จากบทความของท่านครูบาสุทธินันท์ เรื่อง “ยากที่จะหากำไรจากปัญญา” ที่สะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทย ที่ครูบาได้สรุปประเด็นปัญหาที่ยังมิได้อธิบายถึงสาเหตุ ว่าทำไม

  หัวข้อนี้ผมได้แรงบันดาลใจจากบทความของท่านครูบาสุทธินันท์ เรื่อง ยากที่จะหากำไรจากปัญญา ที่สะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทย ที่ครูบาได้สรุปประเด็นปัญหาที่ยังมิได้อธิบายถึงสาเหตุ ว่าทำไม  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: red; tab-stops: list 36.0pt">การสอนจึงเน้นหนักไปทางภาคทฤษฎี ทั้งที่การจะเป็นมืออาชีพได้นั้นต้องเรียนเพื่อให้ทำเป็น</li></ul> ผมขอเพิ่มเติมว่า เพราะ อาจารย์ที่สอนก็มีความรู้อยู่แค่นั้น และอาจารย์ส่วนใหญ่ในสายวิชาการก็เรียนมาแต่ทฤษฎีไม่เคยปฏิบัติ แล้วจะสอนทักษะได้อย่างไร  เท่าที่ผมเคยเห็น ยังมีอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน ยังบอกจดเหมือนเด็กประถม และนักศึกษาก็ชอบ เพราะไม่ต้องคิดมาก จดตามคำบอกไปเรื่อยๆ ได้เนื้อหาครบถ้วนดี เวลาสอบ ก็มีกาถูกผิด เลือก ก ข ค ง (อ้างว่าตรวจง่าย) วัดว่าใครเลือกได้ตรงกับที่อาจารย์บอกจด หรือบรรยายไว้ หรือตรงกับเอกสาร ก็ถือว่าสอบผ่าน  แล้วจะเอาทักษะมาจากไหนครับ นอกจากทักษะการจด การท่องจำ และการตอบข้อสอบ ใครทำได้ดีก็ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ไม่ดีก็รองๆลงมา   <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: red; tab-stops: list 36.0pt"> เมื่อจบไปแล้วจะต้องอาศัยทักษะชีวิตอย่างมาก แต่ด้านนี้เด็กๆได้เรียนกันน้อยมาก มีการสอนนิดหน่อยพอเป็นกระสายยา จบออกมาหางานยาก เพราะไม่รู้จริงสักอย่าง หน่วยงานต่างๆต้องเสียเวลาไปอบรมอีกหลายครั้ง  </li></ul> ผมขอเพิ่มเติมว่า ข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับกันโดยปริยายในสังคมไทย เพราะมีให้เลือกอยู่แค่นั้น มีแค่จะรับหรือไม่รับ ดังนั้นส่วนใหญ่จะไม่สนใจความรู้ที่เรียนมา เพราะต่างคนก็ต่างไม่มี ไม่แตกต่างกัน การพิจารณาเลือกจึงเน้น แวว ส่วนตัวที่จะนำมาพัฒนาต่อในเนื้องานที่รับผิดชอบ  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: red; tab-stops: list 36.0pt">ทั้งๆที่หลักสูตรที่ละภาควิชาเปิดสอนนั้นผ่านการกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี ถึงได้รับการอนุมัติมาบรรจุในภาควิชาต่างๆ </li></ul> ผมขอเพิ่มเติมว่าหลักสูตรก็เป็นเรื่องหนึ่ง การสอนของอาจารย์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรียกว่า คิดใหม่ ทำเหมือนเดิม นี่เป็นภาวะปกติของการ พัฒนา หลักสูตร (เอกสาร) แต่ไม่จำเป็นต้อง พัฒนา เนื้อหา และ วิธีการ สอน (ความรู้ และทักษะ) เพราะเขาอ้าง เสรีภาพของระบบการสอน (Academic freedom) คนอื่นไม่เกี่ยว และในทางปฏิบัติเราก็ไม่ประเมินประเด็นนี้กัน เพราะถือว่า ยาก”“ใช้เวลา และ กระทบกระทั่งกันได้ง่าย  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: red; tab-stops: list 36.0pt">แต่ในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์มันเปลี่ยนไป ถ้าภาควิชาไม่ยกเครื่องอยู่เรื่อยๆ วิชาความรู้ก็จะตกรุ่นได้ เกิดวิกฤติศรัทธานักศึกษาไม่สนใจเรียน