ขอแจมด้วยคนครับ…เรื่องบ้า ๆ บอ ที่ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่องเนี่ย…เป็นสารเสพติดชั้นดีของผมเลยทีเดียว…
เศรษฐศาสตร์โบราณ (ไม่อยากเรียกว่าคลากสิก) มีพื้นฐานจาก social physics ที่ใช้ของแข็งเป็น metaphor ของสังคมมนุษย์ เพราะง่ายต่อการทำความเข้าใจดี…ผมไม่แน่ใจว่า…อิทธิพลนี้จะส่งไปถึงยี่ปุ่นหรือเปล่า…ข้อสันนิษฐานของผมคือ…น่าจะส่งไปถึง…เพราะตามการวิเคราะห์ของศิษย์สำนักอาทิตย์อุทัยรุ่นก่อนที่ตั้งสำนักอยู่แถวซีคอน…ก็ใช้การวิเคราะห์แบบสมการเชิงเส้นอยู่…ตามวิถีแบบ econometric model ที่นิยมกันมาตั้งกะโบราณ…
…ที่ว่าโบราณนั่นเพราะเขาสมมติให้ปฏิกิริยาที่มีระหว่างกันของมนุษย์นั้นเป็นแบบโรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อกันระหว่างวัตถุ…โดยให้ข้อสมมติอีกชุดหนึ่งของอุดมการณ์แบบ mercantilism เป็นแรงที่อยู่ในตัวมนุษย์ แรงที่ว่านี้คือ…“เห็นแก่ตัว”…ใน ฟังชั่นของ econometric model ก็ยังสมมติให้สองฝั่งของสมการเท่ากันเลย…ซึ่งเป็นข้อสมมติที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงของธรรมชาติอย่างสมบูรณ์…เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่า…ถ้ามันสมดุลขนาดนั้น…จักรวาลสลายไปแล้ว…เพราะมันไม่สมดุล…มันจึงเกาะเกี่ยวเป็นโลก…เป็นตัวคน…ที่มีความคิด…
…การใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงแบบแคลคูลัส…ก็ยังไม่พ้นวังวนของสมการเส้นตรง…อย่างไรก็ตามการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ภายใต้กระบวนทัศน์แบบควอนตัม…ก็เริ่มนำมาใช้บ้างแล้วที่ standford โดยศาสตราจารย์ Arthur ซึ่งทำใหการพยากรณ์เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น…
โม้มาเสียยาว…ใครเชื่อก็บ้าแล้ว…เด็ก ๆ ที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ทั้งหลาย…อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ เป็นอันขาดจนกว่าจะได้ไปตรวจสอบให้ดีเสียก่อน…ทีนี้จะเข้าประเด็นที่ผมจะเสนอในการอธิบายทางสังคม…ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์หรือการเมือง…ผมตั้งชื่อว่า The Unifided Theory on Political Science ภาษาไทยคือ ทฤษฎีบ้า ๆ บอ ๆ ทางรัฐศาสตร์
ทฤษฎีนี้บอกว่า…พลังขับเคลื่อนในทางสังคมนั้นหนะ…จะเรียกว่าเป็นสสารก็ได้…แต่เป็นสสารที่ไม่มีตัวตน…มันคืออะไร…คือข้อมูลข่าวสาร…ที่ส่งพลังของมันออกมาในรูปของ “ความหมาย” ตัวความหมายจะเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจเพื่อการลงมือทำ…ในขณะที่มีการลงมือทำ…ก็เป็นการผลิตซ้ำความหมายให้ทวีพลังการหมุนวนขึ้นไปอีก…ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ…กรณีโรตีบอย…ไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากลิ้งที่ผมได้คุยกับคุณสามชายไว้ได้ครับ…
…อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนา…ข้อเสนอเบื้องต้นคงจะได้รับการพิสูจน์ในทางคณิตศาสตร์ต่อไปโดยนักคณิตศาสตร์ที่สนใจงานของ Henri Poincare’ ส่วนตัวผม…แค่อ่านยังอ่านไม่ออกเลยครับ…
เห็นไหมหละครับ ดร.ธวัชชัย…เศรษฐศาสตร์ถ้ารักจะเรียน…ไม่ต้องกลับไปเข้ามหาวิทยาลัยครับ…แค่ไม่กลัวโดนโห่…ก็คิดออกมาดัง ๆ ได้เลย…จะได้ช่วยกระตุ้นจินตนาการของนักเศรษฐศาสตร์ตัวจริง…ให้ท่านเห็นความเรียบง่ายในความซับซ้อนของเศรษฐศาสตร์ครับ…สวัสดี…ยาวไปนิสส์…คงไม่ว่านะครับ