<h4 align="justify"></h4> <h5 style="margin: 0cm 0cm 0pt" align="justify"> ตอนที่ ๑ จุดเริ่มการเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ไทย : นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จฯ พระบรมราชชนก นับตั้งแต่ทรงพระราชสมภพ จนกระทั่งตัดสินพระทัยที่จะศึกษาวิชาการแพทย์ อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงของวงการแพทย์ไทย </h5>
ตอนที่ ๒ พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย : นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จฯ พระบรมราชชนก ที่มีต่อวงการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ในฐานะที่ทรงทุ่มเทพระองค์อย่างเต็มที่ในการใช้พระสติปัญญา พระวรกาย พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อทรงพัฒนากิจการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย
<h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left" class="MsoTitle" align="left">สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก*</h1>
ตอนที่ ๑ จุดเริ่มการเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ไทย (๑.๑)
</span></span></span></span></span><table border="2" style="border-width: 2px; border-color: #cc0000"><tbody><tr><td>
อ่าน [ประสูติกาลเฉลิมพระนาม และพระชนม์ชีพในปฐมวัย]
ทรงเป็นนักเรียนนายร้อยพิเศษ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoBodyTextIndent" align="justify"> สมัยนั้นเป็นประเพณีที่เจ้านายผู้ชายมักจะเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก สมเด็จพระบรมราชชนกก็ทรงเข้าเป็นนักเรียนพิเศษโรงเรียนนายร้อยพร้อมๆ กับพระเชษฐาและพระอนุชาคือ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกและสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ เสด็จรับการฝึกหัดแถวทหารและกายบริหารที่โรงเรียนนายร้อยทุกๆ วันพุธ และตอนเช้าวันเสาร์ เสด็จออกจากพระบรมมหาราชวังประทับรถม้าพระที่นั่งไปพร้อมกันทุกพระองค์ในเวลาย่ำรุ่ง แต่งพระองค์นักเรียนนายร้อยแต่ไม่มีเครื่องหมายเลขบอกชั้นอินทรธนู และทางโรงเรียนนายร้อยได้คัดเลือกนักเรียนนายร้อยที่มีอายุและรูปร่างไล่เลี่ยทุกพระองค์ไว้ถวายอีก ๘ นาย เพื่อรวมจำนวนสมทบจัดเป็นหน่วย ๑ หมู่ ๑๒ คน สำหรับฝึกหัดเป็นหมู่ทหารราบมือเปล่า มีนายร้อยโทหยินเป็นครูถวายการฝึก การฝึกแถวเริ่มเวลาประมาณ ๖.๓๐ น. ถึง ๘.๐๐ น. หลังจากนั้นทุกพระองค์จึงเสด็จกลับพระบรมมหาราชวัง</p>
<h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt">พระราชพิธีโสกันต์และพระราชทานพระสุพรรณบัตร</h3>
เมื่อพระชนม์ได้ ๑๒ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีมหามงคลโสกันต์ มีการสมโภช ๗ วัน ๗ คืน ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ถึง ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ หลังโสกันต์แล้ว “เป็นราชประเพณีโบราณมา ที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า เมื่อทรงพระชันษาเจริญขึ้นสมควรกาลแล้วก็พระราชทานพระสุพรรณบัตรเฉลิมพระนามตามควรที่ตั้งอยู่ในพระบรมราชตระกูลอันสูงศักดิ์ บางพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงพระเกียรติยศเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมทรงศักดินาเต็มตามพระราชกำหนด เป็นธรรมเนียมสืบมา ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าชายมหิดลทรงพระเจริญวัย สมควรที่จะได้รับพระสุพรรณบัตรเฉลิมพระนามตามขัตติยราชประเพณีจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีตามอย่างที่เคยมีมาแต่ก่อน ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าชายขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในสุพรรณบัตรว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช นเรศวรมหาราชาธิบดินทร์ จุฬาลงกรณินทรวรางกูร สมบูรณ์เบญจพรสิริสวัสดิ์ ขัตติยวโรภโตสุชาต คุณสังกาศเกียรติประกฤษฐ์ ลักษณวิจิตร พิสิฎฐ์บุรุษย์ชนุดมรัตน์พัฒนศักดิ์ อรรควรราชกุมาร กรมขุนสงขลานครินทร์ มุสิกนาม ให้ทรงศักดินา ๔๐,๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าต่างกรมในพระบรมราชตระกูลอันสูงศักดิ์”
<h2 align="justify">ทรงผนวช</h2>
หลังจากพระราชพิธีโสกันต์ได้ประมาณ ๘ เดือน ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ทรงผนวชเป็นสามเณร ที่วัดบวรนิเวศวิหาร พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช) ซึ่งการนี้มีการสมโภชที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยระหว่างทรงผนวชนี้ ประทับที่ “ตำหนักทรงพรต” ทรงลาผนวชเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๗
ทรงศึกษาต่อในต่างประเทศ
</span></span></span> </td></tr></tbody></table><h5> </h5><h5>* จากหนังสือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก. สภาอาจารย์ศิริราช, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ ไพศาลศิลป์การพิมพ์ ๒๕๒๖</h5><h3 align="center">.................... โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ...........................</h3>