วันที่ 29 พ.ค.50 ผมเข้าประชุม อกพร. ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (ชื่อเต็มคือ คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ เกี่ยวกับการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยมของระบบราชการ) มีการนำเรื่อง "แนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (ก.ธ.จ.) เข้าหารือ
เพื่อศึกษาแนวทางดำเนินการ ก.ธ.จ. นี้ กพร. ได้ว่าจ้างสถาบันยุทธศาสตร์ มข. ดำเนินการวิจัย โดยในวันนี้ ดร. ปราโมทย์ได้มาร่วมฟังการประชุมสำหรับนำไปเป็นแนวทางประกอบการยกร่างแนวทางการจัดตั้ง ก.ธ.จ.
จากการอภิปรายในที่ประชุมทำให้ผมตาสว่าง ว่ากลไกควบคุมกำกับธรรมาภิบาลในภาคราชการมีอยู่แล้วมากมายในหลากหลายระดับ ล้วนแล้วแต่เป็นกลไกที่ใช้ไม่ได้ผลทั้งสิ้น จึงเสี่ยงมากที่กลไก ก.ธ.จ. จะเป็นต้นไม้อีกต้นหนึ่งใน "ป่าแห่งความล้มเหลว"
ผมตาสว่างเป็นยกที่ 2 ว่า "ธรรมภิบาล" ในภาคราชการนั้น แตกต่างจากในภาคธุรกิจเอกชนโดยสิ้นเชิง เพราะในภาคธุรกิจเอกชนนั้นตัวหลักของธรรมภิบาล (Good Governance) มีกลไกเชิงระบบหรือเชิงองค์กรชัดเจนคือ บอร์ด (Board of Directors, Board of Trustees) หรือคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งเป็นคนอีกชุดหนึ่งที่เป็นคนน่าเชื่อถือ และไม่ได้ปฏิบัติงานในฝ่ายจัดการหรือฝ่ายปฏิบัติการขององค์กร คือไม่มีหน้าที่ตัดสินใจในงานประจำ
แต่ธรรมาภิบาลในภาคราชการนั้น เป็นคนละแบบ เป็นธรรมาภิบาลแบบดำเนินการกันเองในกลุ่มผู้ปฏิบัติ และควบคุมดูแลโดยผู้บริหารระดับสูง ซึ่งสูงที่สุดคือนักการเมือง ยกอำนาจควบคุมกำกับไปไว้กับผู้ทีประชาชนเลือกเข้ามาบริหารบ้านเมืองและออกกฏหมาย แต่เราพบว่าไม่เป็นการกำกับดูแลที่ดี (Good Governance) อย่างแท้จริง เพราะ "ป่าแห่งกลไกการกำกับดูแลที่ดี" ในระดับประเทศโดนบ่อนทำลายจนโกร๋นหรือไม่มีพลัง เพื่อให้ผู้บริหารประเทศระดับสูงสุดมีอำนาจเด็ดขาด เข้าระดับเผด็จการโดยที่คนทั่วไปไม่รู้ตัว
ธรรมาภิบาลภาคราชการจึงผูกพันอยู่กับธรรมาภิบาลภาคการเมืองอย่างแยกกันไม่ออก และธรรมาภิบาลภาคการเมืองที่มีการออกแบบระบบไว้อย่างดีในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็โดนคุณทักษิณบอนไซไปเรียบร้อย
ผมจึงสรุปกับตัวเองว่า ระบบธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจมีโครงสร้างและรูปแบบชัดเจน ในภาคราชการและการเมืองมีการออกแบบระบบธรรมาภิบาลจนมี "ป่าแห่งระบบ" ที่ซับซ้อนมาก แต่ยังไม่ได้ผล
มีคนบอกผมว่า ชาวบ้านเขาไม่ถือที่รัฐบาลโกง "เพราะรัฐบาลไหน ๆ ก็โกงทั้งนั้น" "ดังนั้นเมื่อรัฐบาลโกงแล้วเอามาแบ่งให้เรา เราก็พอใจ"
ในสภาพของสังคมที่ผู้คนมีความเชื่อแบบนี้ ระบบธรรมาภิบาลทางการเมืองจะอาศัยกลไกอะไรเป็นหลักยึด?
วิจารณ์ พานิช
30 พ.ค.50
สวัสดีครับ
ธรรมาภิบาล ในภาคราชการก็คงเป็นเพียงคำพูดสวย ๆ ที่เราเพียงแต่นิยมที่จะพูดถึงกันเท่านั้น แต่ไม่นิยมที่จะทำให้มันเป็นเรื่องจริง เพราะปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจารย์ได้พูดถึงไปแล้วนั้นส่วนหนึ่ง และ อื่น ๆอีกมากมาย ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างก็รู้สึกมึนงงไปตาม ๆกัน
ข้าราชการไทยเดี๋ยวนี้มันก็กินกันหมด ไม่เว้นแม้แต่องค์กรอิสระทั้งหลายหลากปัจจุบันนี้ผุดกันเป็นแบบดอกเห็ด ด้วยหน่วยงานต่างนี้ที่มีความคล่องตัวและไม่คล่องตัวสูงก็ตามที ดูลึก ๆ มองกันให้ชัด ๆ ถึงระดับ implement คนในเองจะย่อมรู้ดีและรู้อยู่แก่ใจว่าการกระทำของคนในองค์กรที่คอยจะปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อทำงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรในกอไผ่เลยทั้งสิ้น สิ่งที่เป็นผลงานไม่สามารถจับต้องได้ ก็ยังจะยันจะพยายามสอดแทรก และสอดไส้สิ่งต่าง ๆ มากมายจะขาดจิตสำนึกว่า เงินที่ที่นำไปผลาญนั้นมันภาษีประชาชนทั้งสิ้น เชื่อว่าในเร็ววัน เร็วคืน ตอก็มันซ่อนอยู่จะโผล่ขึ้นสักวัน
เห็นว่าเกี่ยวข้องกัน ขออนุญาตสำเนามารวมรวมไว้จากที่ท่านอาจารย์บันทึกไว้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 ครับ
เมื่อเอ่ยถึงที่มาของ คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว
ก็ต้องว่ากันให้ครบถ้วนเรื่องอำนาจหน้าที่ของ ก.ธ.จ. ซึ่งมีดังต่อไปนี้
1. สอดส่องการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
2. แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในกรณีที่พบว่ามีการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ หรือมีกรณีทุจริต
3. เสนอแนะแนวทางการปฏิบัติและการส่งเสริมตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานของรัฐในจังหวัด
4. ติดตามการปฏิบัติตามมติ ก.ธ.จ.
5. แต่งตั้งที่ปรึกษาด้านวิชาการ การประชาสัมพันธ์ หรือด้านอื่น จำนวนไม่เกินสามคน
6. เผยแพร่ผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อสาธารณะตามที่เห็นสมควร
นอกจากนั้น ยังมีข้อกำหนดให้ ก.ธ.จ.สอดส่องหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยอย่างน้อยต้องทำดังต่อไปนี้
1. ปฏิบัติภารกิจให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ ส่วนรวม ตลอดจนไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
2. ปฏิบัติภารกิจเพื่ออำนวยความสะดวก ให้บริการ และสนองความต้องการของประชาชน
3. ปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
4. ปฏิบัติภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ และมีความคุ้มค่า
5. ปฏิบัติภารกิจโดยไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นความเดือดร้อน และทุกข์ยากของประชาชน
6. ปฏิบัติภารกิจโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
7. ปฏิบัติภารกิจโดยมีการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานสม่ำเสมอ และเผยแพร่ต่อสาธารณะ
ถึงแม้ว่าจะเป็นอีกองค์กรที่เป็นของใหม่ในจังหวัด แต่ก็น่าสนใจในแง่การรักษาประโยชน์ให้ประชาชนอีกทางหนึ่ง.
"ซี.12"
สำเนาข้อมูลจาก นสพ.ไทยรัฐ