อนุทินล่าสุด


tung_tong
เขียนเมื่อ

เรื่องสั้นมีอรรถ


พระเครื่องของชายในความฝัน:::  ...........................................................

*" แล้วตัวลื้อล่ะดีอย่างไร...? "
*
คำพูดนี้ยังคงก้องอยู่ในความคิดของมงคลเป็นระยะๆ มันเป็นคำพูดของชายชราชาวจีน
ที่เขาฝันเจอเมื่อคืนวันพระก่อน
มงคลเป็นหัวหน้างานสนามของบริษัทรับจ้างรื้อถอนทุบทำลายอาคาร
เขาเป็นนักสะสมพระเครื่องและเช่า ตลอดจนปล่อยให้เช่าพระเครื่องตัวยง
แขวนพระเครื่องต่างๆ เต็มคอ และเครื่องรางต่างๆเต็มเอว
...............................

สามสัปดาห์ที่แล้ว มงคลได้รับมอบหมายให้มาควบคุมการรื้อถอนทุบทำลาย
อาคารเก่าในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และรู้สึกว่าเขาจะสัมผัสได้
ถึงสิ่งลี้ลับบางอย่าง
หลายครั้งที่เขารู้สึกคล้ายกับว่ามีคนมองเขาอยู่ แต่เมื่อหันไปดูกลับไม่มีใคร

จนกระทั่งวันโกนก่อนวันพระที่แล้ว เครื่องกำเนิดลมอัด
ที่ใช้กับหัวเจาะคอนกรีต ของเขามีปัญหา เครื่องดับไปเฉยๆ
พยายามสตาร์ทมันใหม่ตั้งหลายหน ช่างเครื่องประจำทีมงานไปตรวจดูเท่าไร
ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ
จนเขาต้องอธิษฐานขออภัยเจ้าที่เจ้าทางว่า

"สาธุ ท่านเจ้าที่เจ้าทาง ขอให้เครื่องทำงานได้ไม่มีอุปสรรคทีเถอะ
แล้วกระผมจะใส่บาตรถวายอาหารพระอุทิศส่วนกุศลไปให้"

ลมวูบหนึ่ง พัดให้เขารู้สึกได้ แล้วเครื่องยนต์ก็ติด ทำงานต่อไปได้
ไม่มีปัญหาอีก

เช้ารุ่งขึ้นเป็นวันพระ มงคลรักษาสัญญา ใส่บาตรถวายอาหารพระ
แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ให้เจ้าที่เจ้าทางประจำพื้นที่
ที่เขากำลังจะทุบทำลายแห่งนั้น

นานทีปีหน จะได้ใส่บาตรถวายอาหารพระ แม้ว่าเขาจะเข้าวัดบ่อย
แต่ก็เป็นไปในการหาเช่าวัตถุมงคล ตามพฤติกรรมของนักนิยมพระเครื่อง
เสียมากกว่า ความอิ่มเอมใจบังเกิดขึ้น จากการใส่บาตรในครั้งนั้น
มงคลนึกในใจขณะพระสวดให้พรว่า

*"ชีวิตลูกลำบากมามาก มีเงินก็เก็บไม่อยู่
ขอให้บุญกุศลดลบันดาลให้ลูกพบแต่คนดีๆ ด้วยเถิด"
*...........................

คืนวันพระ หลังจากที่มงคลใส่บาตรนั้นเอง ที่มงคลฝันเป็นเรื่องเป็นราวว่า
ที่พื้นที่ทุบทำลายแห่งนั้น มีชายแก่สวมชุดขาวคนหนึ่ง มานั่งคุยกับเขา ในฝัน
มงคลอวดพระเครื่องสารพัดองค์ ที่แขวนไว้รอบคอ รวมทั้งเครื่องราง ตระกรุด
ปลัดขิก หนังเสือ เขี้ยวเสือ ให้ชายชราในฝันฟัง

"องค์นี้ ดีทางคงกระพันชาตรีครับลุง องค์นี้ดีทางแคล้วคลาด ส่วน 3 องค์นี้
ดีทางเมตตามหานิยม องค์กลางที่ผมแขวนเป็นประธาน ดีทุกๆ ด้านเลยครับ"

ชายชราในฝัน หยิบจับพิเคราะห์พระเครื่องของมงคล ทีละองค์ๆ แล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า

*" แล้วตัวลื้อล่ะดีอย่างไร...? "*

ในฝันมงคลอึ้งไป แล้วชายชราในฝันยังบอกว่า ตัวเขาต้องการร่วมทำบุญ
สร้างตึกที่กำลังจะสร้างใหม่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย โดยบอกให้มงคล ไปที่ศาลเจ้า

หลังตลาดร้างใกล้ๆ หมู่บ้านจัดสรรชานเมืองแห่งหนึ่ง ไปหาคนเฝ้าศาลเจ้า
ชื่อแป๊ะฮง และไปขอดูบาตรน้ำมนต์เก่าของศาลเจ้า ในนั้นจะมีของซ่อนอยู่
ให้เอาของนั้น มาทำบุญให้แกด้วย
...........................

