ช่วงเที่ยงวันของวันที่ 12 มิ.ย.2550 คุณหนูนิด และนายบอน แวะไปเยี่ยมพี่หนิง (อ้วน) ที่ DSS มมส. หลังจากที่บอกว่า จะมาหลายครั้งแล้ว มาครั้งนี้ ได้สัมผัสกับบรรยากาศที่หลากหลาย จึงถ่ายคลิปวิดีโอ + ภาพถ่ายนำมาฝากกันอย่างครบทุกรสชาติ

<h2></h2>

ในคลิปวิดีโอนี้ จะพบกับภาพและเสียงของพี่หนิง (อ้วน) และบรรดาน้องๆนิสิตของ DSS ทั้งภาพและเสียง สำหรับท่านที่ยังไม่มีโอกาสแวะมาที่ DSS สามารถสัมผัสบรรยากาศผ่านทางคลิปนี้ได้เลย ทั้งบรรยากาศที่วุ่นกับงานหลากหลายในแต่ละวัน การรับรู้ข่าวร้ายทางโทรศัพท์ มิตรภาพและน้ำใจของหลายคนที่เห็นในคลิป และธรรมชาติและความเป็นตัวตนของน้องนิสิตแต่ละคน ที่หลายคนยังคงมองน้องๆด้วยสายตาและความรู้สึกที่แบ่งแยกเช่นเดิม ทั้งๆที่ไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร แต่อยากให้ยอมรับและให้โอกาสพวกเขาเฉกเช่นคนทั่วๆไปมากกว่า



<p>* * * * ในคลิปนี้ จะได้ยินเสียงพูดคุยในหลากหลายประเด็น ที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ การสร้างความเป็นกันเองของพี่หนิง (อ้วน) โดยใช้ภาษาสื่อสารในแบบที่นิสิตพูดคุยกัน ทั้งภาษาไทยภาคกลาง และภาคอีสาน ให้ความสนิทสนมคุ้นเคยกับนิสิตพิการ ทั้งการให้คำแนะนำ สั่งสอน ให้กำลังใจ ในลักษณะที่เป็นทั้งพี่ และเพื่อนไปด้วย คำพูดที่ได้ยินบางคำในสำเนียงแบบอีสานนั้น บางคำฟังดูแล้ว ดูคล้ายกับเป็นคำหยาบในภาษาไทยภาคกลาง แต่หากพิจารณาความหมายที่สื่อสาร กลับทำให้น้องๆนิสิตฟังแล้วเข้าใจง่าย เพราะใช้ภาษาในระดับเดียวกัน เคล็ดไม่ลับสำหรับการสื่อสารเช่นนี้ ทำให้นิสิตพิการไว้ใจ กล้าที่จะพูดคุย ปรึกษาหารือ เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทำให้ได้รับคำแนะนำและการแก้ไขที่ตรงจุด เพราะได้ลดอุปสรรคของการสื่อสารระหว่างกันได้สำเร็จ เฉกเช่นความตั้งใจในการลดอุปสรรคหลายเรื่องซึ่งจำกัดโอกาสของนิสิตพิการจากการจัดบริการของ DSS ในรูปแบบต่างๆนั่นเอง</p>



ปกติแล้ว พี่หนิงจะยุ่งทั้งวัน แต่ที่เห็นหน้าตาเครียดๆ โหดๆ เพราะเห็นหน้านายบอน หลังจากที่ไม่โผล่มาตามนัดเสียที เลยต้องด่าไปหนึ่งยก



ท่ามกลางบรรดานิสิตพิการ ที่มีความสุขที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถที่จะท่องเวบไซต์ และเล่น Msn ได้เช่นเดียวกับคนปกติทั่วๆไป




คุณ “นามสมมติ” … เจ้าของบันทึกใน blog ที่ว่าง โผล่เข้ามาในรูปแล้วครับ





คุณหนูนิด มาเยี่ยมน้องๆแป๊บเดียว เพลิดเพลินกับบรรดาน้องๆอย่างกลมกลืนเสียแล้ว






มองในมุมนี้ ดูไม่ออกเลยว่า เป็นนิสิตพิการ และเป็นภาพที่เหลือเชื่อสำหรับอีกหลายคนหากจะไปบอกว่า ทุกคนที่เห็นในภาพ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้เหมือนคนทั่วๆไป



บรรยากาศในขณะที่กำลังอ่านเรียงความเรื่องแม่ จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่พี่หนิง(อ้วน) ขอให้หนูนิด ช่วยดูสำนวนให้หน่อย โดยพี่หนิง คอยให้รายละเอียดอยู่ข้างๆ



ที่ DSS นี้ ทานข้าวกันไม่เป็นเวล่ำเวลานะครับ ไม่รู้ว่า น้องออยหิวข้าวหรือยัง อยู่ใกล้โรงอาหารแค่เดินลงไปชั้นล่างแท้ๆ แต่ไม่ยักกะอ้วน





หากสังเกตดูไปเรื่อยๆ น้องๆเหล่านี้ก็ยังคงซุกซนเหมือนเพื่อนในวัยเดียวกันที่ไม่พิการ มีความรู้สึกนึกคิด สนใจใคร่รู้เหมือนคนทั่วๆไป ใช้โทรศัพท์โปรโมชั่นบุฟเฟ่ โทรไม่อั้น โทรนานยิ่งกว่าคนปกติหลายคนเสียอีก



ได้เวลาที่จะต้องไปเข้าห้องเรียนแล้วครับ น้องเอก หรือ “นามสมมุติ” (ชื่อที่ใช้เขียนใน blog gotoknow) กำลังจะพาน้องตาบอดเดินไปเรียนที่ตึกเรียนที่ไม่ไกลมากนัก มองแล้วนึกถึงคนที่มีโอกาสเข้าเรียน ไปเรียนด้วยตนเองหลายคน ที่เรียนไม่เต็มที่ โดดเรียน ไม่เข้าเรียน ด้วยเหตุผลส่วนตัวต่างๆนานา น่าจะขวนขวายไขว่คว้าความรู้ให้เหมือนกับนิสิตเหล่านี้บ้าง







ในช่วงระหว่างการเตรียมตัวที่จะไปเรียน การใส่รองเท้าของน้องๆในช่วงเวลาสั้นๆ ท่ามกลางกำลังใจจากหลายคนที่มองด้วยความห่วงใย หากจะคิดว่า นี่เป็นภาระที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษทุกขั้นตอนแล้ว คงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมากเลยทีเดียว เพราะหลายคนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ในช่วงเวลาที่เร่งรีบ น้ำใจและความช่วยเหลือยังมีอยู่อย่างล้นเหลือ ในหลายสถานการณ์ เพียงไม้เท้านำทาง น้องตาบอดสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเป็นภาระอย่างที่หลายคิด







การนำทาง การจูง เดินตามกัน เหมือนดังการให้โอกาสของนิสิตที่มาช่วยเหลือนิสิตพิการ เพียงการให้โอกาสเท่านั้น ทุกคนสามารถที่จะเดินไปยังจุดหมายที่ต้องการจะไป แม้อาจจะเร็วหรือช้าต่างกันก็ตาม แต่เมื่อเริ่มต้นก้าวเดิน จุดหมายยิ่งใกล้เข้ามา ในช่วงเปิดเทอมใหม่ ห้องเรียนใหม่ ที่ตึกใหม่ หลายคนยังไม่คุ้นเคยไม่รู้จักเส้นทางที่จะไปยังห้องเรียน ทั้งคนนำทางและคนเดินตาม เหมือนชีวิตที่ต้องเรียนรู้และก้าวเดินไป







แม้จะตาบอด หรือ สายตาเลือนราง แต่สีหน้าและความรู้สึกที่แสดงออกมานั้น อยากให้น้องได้เห็นหน้าตัวเองจังเลย โดยเฉพาะภาพที่ถ่ายนี้ ว่าแต่ ทานมาม่า เป็นอาหารหลักบ่อยๆ เลยดูไม่อ้วนเสียที












การพิมพ์เรียงความเรื่องแม่ ของน้องที่สายตาพอจะมองเห็นอยู่บ้าง แต่ต้องเพ่งเข้าไปใกล้ๆจอภาพ เมื่อได้อ่านเนื้อหาที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเรียงความนั้น มีความลึกซึ้งน่าสนใจทีเดียว แม้จะค่อยๆพิมพ์ออกมาทีละประโยค แต่เสมือนค่อยๆกลั่นกรองความคิดให้ตกตะกอน ออกมาเป็นเนื้อหาที่จับใจทีเดียว



พี่หนิง (อ้วน) กับลูกชาย เอ๊ย Notebook เครื่องใหม่ ขนาดจอ 13 นิ้ว ที่เหมาะสำหรับใช้ในขณะที่ไปบรรยาย หน้าจอจะได้ไม่บังสายตา และทำให้คนฟังที่นั่งอยู่ด้านล่าง มองเห็นหน้าตาของผู้บรรยาย









และแล้ว สาวน้อยที่ได้รับการกล่าวขานว่า พูดเก่งอีกคนหนึ่งก็โผล่มาที่ DSS พร้อมกับถุงขนมที่ถือติดมือมาด้วย ดูยังไงก็เหมือนกับคนปกติทั่วไป คุยก็เก่ง ท่าทางจะกินเก่งอีกด้วย







ในอีกอิริยาบทหนึ่งที่น่าสนใจทำเดียว กำลังคิดอะไรอยู่นะ









ได้เวลาไปเรียนกันแล้วครับ



ต้องขอแสดงความเสียใจกับการเสียชีวิตของน้องโจ้ (คนเสื้อสีเหลือง) ในแบบปัจจุบันทันด่วน ซึ่งในวันถัดไป (13 มิ.ย.) พี่หนิง (อ้วน) และชาว DSS จะเดินทางไปร่วมงานศพของน้องโจ้โดยพร้อมเพรียงกัน



ทั้ง 2 ท่านกำลังเตรียมตัวที่จะไปเรียนหนังสือแล้วครับ จากภาพที่เห็น หากได้พบเจอตัวจริง พูดคุยด้วยแล้ว มีหลายอย่างที่น่าสนใจมากทีเดียว











หลังจากเวลาผ่านไป ก็ได้เวลาพากันลงไปทานข้าวที่ชั้นล่างเสียทีแล้วครับ ในตอนบ่าย 2 โมง พี่หนิง (อ้วน) นำทางให้น้องเดินตาม







เนื่องจากน้องเค้าไม่ได้เอาไม้เท้ามา จึงต้องเกาะแขนพี่หนิง (อ้วน) แทน สำหรับภาพนี้ มองดูแล้วสื่อถึงความอบอุ่นอีกแบบหนึ่ง แต่หากถือไม้เท้าเดินด้วยตัวเอง สื่อถึงความมั่นใจและการพึ่งตนเองได้ของน้องเค้าอีกด้วย



ใครว่า นิสิตพิการจาก DSS จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษทุกๆคน ความจริงแล้ว น้องๆหลายคนสามารถที่จะดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของใคร อย่างในภาพที่น้องเค้าสามารถเดินลงบันไดด้วยตัวเองได้ ใช่ว่า น้องๆจาก DSS ทุกคนต้องมีคนช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลานะครับ



หลังจากที่น้องผู้ชายแกะแขนพี่หนิง (อ้วน) ในช่วงที่เดินออกมาจากห้อง DSS ในขณะที่ลงบันได กลับสามารถเดินลงมาได้เอง โดยไม่ต้องเกาะแขนใคร และไม่ต้องเกาะราวบันไดอีกด้วย





ในระหว่างการสั่งอาหาร ซึ่งต้องช่วยเหลือกันบ้าง แม้จะมองไม่เห็น แต่ก็มีอาหารที่อยากทานเช่นกัน จึงเป็นหน้าที่ของคนตาดี และที่สายตาพอจะมองเห็น ต้องไปสั่งอาหารมาให้ทาน ไม่รู้ว่า ทานข้าวเที่ยงผิดเวลาแบบนี้เป็นประจำหรือเปล่าหนอ





ในระหว่างวงอาหาร พี่หนิง(อ้วน)จะให้คำแนะนำ สั่งสอนไปด้วย เช่นการทานอาหาร ต้องให้น้องๆ ควักตังค์มาจ่ายเองง เพื่อฝึกให้เป็นนิสัย หากพี่หนิง (อ้วน) จะเลี้ยง ก็จะต้องเลี้ยงน้องๆครบทุกคน เพื่อความเป็นธรรม ทั้งการแลกเงิน ทอนเงิน ก็ยังบอกให้น้องๆนับให้แน่ใจว่า ถูกต้องครบถ้วน เพื่อความไม่ผิดพลาด





หลังจากทานอาหารเสร็จ น้องๆจะเก็บจาน นำไปวางไว้ที่รวบรวมจาน ชาม และไม่ลืมที่จะเก็บขวดน้ำ และแก้วน้ำไปด้วย ในขณะที่คนสายตาปกติบางคน มักจะละเลย ปล่อยขวดน้ำ แก้วน้ำวางไว้บนโต๊ะอย่างเดิม