จำนวนลดลงๆไปทุกปี</li></ul><p> ผมขอเพิ่มเติมว่า นี่คือสาเหตุที่มาของการพัฒนาหลักสูตร สร้างภาพกันไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คนสอนยังเป็น เดิมๆ ก็มักจะไม่มีอะไรเปลี่ยน  ที่เปลี่ยนก็อาจเป็น ชื่อวิชา และ ชื่อหลักสูตร แต่เนื้อใน ส่วนใหญ่จะคงเดิม แบบ เหล้าเก่า ในขวดเก่า แต่ สลากใหม่ ราคาใหม่ ครับ </p><p>·        ต่อไปภาควิชาไหนนักศึกษาเอาไปทำมาหากินไม่ได้โดยตรงจะอยู่ยาก ถ้าผู้เรียนหารายได้หรือหากำไรจากวิชาความรู้ของตนเองไม่ได้ มีหวังหายหน้ากันไปทีละรายสองราย   </p><p>ผมขอเพิ่มเติมว่าข้อนี้ตรงความจริงเกือบทั้งหมด ที่ชื่อสาขาที่เรียนจะทำให้หางานยากง่าย กว่ากัน แต่ในประเด็นวิชาความรู้ นั้น ไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ เพราะ เขาวัดกันที่ สอบผ่าน ไม่ได้วัดกันที่ความรู้  </p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: red; tab-stops: list 36.0pt">เด็กเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อยากเรียนสบายๆไม่ต้องฝึกงาน ขอให้แต่สอบผ่านได้กระดาษจบไปถึงไร้ฝีมือก็ไม่เป็นไร</li></ul><p> ผมขอเพิ่มเติมว่าข้อนี้ตรงกับความจริง เกือบ ๑๐๐% ผมแทบจะไม่เคยเห็นนักศึกษาที่สนใจความรู้ นอกจากวิชาบังคับแล้ว ส่วนใหญ่จะลงเรียนวิชาอะไรก็ได้ที่ได้คะแนนง่ายๆ เกรด A B เป็นหลัก บางวิชาที่เป็นวิชา แจกเกรดจะมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนเป็น ๑๐๐๐ คน จากทุกคณะ แม้เปิดภาคฤดูร้อน ก็ยังลงเต็มห้องทุกภาคการศึกษา จะเรียนหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่จะได้ A หรือ B กันเป็นส่วนใหญ่  ผมเคยถามเหตุผลอาจารย์ที่สอนและให้คะแนนแบบนี้ เขาบอกว่าเป็นการช่วยให้นักศึกษาจบ เป็นการให้โอกาสคนไปพัฒนาตัวเองในภายหลัง  </p><p> </p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: red; tab-stops: list 36.0pt">ถ้าประเมินได้ความจริง โอกาสที่โรงเรียนจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นย่อมมีโอกาสสูงมาก เพราะทุกคนรับรู้ร่วมกัน จะช่วยเหลือร่วมมือกันแก้ไข ควรตรวจจุดสำคัญที่สุดคือตัวเด็ก ว่าเรียนอย่างไร อยู่ในสภาพใด ได้รับบริการอย่างไร จัดการเต็มที่แล้วหรือยัง </li></ul><p> ผมขอเพิ่มเติมว่าเรื่องนี้ยังต้องฝันอีกนานเพราะ ส่วนใหญ่จะเน้นประเมินเอกสาร แม้จะฟังจากผู้เรียน ก็จะมีตัวจริงที่รู้ว่าควรจะเป็นอย่างไร ไม่กี่คน เขาจะกล้าพูดไหม  และถ้าเป็นต่างฝ่ายต่างรับประโยชน์นั้น จะไม่มีใครปริปากแน่นอน  </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นี่คือ ปัญหาที่ผมพบอยู่ในระบบการเรียนการสอน (ไม่ใช่การ ศึกษา) ระดับสถาบันอุดมศึกษา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แล้วเราจะเอาอะไร ไปแข่งกับคนอื่น ที่เขากำลังพัฒนาอย่างจริงจัง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดีนะ ที่เรายังมีการศึกษานอกระบบที่สามารถพยุงระบบ “การศึกษา”ที่อ่อนแอนี้ไว้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน ในเชิงการเกษตร (ที่กำลังล้มลุกคลุกคลาน) และภาคธุรกิจที่เขาจะทำเล่นๆ ไม่ได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>นอกนั้น ที่ยังทำเล่นๆ อยู่อย่างนี้ ก็ยากจนกันต่อไปก็แล้วกันนะครับ