรมรวมหมู่ของกลุ่มชาวบ้านและกลุ่มสานุศิษย์ของคานธี เป็นกิจกรรมในมิติทางวัฒนธรรมเพื่อปลุกสำนึกให้ชาวบ้านตระหนักถึงการปกป้องป่า เช่น การเดินเท้า (บาทยาตรา) ไปตามหมู่บ้านต่างๆ และพูดคุยกับชาวบ้าน การทำจุลสารเล็กๆ ที่มีเพลงพื้นบ้านที่ทำให้ชาวบ้านตระหนักถึงปัญหาจากการตัดไม้ทำลายป่า การต่อสู้ด้วยสันติวิธีด้วยการอดอาหาร ฯลฯ โดยขบวนการชิปโก้ได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาร่วม 15 ปี (ค.ศ.1970-1985) และได้ขยายตัวโดยมีการประชุมพบปะกันของขบวนการซึ่งในปีหนึ่งๆ จะมีคนจากหลายอาชีพมาร่วมกิจกรรม อีกทั้งยังมีชาวต่างชาติจากสวีเดน เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์  และสวิสเซอร์แลนด์ มาเยี่ยมชมหมู่บ้านชิปโก้ (ข้อหลังนี้ทำให้กล่าวได้ว่า กิจกรรมของขบวนการชิปโก้ มีลักษณะข้ามพรมแดนของความเป็นชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการเป็นรัฐชาติที่ทำให้พลเมืองของรัฐหนึ่งๆ ขีดแบ่งให้คนต่างชาติต่างภาษาเป็น "คนอื่น" หรืออาจถึงขั้นเป็น "ศัตรู")

ขบวนการชิปโก้ประสบความสำเร็จในการกดดันให้ยุติการทำไม้ในเขตอุตตรประเทศ การโค่นล้มถางป่าในคาตตันตกและวินทัย รวมทั้งผลักดันให้นโยบายป่าไม้แห่งชาติตอบสนองต่อความจำเป็นทางนิเวศวิทยาของประเทศ

ขบวนการนรมทา บาจาโอ อานโทลัน การต้านโลกาภิวัตน์
ว่าด้วยการจัดการน้ำ (ค.ศ.1988-1995)

หน่วยงานสำรวจแห่งอินเดียได้จัดทำแผนที่ภูมิประเทศของแม่น้ำนรมทา แม่น้ำใหญ่อันดับ 5 ของอินเดียซึ่งไหลผ่านรัฐมัธยประเทศ รัฐมหาราษฏระ (มหาราษฎร์) และรัฐคุชราต ตามโครงการสร้างเขื่อนหลายเขื่อนในบริเวณหุบเขานรมทา ที่มีการวางโครงการภายหลังอินเดียได้เป็นเอกราชในปี ค.ศ.1947 โดยเริ่มจากการสร้างเขื่อนที่โคราในคุชราต ควบคู่ไปกับการเจรจาตกลงเกี่ยวกับสูตรการจัดการน้ำระหว่างทั้ง 3 รัฐ ที่ขัดแย้งกัน และการก่อสร้างได้เริ่มในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เมื่อนายกรัฐมนตรียวาหระลาล เนห์รู ได้วางศิลาฤกษ์ให้กับเขื่อนขนาดความสูง 49.8 เมตรในปี 1961

ในขณะที่อภิโครงการจัดการแม่น้ำนรมทาและลำน้ำสาขา 41 สายตามแผนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมทั้งหมด 3,200 แห่ง ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลกลางของอินเดียในเวลาเกือบ 20 ปีต่อมา หลังจากผ่านการพิจารณาข้อพิพาทระหว่าง 3 รัฐ ของศาลพิเศษ
ที่รัฐบาลกลางตั้งขึ้นเพื่อการนี้ และมีคำสั่งให้ดำเนินการได้

โครงการหุบเขานรมทามีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับโลกาภิวัตน์จากข้างบน ที่เน้น "การพัฒนา" โดยธนาคารโลกได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เขื่อนสรทาร์สโรวร ในรัฐคุชราต ซึ่งเป็น 1 ใน 2 เขื่อนขนาดใหญ่ที่เมื่อสร้างเสร็จ จะเก็บน้ำได้มากกว่าอ่างเก็บน้ำใดๆ ในชมพูทวีปและเป็นหัวใจของโครงการนรมทา

ทั้งอรุณธตี รอย นักเขียน นักเคลื่อนไหวทางสังคม และวันทนา ศิวะ นักคิดชั้นนำ นักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม ชาวอินเดีย (ทั้งคู่) ได้ชี้ตรงกันว่า การสนับสนุนทางการเงินของธนาคารโลกต่อโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในอินเดีย เป็นการลงทุนเงินกู้ที่ธนาคารโลก (องค์กรการเงินข้ามพรมแดน)  ได้รับเงินกลับคืนมากกว่าเงินต้น และเป็นการควบคุมน้ำอย่างรวมศูนย์อำนาจที่ทำให้ชุมชนเดือดร้อน รวมทั้งเป็นการถ่ายโอนอำนาจการควบคุมน้ำจากรัฐบาล(อินเดีย) ไปสู่อุตสาหกรรมสร้างเขื่อนระดับนานาชาติและธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้อง