ชีวิตแบบเขา ทำงาน 6 วัน กลางแดดร้อนอบอ้าว หยุดวันอาทิตย์วันเดียว
มงคลมักจะใช้เวลาในวันอาทิตย์ หมดไปกับการเดินสายเช่า หาพระเครื่องตามสนามพระ
างๆ
หรือไปรับเช่าพระตามบ้าน



บางครั้ง เขาก็ถูกหลอกให้ซื้อพระเครื่องเก๊ บางครั้ง
เขาก็เป็นฝ่ายไปหลอกผู้ขายที่รู้น้อยกว่า
ซื้อพระเครื่องได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาจริง เพื่อนำมาขายเอากำไรอีกต่อ

ประสบการณ์ สอนให้เขาเชี่ยวชาญในการดูพระมากขึ้นๆ จนช่วงหลังๆ มานี่
เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ หรือเรียกว่า เก่งกว่าคนทั่วๆ ไป
ที่อยู่ในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนพระเครื่อง

ความเชี่ยวชาญ ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในวงการพระเครื่อง ระดับหนึ่ง ประมาณว่า
หากใครจะปล่อยพระเครื่องให้เช่า เพราะร้อนเงิน ก็มักจะมาปรึกษาเขา
ทำให้ตัวเขา เหมือนเป็นแอ่งน้ำในที่ต่ำ ที่พระเครื่องดีๆ
มักจะหลั่งไหลมาหาเขา

และช่วงหลัง เขาประกาศรับเช่าพระตามบ้าน งานแบบนี้
ถ้าไปเจอบ้านที่ไม่เคยมีเซียนพระ เข้าไปหาพระดีๆ หรือเรียกว่า ร่อนของดีๆ
ไปก่อนหน้า กำไรจากการเช่าพระ ก็ดีมากทีเดียว
บางครั้ง ในหิ้งมีพระดีราคาสูงอยู่ไม่กี่องค์ ในบรรดาพระเป็นร้อยองค์

มงคลก็มักจะใช้เล่ห์เพทุบาย แกล้งบอกเจ้าของพระว่า พระที่จะขายก็อย่างนั้นๆ
ไม่มีราคา
และจะขอเหมามาทั้งหมด ในราคาองค์ละไม่กี่บาท

แต่แท้ที่จริงแล้ว เพียงแค่พระองค์เดียว ที่มงคลทำเป็นแกล้งไม่สนใจ
กลับขายออกไปได้ ในราคามากกว่า ที่มงคลเหมาพระทั้งร้อยองค์นี้ด้วยซ้ำ ถ้าเป็น

การซื้อพระเดี่ยวๆ จากแผงพระ หากไปเจอคนที่มีความรู้น้อยกว่า
ในด้านพระเครื่อง มงคลจะไม่กระโตกกระตาก แสดงให้เห็นว่า องค์ไหนดี
แต่จะแกล้งเลือก
ต่อราคาองค์ที่ไม่ชอบ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

แล้วแสร้งทำเป็นขอซื้อองค์ที่น่าสนใจ ไปในราคาที่ไม่แพง

รูปแบบการดูพระของมงคล มักจะไม่ค่อยควักแว่นส่อง ถ้าแน่ใจว่า
ค่อนข้างจะมีโอกาสเป็นของแท้ ถึงจะยอมเสียเวลา ส่องดูให้แน่ใจ เรียกว่า
ไม่ควักแว่นพร่ำเพรื่อ
นักนิยมพระบางคน เวลาไปเดินตามแผงพระ มักจะเสียเวลา ส่องแว่นขยายมากเกินเหตุ
เรียกว่า ส่องเกือบทุกองค์อย่างจริงจัง

สำหรับคนที่ไม่รู้จักมงคล อาจเห็นว่า เขาเป็นนักเล่นพระที่อ่อนเชิง
เลยประมาทพลาดท่าเสียที ขายพระดีๆ ในราคาที่ถูกๆ ให้แก่เขา
หรือที่ภาษานักเล่นพระ เขาเรียกว่า *"ตกควาย"*
**

ส่วนพฤติกรรมการซื้อพระดีๆ ในราคาถูก หรือที่เรียกว่า
*"ซื้อราคาตั๋วเด็ก" *เป็นสิ่งที่มงคลภูมิใจนักหนา
และทำให้เขาหาเงินได้มาก

แต่ก็แปลกอีก เงินที่ได้มาจากการนี้ มักจะอยู่ได้ไม่นาน ส่วนใหญ่จ
ะหมดไปกับอบายมุข เหล้า บุหรี่ การพนัน เที่ยวกลางคืน
ทิปนักร้องตามสถานเริงรมย์ อาบอบนวด ซ่องโสเภณี ไปเกือบหมด
เหมือนเป็นเงินร้อน ต้องคำสาป เก็บไม่อยู่สักที
................................

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ไม่ต้องทำงาน มงคลครุ่นคิดถึงเรื่องในฝัน
เมื่อวันพระที่แล้ว และอยากจะพิสูจน์สิ่ งที่ชายชราในฝันเล่าให้ฟัง
เขาจึงนั่งรถเมล์ออกไปชานเมือง ตามทิศทางที่ชายชราในฝันบอก
แล้วมงคลก็ต้องแปลกใจ ที่มีหมู่บ้านจัดสรร แบบที่ชายในฝันบอก
มีตลาดร้างอยู่ใกล้ๆ จริงๆ และมีศาลเจ้าหลังตลาด ยิ่งไปกว่านั้น
มงคลขนลุกซู่เ มื่อพบว่า คนเฝ้าศาลเจ้าชื่อ* แป๊ะฮง*

มงคล เล่าให้แป๊ะฮงฟังทั้งหมด เกี่ยวกับความฝัน และขอดูบาตรน้ำมนต์เก่า
ซึ่งแป๊ะฮงก็ไปรื้อหามาให้ดูแต่โดยดี ตัวบาตรน้ำมนต์ เป็นทองเหลืองเก่าหนา
แบบของโบราณ ดูจากภายนอก ไม่น่ามีอะไร
แต่ด้วยความช่างสังเกต ของสายตานักเลงพระเครื่อง มงคลก็พบว่า ที่ก้นบาตร
มีรูเล็กๆ อยู่ 4 รู

คล้ายเป็นฝา ที่ปิดอะไรสักอย่าง อยู่ในนั้น ผู้ออกแบบ
คงประสงค์ให้น้ำไหลลงไปหาอะไรบางอย่าง ที่ศักดิ์สิทธิ์
แล้วซึมซาบขึ้นมาเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ของในช่องเก็บนั้น
คงต้องเป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์มีค่าแน่นอน ความชาญฉลาดของผู้ที่ซ่อนไว้
ทำให้ผ่านเวลามายาวนาน โดยไม่มีใครเห็น และเอาออกไป
..................................




