1 มิถุนายน ต้องกลับเข้าสำนักท่าพระจันทร์ คิดว่าจะปิดบล็อก econ4life ชั่วคราว เพราะสองเหตุผล ประการแรก อยากให้เวลากับ blog / road2se เกี่ยวกับเรื่อง การสร้างแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียงและเครือข่ายระหว่างประเทศ ประการที่สอง เมื่อไม่ค่อยได้ลงพื้นที่ งานเขียนใน econ4life ก็อาจจะเป็นวิชาการลอยๆ อย่างมากก็เป็นเกร็ดจากเวทีประชุม ไม่ค่อยสนุก
แต่ก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจ เพราะมีน้องชาวบล็อกคนหนึ่งเขียนอีเมล์มาถิงตั้งแต่เช้า บอกว่า
“อาจารย์ครับ ผมอาจจะไม่ได้เข้ามาอ่านงานในบล็อกประมาณ
๓-๔ วันนะครับ เพราะผมจะไปพานักศึกษาร่วมกิจกรรมโต้วาทีสิ่งแวดล้อม..... ครับ แล้วผมจะมาอ่านงานย้อนหลังนะครับ เขียนเยอะๆนะคร๊าบผม”
<p>อ่านแล้วก็เลยรู้สึกว่า จะ “ทรยศ” ต่อน้องไม่ได้ จึงต้องมานั่งคิดใหม่ แล้วก็ตั้งอกตั้งใจเขียนบล็อก econ4life ต่อไป (แอบดีใจที่มีคนคอยติดตามอ่าน... ขอบคุณน้องมาก)</p><p></p><p>ว่าแล้วก็เลยต้องเริ่มจากทบทวนเรื่องที่ตั้งใจจะ “แลกเปลี่ยน” กับอดีตวิศวกร ที่เขียนความเห็นเข้ามาในบล็อก เรื่อง การลดทอนตรรกะทางคณิตศาสตร์ </p><p></p><p>“การหาความจริงด้วยแคลคูลัสคือการลดทอนวัตถุศึกษาให้เป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆในรูปความสัมพันธ์(สมการ)ทางคณิตศาสตร์ เมื่อทราบความสัมพันธ์ของส่วนเสี้ยวเล็กๆทั้งหมดแล้วก็ผสานรวมกันเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุศึกษานั้น ซึ่งใช้ได้ผลดีมากในกรณีวัตถุสิ่งของที่เป็นสสารในระดับความเร็วต่ำ</p> <p>แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จะมีความเป็นอัตวิสัยมาก มีมูลเหตุจูงใจ จากความเชื่อ/วัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทมาก</p> <p>ในการวิเคราะห์เพื่อหาคำอธิบายผมไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้สามารถลดทอนด้วยคณิตศาสตร์ได้หรือไม่”</p> <p>แถมยังเปรียบเทียบไว้คมๆอีกว่า “เหมือนฉีกผีเสื้อให้เป็นชิ้นเล็กแล้วนำมาประกอบใหม่ จะกลับเป็นผีเสื้อดังเดิมได้อย่างไร”</p><p></p><p>ไม่มีข้อโต้แย้งสำหรับความเห็นและคำถามดีๆ นี้ค่ะ .... เศรษฐศาสตร์ใช้เครื่องมือทำนองนี้มาก (เช่นทฤษฎีอุปสงค์ที่ลดทอนมาจากพฤติกรรมผู้บริโภค แล้วเราก็รวมผลใต้เส้นอุปสงค์เพื่อตีความเป็นสวัสดิการผู้บริโภค) </p><p></p><p>แต่อยากเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า </p><p></p><p>มีตำราบางเล่มบอกว่า การสร้างทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ก็เหมือนการสร้างแผนที่เพื่ออธิบายความสัมพันธ์อะไรบางอย่าง ... ถ้าจะสร้างแผนที่เพื่อบอกความสัมพันธ์และเส้นเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ สิ่งที่ดีที่สุด คือ บอกเพียงจุดสังเกตสำคัญ หากเราใส่รายละเอียดทุกอย่างในแผนที่ อธิบายทุกความสัมพันธ์ตลอดเส้นทางนั้น ตึกทุกตึก ถนนทุกเส้น ถึงที่สุดก็จะสับสนและอาจคลำเส้นทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ไม่ได้ </p><p></p><p>ในทำนองเดียวกับข้อสมมติบนแผนที่ที่อาจไม่เป็นจริงว่า 1 ซม. = 1 กม. ข้อสมมติทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บางข้ออาจไม่เป็นจริง สมมติว่าปัจจัยบางตัวคงที่ หรือไม่มี แต่ตราบใดที่ทฤษฎีอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ใกล้เคียงข้อเท็จจริง ก็ถือว่า ทฤษฎีนั้นใช้ได้ เหมือนแผนที่ทำนำเราไปสู่เป้าหมายได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเขียนความจริงทุกอย่างลงในแผนที่ </p><p></p><p>แต่ความผิดพลาดที่รุนแรงอาจเกิดได้ หากเราลืมใส่ทางแยกสำคัญลงไปในแผนที่แล้วพาลทำให้หลงทาง ฉะนั้น.. การมองข้ามความสำคัญของปัจจัยบางตัวย่อมทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์ได้ ตรงนี้ ต้องอาศัยประสบการณ์และการรู้จักสังคมที่เป็นจริง</p><p></p><p>มีนักเรียนไทยไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ต่างประเทศ ทำงานวิจัยกับศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียง แต่นักเรียนท่านนี้ไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า ภาคกลางของไทยนั้นมีการใช้เครื่องจักรทางการเกษตรมาก การพยายามสร้างโมเดลอธิบายผลิตภาพ (productivity) ภาคเกษตรโดยละเลยตัวแปรเรื่องเครื่องจักร ทำให้วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้แรงงานของเกษตรกรผิดพลาดไปหมด</p><p></p><p>ตรงนี้ไม่ใช่ผิดที่การลดทอนตรรกะ แต่ผิดตั้งแต่การเริ่มต้นวางกรอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ก่อนลดทอนตรรกะด้วยซ้ำ</p><p></p><p></p><p></p><p></p>
มาลงชื่อครับ ว่าติดตามอ่านบล็อกนี้ของอาจารย์เช่นกันครับ
ที่จริงแล้วผมสนใจเศรษฐศาสตร์มากเลยครับ บอกใครต่อใครเสมอว่าถ้ากลับไปเรียนหนังสือได้อีกรอบจะเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ครับ
ที่อาจารย์สรุป ภาษวิจัย(เข้าใจว่า)เรียกว่าวิธีวิทยา
คือความเข้าใจเกี่ยวกับโลก(สสาร พลังงาน ชีวิต สังคม ธรรมชาติ)ว่าเป็นอย่างไร? ถ้าเข้าใจผิด ก็จะได้ทฤษฎีหรือคำอธิบาย(จากกระบวนการหาข้อมูลและการวิเคราะห์)ที่ไม่ครอบคลุม เช่นข้อเท็จจริงเรื่องผลผลิตต่อไร่ที่ไม่คำนึงถึงต้นทุนการผลิตทั้งที่หาค่าได้และที่หาค่าไม่ได้ วงวิชาการ/ส่งเสริมการเกษตรก็เอาตัวเลขนี้ไปเปรียบเทียบให้คุณค่าอย่างงมงาย เป็นวาทกรรมที่ครอบงำสังคมเกษตรกรรมซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงอย่างประเมินค่ามิได้
ตรรกะลดทอนอาจใช้ได้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ สิ่งของที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่ซับซ้อน ภาษาทางการคือตัวที่ไม่มีนัยะสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาของยุคอุตสาหกรรมหนักและองค์กรที่เป็นทางการ แต่ธรรมชาติของวัตถุสิ่งของในทางควอนตัมเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับจิตด้วย(นี่ก็เป็นความเชื่อหนึ่ง)การลดทอนตัวที่คิดว่าไม่มีนัยะสำคัญจึงอาจมีผลต่อผลรวมทั้งหมด เช่นทฤษฎีchaos เรื่องผีเสื้อกระพือปีก
ทางพุทธเชื่อว่าเพราะสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆจึงเกิดขึ้น ธรรมชาติของสรรพสิ่งไม่เที่ยง(อนิจจัง) ไม่ทนอยู่ได้(ทุกขัง)และไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา) อาจเรียกว่าเป็นวิธีวิทยาแบบพุทธ ผมไม่แน่ใจว่าไฮเซนเบอร์กกับ นีลบอร์ใช้วิธีวิทยาแบบพุทธไปอธิบายธรรมชาติทางควอนตัมหรือเปล่า? ไอสไตน์มีวิธีวิทยาแบบคริสต์คือเชื่อว่ามีกฏเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวในรูปความสัมพันธ์ที่บรรณสานสอดคล้องเรียบง่ายของธรรมชาติที่เรียกว่าพระเจ้าหรือกฏธรรมชาติ จึงพยายามหากฏเกณฑ์ดังกล่าวโดยรวมสนามหรือแรงพื้นฐานทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นทฤษฎีสนามรวม แต่ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามไอสไตน์เห็นว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอดคล้องกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากที่สุด
กรอบในการมองโลกและชีวิตคือวิธีวิทยาของแต่ละคน ข้อมูลข่าวสารที่เข้ามาจะแปรความ/วิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดนี้ แล้วสะท้อนเป็นการกระทำกลับออกไป ความสุขความทุกข์สำคัญก็ตั้งต้นจากกรอบแนวคิดของคนเรานี้เอง
ขอบคุณมากครับ
ขอแจมด้วยคนครับ…เรื่องบ้า ๆ บอ ที่ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่องเนี่ย…เป็นสารเสพติดชั้นดีของผมเลยทีเดียว…
เศรษฐศาสตร์โบราณ (ไม่อยากเรียกว่าคลากสิก) มีพื้นฐานจาก social physics ที่ใช้ของแข็งเป็น metaphor ของสังคมมนุษย์ เพราะง่ายต่อการทำความเข้าใจดี…ผมไม่แน่ใจว่า…อิทธิพลนี้จะส่งไปถึงยี่ปุ่นหรือเปล่า…ข้อสันนิษฐานของผมคือ…น่าจะส่งไปถึง…เพราะตามการวิเคราะห์ของศิษย์สำนักอาทิตย์อุทัยรุ่นก่อนที่ตั้งสำนักอยู่แถวซีคอน…ก็ใช้การวิเคราะห์แบบสมการเชิงเส้นอยู่…ตามวิถีแบบ econometric model ที่นิยมกันมาตั้งกะโบราณ…
…ที่ว่าโบราณนั่นเพราะเขาสมมติให้ปฏิกิริยาที่มีระหว่างกันของมนุษย์นั้นเป็นแบบโรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อกันระหว่างวัตถุ…โดยให้ข้อสมมติอีกชุดหนึ่งของอุดมการณ์แบบ mercantilism เป็นแรงที่อยู่ในตัวมนุษย์ แรงที่ว่านี้คือ…“เห็นแก่ตัว”…ใน ฟังชั่นของ econometric model ก็ยังสมมติให้สองฝั่งของสมการเท่ากันเลย…ซึ่งเป็นข้อสมมติที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงของธรรมชาติอย่างสมบูรณ์…เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่า…ถ้ามันสมดุลขนาดนั้น…จักรวาลสลายไปแล้ว…เพราะมันไม่สมดุล…มันจึงเกาะเกี่ยวเป็นโลก…เป็นตัวคน…ที่มีความคิด…
…การใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงแบบแคลคูลัส…ก็ยังไม่พ้นวังวนของสมการเส้นตรง…อย่างไรก็ตามการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ภายใต้กระบวนทัศน์แบบควอนตัม…ก็เริ่มนำมาใช้บ้างแล้วที่ standford โดยศาสตราจารย์ Arthur ซึ่งทำใหการพยากรณ์เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น…
โม้มาเสียยาว…ใครเชื่อก็บ้าแล้ว…เด็ก ๆ ที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ทั้งหลาย…อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ เป็นอันขาดจนกว่าจะได้ไปตรวจสอบให้ดีเสียก่อน…ทีนี้จะเข้าประเด็นที่ผมจะเสนอในการอธิบายทางสังคม…ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์หรือการเมือง…ผมตั้งชื่อว่า The Unifided Theory on Political Science ภาษาไทยคือ ทฤษฎีบ้า ๆ บอ ๆ ทางรัฐศาสตร์
ทฤษฎีนี้บอกว่า…พลังขับเคลื่อนในทางสังคมนั้นหนะ…จะเรียกว่าเป็นสสารก็ได้…แต่เป็นสสารที่ไม่มีตัวตน…มันคืออะไร…คือข้อมูลข่าวสาร…ที่ส่งพลังของมันออกมาในรูปของ “ความหมาย” ตัวความหมายจะเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจเพื่อการลงมือทำ…ในขณะที่มีการลงมือทำ…ก็เป็นการผลิตซ้ำความหมายให้ทวีพลังการหมุนวนขึ้นไปอีก…ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ…กรณีโรตีบอย…ไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากลิ้งที่ผมได้คุยกับคุณสามชายไว้ได้ครับ…
…อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนา…ข้อเสนอเบื้องต้นคงจะได้รับการพิสูจน์ในทางคณิตศาสตร์ต่อไปโดยนักคณิตศาสตร์ที่สนใจงานของ Henri Poincare’ ส่วนตัวผม…แค่อ่านยังอ่านไม่ออกเลยครับ…
เห็นไหมหละครับ ดร.ธวัชชัย…เศรษฐศาสตร์ถ้ารักจะเรียน…ไม่ต้องกลับไปเข้ามหาวิทยาลัยครับ…แค่ไม่กลัวโดนโห่…ก็คิดออกมาดัง ๆ ได้เลย…จะได้ช่วยกระตุ้นจินตนาการของนักเศรษฐศาสตร์ตัวจริง…ให้ท่านเห็นความเรียบง่ายในความซับซ้อนของเศรษฐศาสตร์ครับ…สวัสดี…ยาวไปนิสส์…คงไม่ว่านะครับ