ปัญหาอยู่ที่ว่า บริษัททั่วไป พนักงานไม่มากนักที่จะรู้เพดานของตนเอง(ไม่เหมือนข้าราชการ ที่จะมีขั้นชัดเจนไว้ให้เห็นๆกันทั่วไป)

เพดานเงินเดือนหมายถึง ขั้นสูงสุดของเงินเดือนที่แต่ละตำแหน่งจะไปถึงได้ เงินเดือนของแต่ละคนจะเริ่มจากขั้นเริ่มต้น (Starting rate)  แล้วก็ขยับขึ้นไปเรื่อยๆทุกปีๆ มากบ้างน้อยบ้างตามผลงาน

เพดานเงินเดือน ก็คงเหมือนเพดานบ้าน ที่ยิ่งสูงเราก็จะรู้สึกว่ามันโล่งดีถ้ามันเตี้ยไปก็อึดอัด ขยับนิดขยับหน่อย ก็ชนเสียแล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่า บริษัททั่วไป พนักงานไม่มากนักที่จะรู้เพดานของตนเอง(ไม่เหมือนข้าราชการ ที่จะมีขั้นชัดเจนไว้ให้เห็นๆกันทั่วไป)

พนักงานเอกชน บางแห่ง บางคนยังไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่า มีเพดานเงินเดือนอยู่ คิดว่าเงินเดือนจะขึ้นไปเรื่อยๆ วันหนึ่งหัวหน้างานแจ้งให้ทราบว่า ปีนี้เงินเดือนไม่ขึ้นนะ เพราะติดเพดานแล้ว อ้าวๆๆ ร้อน อ้าวขึ้นมาทันทีทันใด ไฉน เพิ่งมาบอก แล้วที่วางแผนไว้ดิบดี ว่าอีกกี่ปี เงนเดือนตนเองจะไปถึงเท่าไหร่ จะนำไปแบ่งใช้เท่าไหร่ ตายละซีทีนี้

ถามว่ายอมรับได้ไหมว่า ต้องมีเพดาน ตอบว่ายอมรับได้กันอยู่นะ แต่แทบทุกคนเมื่อถึงตาตนเองชนเพดานเข้าจริงๆจะออกอาการอึ้งไปดื้อๆ มันเกิดขึ้นแล้ว ชีวิตเราติดเพดานเสียแล้ว เหมือนคิดว่าตนเองจะไม่แก่ แล้ววันนึงพบเวลา อายุเข้าหลักสี่ เกือบจะดอนเมืองเข้าไปแล้วนี่ซิ

แต่การชนเพดานแล้วใช่ว่าทุกที่จะเงินเดือนตันอยู่ตรงนั้นเลยนะ เพราะหลายๆที่ก็ไม่ได้ตันแบบตายตัวเลย อาจจะใช้ขึ้นบ้างตามอัตราเงินเฟ้อ หรือติดตันหลายๆปีเข้าก็ขยับให้ทีตามสภาพตลาดหรืออะไรก็แล้วแต่

เมื่อชนเพดาน มนุษย์เงินเดือนจำนวนหนึ่งจะหมดไฟในการทำงานขึ้นมาทันที ทำไปแบบวันๆ ก็ในเมื่อรู้แล้วนี่ว่า สิ้นปี ขยันยังไง ก็ไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นมา อันเรื่องนี้ก็ต้องเป็นภาระขององค์กรที่จะปล้ำปลุกให้ลุกขึ้นมาขยันขันแข็งเหมือนเช่นแต่ก่อนให้ได้ ซึ่งพูดกันตามตรงก็คือเป็นหน้าที่ของหน่วยงาน บริหารทรัพยากรบุคคล อันนี้แม่ไม้ของแต่ละที่ก็แตกต่างกันออกไป ไว้คุยกันทีหน้าแล้วกันเรื่องนี้