เมื่อขออนุญาตแป๊ะฮง งัดฝาที่บัดกรีปิดตาย แป๊ะฮงก็อนุญาต

"ลื้อ คงไม่มาซี้ซั้วต่ากะอั๊วหรอก ฝันแม่นขนาดนี้ เจ้าของเขา
คงให้ลื้อมาเอาจริงๆ " แป๊ะฮงว่า


เมื่องัดฝาทองเหลืองเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยคราบสนิมเขียวนั้นออกมา
มงคลก็ต้องตื่นตะลึง เพราะในนั้น มีพระเครื่องราคาล้ำค่า ที่ตลาดพระเครื่อง
นิยมเช่าหากัน ด้วยสนนราคาถึงล้านบาท ไม่ใช่แค่องค์เดียว แต่ถึง 2 องค์
มงคลอยากครอบครองพระองค์นี้ มานานแสนนาน วันนี้ฝันเป็นจริง เก็บไว้องค์
ขายองค์เดียว

"รวยแล้วแป๊ะ เรารวยแล้ว ผมแบ่งแป๊ะแน่นอน"

"เฮ้ย...เจ้าของอีฝากลื้อไปทำบุญ ไม่ใช่เหรอวะ อั๊วไม่เอาหรอก
มันไม่ใช่ของของอั๊ว"

มงคลแปลกใจ ทำไมชายชราซอมซ่อ ไม่สนใจในลาภก้อนมหาศาลนี้เลย
ชายชราเฝ้าศาลเจ้าท่าท่างสงบ เย็น ถูกชะตามงคลมาก เนื่องจากอัธยาศัยดี
ดูจริงใจ เขาไม่มีเพื่อนดีๆ แบบนี้มากนัก
มงคลคิดว่า ถ้าขายพระได้ จะมอบเงินส่วนหนึ่งให้คนเฝ้าศาล
แบ่งให้โรงพยาบาลสักครึ่ง ที่เหลือเก็บเงินไว้ใช้เอง ให้สบายใจ

ชายชราไปเก็บกวาดหิ้งบูชา แล้วถามว่า* "ลื้อแขวนพระตั้งเยอะ
ไม่หนักบ้างเหรอวะ" *

....................................

มงคลเก็บเรื่องพระ 2 องค์นั้นเงียบ ไม่แพร่งพรายให้ใครรู้
อยากได้มาเป็นของส่วนตัว หลายวันผ่านไป ชายชราก็ไม่เห็นมาเข้าฝันทวงถาม
จนเขาคิดจะเก็บพระไว้เองทั้งหมด
สร้างข่าวปั่นราคาให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะปล่อยให้เช่า ในราคาที่ดีที่สุด
แต่แล้วคำพูดในหัว ก็ก้องขึ้นมาอีก

*" แล้วตัวลื้อล่ะดีอย่างไร...? "*

ช่วงแรก ความโลภยังมีกำลังเหนือกว่า ความโลภ ความอยากได้พระสององค์นั้น
ทำให้เขาไม่ขาย แต่ก็ต้องพะวง หวาดระแวงจนนอนไม่หลับ เมื่อมีพระเครื่อง
ที่ผู้สร้าง ต้องการให้เป็นวัตถุเพื่อระลึกถึง
พุทธานุสติ อยู่ในครอบครอง ด้วยความกลัวว่ามันจะหาย มีคนขโมย แย่งชิงเอาไป

บัดนี้ การได้พระเครื่องมาเก็บไว้ เหมือนเป็นการเพิ่มความทุกข์ให้เขามากขึ้น
แม้ว่าจะไม่เห็นชายชราในฝัน มาทวงถาม คำถามว่า

*" แล้วตัวลื้อล่ะดีอย่างไร...? "*

เมื่อถามคำถามนั้น กับตัวเองบ่อยๆ เข้า เขาก็รู้สึกละอายแก่ใจ
ตัวเองแขวนพระเต็มคอ แต่ไม่เคยคิด จะศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าเลย
ดื่มเหล้าเป็นประจำ ข้องเกี่ยวในอบายมุข การพนัน
เที่ยวอาบอบนวด เที่ยวกลางคืน โกหกชาวบ้าน สารพัดที่จะเป็นเรื่องไม่ดี ทั้งๆ
ที่พระเครื่องที่เขาพกพา ก็เป็นเครื่องให้น้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า
และสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน
.................................

เย็นวันพุธกลางสัปดาห์ งานของมงคลเสร็จเร็ว วันนี้เ ขามีนัดกับทองเหลือ
เพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งรู้จักไม่นาน

ทองเหลือ เป็นพนักงานจัดการศพในโรงพยาบาล ทำงานอยู่ห้องพิธีศพ
เห็นมงคลแขวนพระเต็มคอ จึงได้พูดคุยกันในเวลาว่างอย่างสนิทสนม

เย็นนี้ทองเหลือมีพระ อยากให้เขาช่วย ให้สักองค์
มงคลจึงเดินออกจากไซท์งานทุบตึกของเขา ไปที่อาคารรับศพ เมื่อไปถึง
ทองเหลือร้องเรียก บอกให้เขาเข้ามารอข้างในสักครู่

ทองเหลือกำลังทำงานของเขา ด้วยการแต่งตัวให้ศพ ที่ญาติกำลังมารอรับ
ศพดูเหมือนนอนหลับ สีหน้ายังออกชมพูๆ ไม่เขียวคล้ำ