การปรากฏของโครงการนรมทาได้นำไปสู่การคัดค้านจากกลุ่มชาวบ้าน และขยายไปสู่กลุ่มพ่อค้า องค์กรผู้ใช้แรงงาน นักเคลื่อนไหวทางสังคม ฯลฯ โดยก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการทางสังคมที่ใช้ชื่อว่า "นรมทา บาจาโอ อานโทลัน" (Narmada Bachao Andolan -NBA) หรือขบวนการรักษาแม่น้ำนรมทา ซึ่งต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนสรทาร์สโรวร และเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ยุติการดำเนินงานทุกอย่างของโครงการพัฒนาหุบเขานรมทา ตลอดระยะเวลา 7 ปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988-1995 โดยประชาชนประกาศไม่ยอมย้ายออกจากบ้านของพวกเขาและพร้อมที่จะจมน้ำตายถ้าจำเป็น

กิจกรรมของขบวนการนรมทา บาจาโอ อานโทลัน กล่าวได้ว่าเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรม ดังเห็นได้จากการต่อสู้ด้วยการเดินเท้า (บาทยาตรา) โดยในปี 1990 ชาวบ้านนับพันคนได้เดินฝ่าพื้นที่โครงการพัฒนาหุบเขานรมทา(มีชาวบ้านบางส่วนที่เดินทางด้วยเรือ) ซึ่งกลายเป็นพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอินเดียไปยังเมืองพัทวานี เมืองเล็กๆ ในรัฐมัธยประเทศเพื่อประกาศย้ำคำปฏิญาณของพวกเขาที่จะไม่ย้ายออกจากบ้านและพร้อมจมน้ำตาย หรือการเดินเท้าระยะทางกว่า 100กิโลเมตรของชาวบ้านหญิงชาย ประมาณ 6,000 คน ไปยังจุดก่อสร้างภายหลังการเดินเท้าไปยังเมืองพัทวานีผ่านไปเพียง 3 เดือน

รวมไปถึงการต่อสู้ด้วยการประกาศอดอาหารไม่มีกำหนด และปฏิบัติการอดอาหารของกองหน้าของขบวนการจำนวน 7 คน หลังประกาศเป็นเวลากว่า 20 วันในเดือนมกราคม 1991 (ระหว่างวันที่ 7-28 มกราคม ซึ่งยุติลงเนื่องจากชาวบ้านจำนวนหนึ่งอ้อนวอนให้ทั้ง 7 คนหยุดการอดอาหาร เพราะเป็นห่วงอาการของผู้อดอาหารที่ทรุดลง ประกอบกับธนาคารโลกได้ประกาศว่าจะให้มีการทบทวนโครงการเขื่อนสรทาร์สโรวร เนื่องจากแรงกดดันจากการนำเสนอข่าวการคัดค้านโดยสื่อมวลชน ทั้งของอินเดียและนานาชาติ) หรือการต่อสู้ของหมู่บ้านมณีเพลี ในรัฐมหาราษฏระ (มหาราษฎร์)  ที่ชาวบ้านหลายร้อยคนเกาะเสาไม้อยู่ในบ้านที่กำลังถูกน้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน โดยปฏิเสธที่จะขยับเขยื้อนจนถูกตำรวจลากตัวออกจากบ้าน

หรือที่ปรากฏว่าในปี ค.ศ.1994 ขบวนการนรมทา บาจาโอ อานโทลัน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดของอินเดีย ให้ระงับการก่อสร้างโครงการพัฒนาหุบเขานรมทา โดยมีการตั้งคำถามต่อตัวโครงการและการฟื้นฟูเยียวยาผู้ถูกอพยพ ซึ่งมีผลให้ในช่วงต้นปี 1995 ศาลสูงสุดมีคำสั่งให้หยุดพักงานก่อสร้างที่เขื่อนไว้ก่อน จนกว่าจะมีการตัดสินในใดๆ ต่อไป  (อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดแล้วในปี 2000 คณะผู้พิพากษาของศาลสูงสุด มีคำตัดสินให้การก่อสร้างเขื่อนสรทาร์สโรวรดำเนินต่อไป)  และจุดที่น่าสนใจคือ ขบวนการนรมทา บาจาโอ อานโทลัน มีลักษณะของกิจกรรมที่ไม่จำกัดพรมแดน โดยมีสัมพันธภาพกับองค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาต

 

ที่มา : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน