สวัสดีครับคุณ Sasinanda

เรื่อง Child-centered ที่ผมอ้างถึง ผมแค่รู้สึกน้อยใจกับแนวทางการพัฒนาของบ้านเราครับ ผมเบื่อการรณรงค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อบต. กระจายอำนาจ เรื่อง Child-centered นี่ ก็อีก เป็นเพราะบ้านเราชอบเหมารวมครับ พอมีแนวคิดอะไรก็โยนโครมลงไป บังคับใช้กันทั้งประเทศ ไม่มองความหลากหลายของชุมชน บางที่อาจจะขัดกับวัฒนธรรมความเชื่อ บางที่ไม่ขัด แต่ยังไม่พร้อมด้วยปัจจัยหลายอย่าง

ผมเชื่อว่า Child-centered นั้น ผู้สอนสำคัญมากครับ เพราะผู้สอนไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดข้อมูล แต่เป็นผู้แนะนำ ต้องมีความรู้จิตวิทยา ทักษะการสื่อสาร ต้องรู้รอบ ทั้งด้านเทคโนโลยี (เพราะข้อมูลมันอยู่ในอินเตอร์เนต) และรู้ลึกในบางเรื่อง เช่นทฤษฏีการสอนต่างๆ ในความรู้สึกของผมนั้น คิดว่า Child-centered คล้ายกับ adult learning มากครับ คือเชื่อว่าเรียนตามความสนใจ แต่ผมไม่เชื่อว่าทฤษฏีไหนจะแก้ได้ทุกปัญหาหรอกครับ ต่างที่ก็ต่างวัฒนธรรม ต่างความเชื่อ ค่านิยม Child-centered อาจจะเหมาะกับครอบครัวที่พร้อม โรงเรียนที่พร้อม แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน

ความถนัดและสไตล์การเรียนก็เป็นเรื่องที่สำคัญควบคู่กับการเลือกวิีธีการสอนนะครับ เด็กบางคนชอบอ่าน บางคนชอบเขียน บางคนเรียนเองได้ บางคนต้องให้บังคับ ผมว่าผู้ปกครองเป็นครูที่ดีกว่าครูในโรงเรียนเสียอีก เพราะอยู่กับเด็กตลอด ย่อมรู้ว่าชอบสไตล์ไหน

ผมประทับใจมากเลยครับที่คุณพี่ Sasinandaให้ลูกเข้าวัดแต่เด็ก เพราะนั้นเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในสังคมไทย

เรื่องโรงเรียนนั้น ส่วนตัวผมไม่ชอบโรงเรียนนานาชาติ ด้วยเหตุผลว่าเด็กจะเข้าไปอยู่ในสังคมที่ต่างจากสังคมข้างนอกมากเกินไป  คืออาจจะติดความคิดด้านวัตถุนิยม ใช้ของฟุ่มเฟือย ประเด็นนี้ผมคุยกับเพื่อนหลายคน มีความเห็นแตกต่างกันครับ บางคนบอกว่าถึงแม้เราจะส่งลูกไปอยู่ในสังคมแบบนั้น แต่ตัวตนของเด็กโดยรวมแล้ว หล่อหลอมจากที่บ้าน ซึ่งข้อนี้ผมเห็นด้วยนะครับ แม้จะมีเพื่อนใช้ของฟุ่มเฟือย แต่ถ้าเราสอน เราปฏิบัติไม่ฟุ่มเฟือย ก็เป็นตัวอย่างให้เขาได้ 

มีโรงเรียนอีกประเภทที่ผมให้ความสนใจมาก คือโรงเรียนทางเลือก โรงเรียนแนวพุทธ ซึ่งมีหลายแห่งเปิดทำการ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด หลักการแต่ละแห่งต่างกันไปครับ เท่าที่ผมพอทราบมีดังนี้นะครับ

โรงเรียนสัตยาไส (อันนี้เป็นลิงค์ของผู้เคยไปเชี่ยมชมนะครับ), โรงเรียนรุ่นอรุณ ,โรงเรียนปัญโญทัย Waldorf
 และ โรงเรียนเพลินพัฒนา