"ตำราว่าไว้ หากศพมีหน้าชมพูๆ แบบนี้ คงไปสวรรค์" มงคลเอ่ยขึ้น

"ใครว่าเล่ามงคล มึงไม่เคยดูรายการกบนอกกะลาเหรอวะ เดี๋ยวนี้ยากันเน่า
เขาผสมสารสีชมพูแล้ว เวลาฉีดเข้าไป ศพจะได้ดูดีไง
*สุดท้าย คนเราก็แค่นี้ล่ะโว้ย เคยรวยซะจนไม่รู้จะใช้เงินยังไง สุดท้าย ตายไป
บาทเดียวก็เอาไปไม่ได้*"




ญาติศพพากันมาด้วยความเศร้า หอบเอาเสื้อผ้ามาชุดหนึ่ง เป็นชุดเก่าๆ ไม่ใหม่
ไม่หรู ไม่ได้ดูดีที่สุด อย่างที่มงคลคิด ญาติคนตายบอกว่า
คนตายได้สั่งเสียไว้ว่า อย่าหมดเปลืองกับศพมากนัก
เสื้อผ้าดีๆ เอาไปบริจาคให้คนจนใช้ เลยเอาชุดนี้มาแต่งศพ

โลงก็ไม่ให้ใช้ของแพง แกสั่งให้เอาแบบถูกที่สุด แต่ให้เอาเงินไปทำบุญแทน
สวดไม่กี่วัน แล้วก็ให้เอาไปดองต่อ
เพราะคนตายได้อุทิศร่างกายของตน เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ ได้ใช้ศึกษาหาความรู้
ในวิชากายวิภาคศาสตร์ เพื่อสร้างประโยชน์แก่โลกต่อไป

*คนตายเป็นคนดีจริง ๆ ขนาคในวาระสุดท้าย ยังมีแต่ความคิด ที่จะให้กับคนอื่น*

ในบรรยากาศที่เศร้าโศกเสียใจ มงคลรู้สึกสลดใจว่า วันหนึ่ง
ตัวเขาเองก็ต้องตายไปจากโลกนี้เช่นกัน เขาทุบตึกเก่าในโรงพยาบาลแห่งนั้น
มาตั้งหลายอาทิตย์
เห็นภาพการรับศพ ออกจากโรงพยาบาลหลายศพ เกือบจะทุกวัน เพราะไซท์งาน
ไม่ไกลจากอาคารรับศพเท่าใด ใจก็ไม่เคยคิดสลด มีครั้งนี้เท่านั้น
ที่เขาสลดใจมากกว่าครั้งใด

ดูพระให้ทองเหลือ ปรากฏว่าพระเป็นของแท้ แต่ตลาดไม่นิยม
เพราะเป็นพระที่สร้างโดย คณาจารย์ท้องถิ่น ไม่นิยมแพร่หลายในวงกว้าง
ราคาจึงไม่แพง

"แท้ก็ดีแล้ว เอาไว้แขวน ระลึกถึงความดีของหลวงพ่อที่กูเคารพ
กูขอเลี้ยงข้าวมึง เป็นค่าดูพระก็แล้วกัน"

เสร็จแล้ว ทองเหลือก็พาเขาไปนั่งกินข้าวที่ร้าน ซึ่งไม่ไกลจากโรงพยาบาล

"ร้านนี้สะอาด รับรองได้ มึงดูสิไอ้มงคล หมอ พยาบาล มากินกันเพียบ
ราคาก็ไม่แพงด้วย กูไม่เข้าใจเลย ทำไมคนเรา ต้องไปหาอะไรแพงๆ กินกัน
กินเสร็จก็ ขี้ออกมาหมด มึงว่าไหม" ทองเหลือพูดพลางพุ้ย ข้าวต้มกุ๊ยเข้าปาก

มงคลเป็นคนกินง่าย อะไรก็กิน แต่วันนี้รู้สึกว่าไม่อร่อยเลย
เพราะใจจดจ่ออยู่แต่กับเรื่องที่ว่า *คนตายเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง
*เขาเองก็คงเป็นเช่นนั้น

หากต้องตายไป แม้แต่พระเครื่องที่เขารักหนักหนา ท้ายที่สุด
ก็ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ เอาติดตัวเขาไปหลังความตาย ไม่ได้สักองค์เดียว
.....................................

ค่ำนั้น มงคลนอนเอนกายในห้องพัก ครุ่นคิดถึงความตาย
แล้วเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ แล้วเราก็ต้องตายเป็นศพแบบนั้น ทั้งๆ
ที่มีพระพวงใหญ่
อีกทั้งพระเครื่องหลักล้าน ที่หลายๆ คนต่างเสาะแสวงหา เขาคิดไปถึงว่า
แท้ที่จริงแล้ว พระเครื่องมีไว้ทำไม

เขาเคยอ่านรู้มาว่า ก่อนที่ทัพกรีกอันเกรียงไกร
ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จะรุกรานชมพูทวีป
ชาวพุทธไม่ได้มีพระพุทธรูปใดๆ ไว้กราบไหว้
แต่เมื่อผู้รุกราน ได้ฟังคำสอนของพระพุทธศาสนา ก็เกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า
จึงได้ปั้นรูปเคารพ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไว้กราบไหว้บูชา

เนื่องด้วย ชนชาติกรีกเอง ก็มีการนับถือเทพเจ้ามากมายหลายองค์ เช่น ซีอุส
เจ้าแห่งสวรรค์ อพอลโล เจ้าแห่งดวงอาทิตย์ วีนัส เจ้าแห่งความงาม เป็นต้น
และได้ปั้นรูปแสดงองค์ของเหล่าเทพ ไว้บูชา พอศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า
ชาวกรีก จึงทำการปั้นรูปพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุนี้พระพุทธรูปรุ่นแรกๆ จึงมีพระพักตร์ ละม้ายไปทางชาวกรีก
และมีพระเกศาหยักศก

คติการสร้างรูปแทนองค์พระพุทธเจ้า จึงสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน

พระเจ้ามิลินท์ ที่เคยสนทนาธรรมกับพระนาคเสน ในเรื่อง
"มิลินทปัญหา"เป็นคนกลุ่มแรก ที่สร้างพระพุทธรูปขึ้น
และมีผู้สร้างตามต่อๆ มา
เรียกพระพุทธรูปสมัยแรกนี้ว่า สมัยคันธาราฐ หรือ
ศิลปคันธาระ ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ในช่วง พ.ศ. ๓๖๕ - ๓๘๓

ใช่แล้ว ผู้สร้างพระ มีศรัทธาอยากให้ผู้พบเห็น น้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า
และคำสอนอันประเสริฐของพระองค์ พระพุทธรูป เป็นเพียงกระพี้เปลือกนอกของต้นไม้
เพื่อให้คนสนใจมามอง เพื่อที่จะเข้าหาแก่นของต้นไม้นั้น

ความรู้สึกโล่ง โปร่งสบาย ในหัวของมงคล เกิดขึ้น
ทำให้ลืมความกลัวตายไปชั่วขณะ แล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไรบ้าง...?

มงคลถามตัวเอง แม้ว่าเขาจะบอกใครต่อใครว่า นับถือศาสนาพุทธ
แต่กลับรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเองไม่รู้อะไรเลย

แล้วก็เหลือบไปเห็นหนังสือธธรรมะเล่มเก่าๆ ที่เขาเก็บไว้ มันถูกเปิดอ่าน
หลังจากไม่เคยได้อ่านเลย

หนังสือเล่มนี้ มงคลได้รับมาฟรีๆ จากงานสัปดาห์พุทธศาสนาที่สนามหลวง
เขาไปเข้าแถวรอรับตั้งยาว ตามนิสัยคนอยากได้ของฟรีไว้ก่อน พอได้มา
ก็ไม่คิดจะเปิดอ่าน เก็บมันไว้อย่างนั้นมานาน
เมื่ออ่านไปได้สักครึ่งเล่ม พบคำพูดสะกิดใจดีๆ หลายคำ ทำให้ความคิดเขาเปลี่ยนไป

รู้สึกว่า พระเครื่องของเขา เป็นภาระอันหนักอึ้ง ที่ต้องเฝ้ารักษาอย่างดี
แถมยังทำให้เขาโลภ ดิ้นรนเสาะแสวงหา ไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน ในใจมีแต่ความอยาก
ความโลภ ตามรังควาญตลอด
อีกทั้ง จะต้องโกหก หาเรื่องซื้อพระ ด้วยการกดราคา
เพื่อให้ได้มาในราคาถูกที่สุด

ครั้งหนึ่ง พระหายไปองค์ ขนาดได้มาฟรีๆ เพราะขอแถมมาจากการเช่าพระองค์อื่น
ก็ยังมิวายทุกข์อยู่ตั้งหลายวัน พอหาเจอก็ดีใจ เพราะวัตถุเล็กๆ แค่ชิ้นเดียว
แต่ใจดันไปยึดมั่นถือมั่นมากมาย
มงคลเริ่มไม่อยากไปที่สนามพระเหมือนอย่างเคย วันหยุด ก็นำหนังสือธรรมะมาอ่าน
แล้วก็ไปนั่งพิจารณาศพ ในที่ทำงานของทองเหลือ ศพแล้วศพเล่าแทน

รู้สึกปลง จนเบื่อวงการพระเครื่องขึ้นมาเฉยๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"เฮ้ย ถ้ามึงชอบดูศพ มึงไปทำงานมูลนิธิไหมวะ กูฝากให้ได้นะ เห็นสยองๆ
แบบเลือดสดๆ สมองไหล ไส้ออกมากองเลย เขาเรียกอสุภะกรรมฐาน" ทองเหลือบอก
.....................................

โลกของมงคลเปลี่ยนไป เขารู้สึกเสียดายเวลาในอดีตของเขา
ที่หมดไปกับการเดินท่องเที่ยว บ่มเพาะความโลภ ความอยากได้ของคนอื่น
มาเป็นของตัว ในสนามพระเครื่อง
*สุดท้าย คนเราก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้ *ก่อนจะละร่างกาย
ลาจากโลกนี้ไป มงคลตัดสินใจว่า จะขอใช้ความสามารถที่มีอยู่ ในด้านพระเครื่อง
ปล่อยเช่าพระองค์นี้ ให้ได้เงินมากที่สุด เพื่อให้เจ้าของพระในฝันอันลี้ลับ
ได้สมเจตนารมณ์ในการทำบุญ
..................................

อาทิตย์ต่อมา หลังจากตัดสินใจเด็ดขาด มงคลก็เริ่มวางแผน
นำพระองค์นั้นไปปล่อยเช่า ด้วยเป็นคนที่มีความรู้เป็นที่ยอมรับอยู่ในวงการ
จึงไม่มีใครกดราคาเขาได้
จาก 400,000 บาท ด้วยเงินสดในที่แรก ที่เขาไปเสนอ ปีนเป็น 600,000 บาท
ข่าวแพร่สะพัดออกไปในวงการพระเครื่อง

จนไปถึงหูบรรณาธิการนิตยสารพระเครื่องเล่มหนึ่ง ที่เป็นผู้รับจัดหาพระ
ให้นักธุรกิจใหญ่ ผู้นิยมพระเครื่อง สุดท้ายได้ราคาที่เขาพอใจ
องค์ละหนึ่งล้านสองแสนบาท

กับอีกองค์หนึ่ง ได้ล้านห้าแสนบาท เมื่อนักธุรกิจท่านนี้
ทราบถึงการได้มาของพระองค์นี้อย่างพิสดาร ก็มีศรัทธาบอกว่า
ถ้าจะบริจาคให้โรงพยาบาลจริง เขายินดีจะสมทบอีกเท่าตัว เพื่อร่วมทำบุญด้วย
นิตยสารพระเครื่องรายปักษ์ ลงรูปพระเครื่องล้ำค่า องค์งามทีละองค์
ติดต่อกันถึง 2 ฉบับ

สร้างข่าวฮือฮาในวงการพระเครื่อง เล่ากันปากต่อปาก กระฉ่อนข่าวสะพัด
แผ่กระพือไปทุกสนามพระ
.................................

อาแป๊ะฮง ได้รับการเชิญมาเป็นเจ้าของเงินบริจาค จำนวนสองล้านเจ็ดแสนบาท
ข่าวใหญ่ลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า *"พบพระเครื่องล้ำค่า ในศาลเจ้าเก่า
ตามคำผีบอก ชายชราเฝ้าศาล และนักเล่นพระผู้ค้นพบ ศรัทธา
นำเงินไปสบทบสร้างโรงพยาบาล นักธุรกิจนิรนาม ผู้ซื้อพระใจดี สบทบเพิ่ม"*

แล้วมงคลก็ไปทำงาน ควบคุมการทุบตึกต่อไป อิ่มใจในกุศล
ที่ตนมีส่วนร่วมอย่างมากใ นครั้งนี้ หลายๆ คน เริ่มสนใจอยากเห็นเขา
ผู้ที่มีส่วนทำให้โรงพยาบาล ได้เงินเพิ่มอีกห้าล้านกว่าบาท

ส่วนมงคล ย้อนคิดไปถึงเรื่องที่มาของพระเคร่องสององค์นั้นว่า
สมัยที่พระสององค์นั้นถูกสร้าง พระเครื่องนั้น ก็เป็นเพียงแค่ของแจกให้ฟรี
ไม่ได้มีราคาค่างวดสูงแต่อย่างใด
เจ้าของพระคนเก่า คงได้รับมา แล้วเห็นว่า พระผู้สร้าง
เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เลยเอามาใส่ในบาตรน้ำมนต์ อย่างไม่เสียดาย
เวลาผ่านไป พระองค์นี้ ก็กลายเป็นพระหลักล้านบาท

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น มงคลทยอยนำพระของตน ที่หวงนักหวงหนา
ออกมาแจกคนนั้น คนนี้ ที่ราคาค่างวดแพง ก็ปล่อยให้เช่า
เอาเงินไปพิมพ์หนังสือธรรมะ แจกเป็นธรรมทาน

มงคล ได้หนังสือธรรมะชี้ทางสว่าง ในวันที่จิตใจมืดมนด้วยอำนาจความความโลภ
ที่ถึงขีดสุด และผ่านพ้นมาได้ พร้อมกับจิตใจที่สะอาดขึ้น ในร่างกายร่างเดิม
จึงอยากให้คนอื่น ได้รับโอกาสเช่นนี้บ้าง *เขารู้สึกว่า ยิ่งทำบุญ
ก็ยิ่งมีความสุข อิ่มใจ สบายใจ พอใจ ไม่อยากได้ของคนอื่น *
*ใจก็เบา ทุกข์น้อยลง ตระหนักดีแล้วว่า การสะสมวัตถุเป็นทุกข์*
*ไม่เหมือนสะสมความดี
ที่ให้ความสุข*

จากการที่เขาต้องไปเดินสนามพระทุกวันหยุด ก็กลับกลายเป็นเ ข้าวัดปฏิบัติธรรมแทน

ตอนที่มีพระเครื่องมากมาย ก็มีแต่อยากได้ มากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เคยมีความสุข
จากใจที่สงบ ขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต ทั้งๆ ที่ตอนนี้ แทบจะเลิกห้อยพระ
หันหลังให้กับสนามพระเครื่อง
.....................................

งานทุบตึกในโรงพยาบาลลุล่วงไปแล้ว ในคืนสุดท้าย ที่เขานอนในเขตบ้านพักคนงาน
ในโรงพยาบาล มงคลที่เปลี่ยนไป ก็ได้พบชายชราในฝันอีกครั้ง
ชายชราหน้าตาแจ่มใสมาทักทาย ขอบคุณ แล้วเล่าให้ฟัง ถึงความเป็นมาของตนว่า

ตนเองเป็นหมอยาชาวจีน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ของพระมหากษัตริย์ไทย
ตั้งแต่เป็นเด็ก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ใช้ชีวิตยืนยาว จนตายในรัชกาลที่ 6
โดยมาตายที่โรงพยาบาลแห่งนี้นั่นเอง
สมัยมีชีวิต ปลูกบ้านอยู่แถวศาลเจ้าชานเมืองแห่งนั้น ตั้งแต่ที่ตรงนั้น
มีแต่ทุ่งนา ห่างไกลชุมชน ได้รับพระเครื่องสององค์นั้น
มาจากมือพระสงฆ์นามกระฉ่อน ที่สร้างพระองค์นั้น ขึ้นมากับมือ

แกเห็นว่า ท่านเป็นพระปฏิบัติดี เลยเอาไปบรรจุลงบาตรน้ำมนต์ไว้
แล้วเอาไปให้ศาลเจ้า ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ซึ่งส่งผลดีในกาลต่อมา
เพราะสามารถป้องกันคนโลภ มาฉกชิงเอาไป หลังจากมันมีราคาแพงขึ้นไปต
ามความนิยมของสังคม

"ขอบใจมาก คิดแล้ว อั๊วเลือกคนไม่ผิด" ชายชรากล่าวอมยิ้ม อย่างมีความสุข
ในฝัน .........................................

มงคล ตื่นเช้าขึ้นมารับวันใหม่ ด้วยความอิ่มเอมใจ มองลานโล่งของพื้นที่
ที่ถูกรื้อถอนอาคารเก่าออกไป พื้นที่ว่างดูโล่งตา
กำลังรออาคารใหม่ ที่จะปลูกสร้าง ขึ้นด้วยเงินบริจาค
อันมีที่มาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ *นึกย้อนไปถึงใจตัวเอง
ใจที่ถูกรื้อถอนความชั่วร้ายออกไปตั้งม**าก *
จากประสบการณ์นี้

และพร้อมที่จะปลูกสร้างสิ่งดีๆ ใหม่ๆ ในใจต่อไป ด้วยดวงตาที่เห็นธรรม

*ที่มา -
**http://www.dd-pra.com/pages/forum/detail.aspx?id=39759*<
http://www.dd-pra.com/pages/forum/detail.aspx?id=39759">http://www.dd-pra.com/pages/forum/detail.aspx?id=39759>



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

วิธีการเอาตัวรอดจากเหตุเพลิงไหม้

http://www.gungold.com/forums/index.php?topic=23148.0

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุเพลิงไหม้ซานติก้า ผับ ย่านเอกมัยเขตวัฒนาในคืนส่งท้ายปีเก่าเป็นโศกนาฏกรรมที่นำมาซึ่งความเศร้าสลดใจไปทั่วโลกและเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญให้กับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ประชาชนทุกคนรวมถึงผู้ประกอบการทุกรายเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไฟไหม้ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 

         
รู้หรือไม่ว่า ควันไฟจากเหตุการณ์เพลิงไหม้นั้นสามารถคร่าชิวิตคุณได้ เพราะภายในเวลา 1 วินาที ควันไฟสามารถลอยสูงขึ้นไปได้ถึง 3 เมตร และภายใน 1 นาที ควันไฟสามารถลอยขึ้นไปได้สูงเท่ากับตึก 60 ชั้น ดังนั้นทันทีที่เกิดเพลิงไหม้ ควันไฟจะปกคลุมอยู่รอบๆ ตัวคุณอย่างรวดเร็วทำให้คุณสำลักควันไฟตายก่อนที่เปลวเพลิงจะคืบคลานมาถึงตัว  จะเห็นได้จากสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่ของเหยื่อซานติก้ามาจากการสำลักควันไฟเนื่องจากหนีออกจากร้านไม่ทันเบียดเสียดแย่งกันออกทางประตูจนถึงขั้นหกล้มและเหยียบกันตาย ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวคุณเอง

         
เกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยได้ให้ข้อแนะนำว่าการออกไปอยู่ในอาคารปิดทึบ ไม่ว่าจะเป็นผับ บาร์ หรือห้างสรรพสินค้าสิ่งที่พึงกระทำเป็นอันดับต้นๆ คือการมองหาทางหนีไว้อย่างน้อย 2 ทาง เช่นสังเกตตำแหน่งบันไดหลักและบันไดหนีไฟ ประตู หน้าต่าง เส้นทางหนีไฟและทางออกจากตัวอาคาร และจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าทางออกนั้นไม่ได้ปิดล็อกหรือมีสิ่งกีดขวาง สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยจริง

         
นอกจากนี้ ต้องสังเกตอุปกรณ์ช่วยชีวิตและอุปกรณ์เตือนภัยว่ามีอยู่หรือไม่เป็นแบบใด อยู่ที่ไหน จำนวนและใช้อย่างไร ได้แก่ เครื่องดักจับควัน (Smoke Detectors) เครื่องดักจับความร้อน (Heat Detectors) อุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ (Sprinkler) อุปกรณ์แจ้งเหตุฉุกเฉิน (Fire/Emergency Alarm) และเครื่องดับเพลิง (Fire Extinguisher)

วิธีการช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นเมื่อประสบเหตุเพลิงไหม้

          1.
ต้องควบคุมสติให้ได้ อย่าตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูกแล้วเปิดสัญญาณเตือนเพลิงไหม้(ถ้ามี) และหากได้ยินสัญญาณเตือนไฟไหม้ให้รีบออกจากตัวอาคารทันที อย่าเสียเวลาตรวจสอบว่าเพลิงไหม้ที่ใด

          2.
หากเพลิงมีขนาดเล็ก พอที่จะดับเองได้ ให้ใช้ถังดับเพลิง เพื่อดับไฟหากไม่มีอุปกรณ์ หรือไม่สามารถดับเพลิงเองได้ ให้รีบแจ้งตำรวจดับเพลิง โทร. 199  จากนั้นรีบออกจากตัวอาคารทันทีและปิดประตู-หน้าต่างห้องที่เกิดเพลิงไหม้ให้สนิทที่สุดทันที (ถ้าทำได้)เพื่อให้เกิดภาวะอับอากาศ วิธีนี้จะช่วยให้เพลิงไหม้ช้าลง ทำให้ง่ายต่อการดับเพลิงแต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีใครติดอยู่ข้างใน แล้วรีบวิ่งหนีออกมา

          3.
หากอยู่ในอาคารที่มีเพลิงไหม้ ก่อนจะเปิดประตูต้องแตะลูกบิดก่อนโดยนั่งชันเข่าให้มั่นคงหลังประตู แล้วใช้หลังมือแตะที่ลูกบิดประตูถ้ามีความร้อนสูงแสดงว่ามีเพลิงไหม้อยู่ในห้อง หรือบริเวณใกล้ๆ ดังนั้นอย่าเปิดประตูโดยเด็ดขาด  แต่หากลูกบิดไม่ร้อน ให้ค่อยๆ บิดออกช้าๆโดยใช้ไหล่คอยหนุนประตูไว้ หากทำได้ควรหาผ้าชุบน้ำปิดจมูก หรือผ้าห่มชุบน้ำชุ่มๆไว้ด้วย

          4.
หากต้องเผชิญกับควันไฟที่ปกคลุม ให้ใช้วิธีคลานต่ำๆและหนีไปยังทางออกฉุกเฉินเพราะอากาศที่พอหายใจได้จะอยู่ด้านล่างเหนือพื้นห้องไม่เกิน 1 ฟุตเนื่องจากผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุเพลิงไหม้ประมาณร้อยละ 90 เป็นผลมาจากสำลักควันไฟ เพราะมีทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไอร้อน ทำให้ขาดออกซิเจนควรเตรียมหน้ากากหนีไฟฉุกเฉิน (Emergency smoke mask) ไว้จะปลอดภัยกว่าหรืออาจใช้ถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ตักอากาศ แล้วคลุมศีรษะหนีฝ่าควันออกมาเพราะการคลานต่ำจะไม่สามารถทำได้จากชั้นบนลงชั้นล่างที่มีควัน

          5.
อย่าใช้ลิฟต์และบันไดเลื่อนขณะเกิดเพลิงไหม้เพราะอุปกรณ์เหล่านี้จะหยุดการทำงานเนื่องจากไม่มีกระแสไฟฟ้าให้ใช้บันไดหนีไฟเท่านั้น

          6.
หากติดอยู่ในวงล้อมของไฟให้โทรศัพท์แจ้งหน่วยดับเพลิงว่าท่านอยู่ที่ตำแหน่งใดของเพลิงไหม้แล้วหาทางช่วยเหลือตัวเองโดยปิดประตูให้สนิท หาผ้าหนาๆชุบน้ำอุดตามช่องที่ควันเข้าได้ เช่น ใต้ประตูหรือช่องลมต่างๆปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศ แล้วเปิดหน้าต่างส่งสัญญาณด้วยการใช้ไฟฉายหรือผ้าโบกและตะโกนขอความช่วยเหลือ ทั้งนี้ เพื่อให้คนนอกอาคารรู้ตำแหน่งที่แน่นอน

          7.
หากมีไฟลามติดตัว อย่าเพิ่งวิ่ง เพราะยิ่งวิ่ง... ไฟจะยิ่งลุกลามให้หยุดนิ่ง และล้มตัวลงนอนกับพื้นทันที หลังจากนั้นให้ใช้มือปิดหน้ากลิ้งตัวทับเสื้อผ้าที่ติดไฟจนดับ

          8.
อถ้าหนีออกมาได้แล้วไม่ควรกลับเข้าไปในอาคารอีก หากยังมีคนอื่นติดอยู่ภายในอาคารให้แจ้งเจ้าหน้าที่อับเพลิงทราบเพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่

การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากไฟไหม้เบื้องต้น

           1.
ใช้น้ำสะอาด ราด รด หรือแช่ผู้บาดเจ็บจากไฟลวกเพื่อลดความเจ็บปวดของบาดแผล หยุดการทำลายจากความร้อน

           2.
หากผู้บาดเจ็บสวมแหวน นาฬิกา กำไล ให้รีบถอดออกเพราะไม่นานบริเวณที่ถูกความร้อนจะเกิดอาการบวม

          3.
ปิดแผลด้วยผ้าปิดแผล ถ้าหาไม่ได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปลอกหมอนหรือผ้าปูที่นอนพันบาดแผลไว้และรีบนำส่งโรงพยาบาลสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า

          1.
บันไดหนีไฟ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดเมื่อเกิดเพลิงไหม้จะช่วยให้เราออกจากสถานที่เกิดเหตุได้ พวกอาคารสูงๆนั้นก็ต้องมีบันไดหนีไฟไว้ด้วย แต่ถ้ามีบันไดแล้วใช้ไม่เป็นก็ไม่ดีแน่ค่ะนี่คือข้อแนะนำในการใช้บันไดหนีไฟค่ะ
          -
ควรมีการตรวจสอบสภาพของบันไดหนีไฟให้พร้อมใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา
          -
ควรซักซ้อมความเข้าใจในการใช้บันไดหนีไฟ
          -
หากมีลูกกรงเหล็กดัดต้องทำกลอนประตูที่เปิดออกได้ง่าย ไม่ควรคล้องกุญแจเด็ดขาด

          2.
อุปกรณ์ดับเพลิง ควรมีไว้ประจำบ้าน ประจำชั้นต่างๆ ของตึกและต้องเรียนรู้การใช้เครื่องดับเพลิงด้วย

          3.
วัตถุไวไฟควรเก็บให้มิดชิด หากไม่จำเป็นจริงๆ ควรเก็บไว้นอกที่พักจะดีกว่าค่ะ

          4.
อุปกรณ์ไฟฟ้า ต้องรักษาให้อยู่ในสภาพดี ควรมีการตรวจสอบอยู่เสมอหากพบว่าชำรุดต้องรีบแก้ไขซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้ารั่วซึ่งเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้

          5.
อย่าใช้ลิฟท์ขณะเกิดเพลิงไหม้เพราะลิฟท์จะเป็นช่องทางให้ควัน ความร้อนและเปลวไฟผ่าน และยิ่งถ้ากระแสไฟถูกตัดขาดรับรองว่าติดอยู่ในลิฟท์ตายแน่นอน

          6.
อย่าหวงข้าวของต่างๆอย่าคิดว่ามีเวลาเหลือพอที่จะกอบโกยข้าวของออกมา ควรรีบหนีไฟออกมาก่อนดีกว่าเงินทองของนอกกาย ไม่ตายก็หาเอาใหม่ได้

         
โบราณว่า โจรปล้น 7 ครั้งเสียหายน้อยกว่าไฟไหม้ครั้งเดียว...หวังว่าข้อแนะนำต่างๆ เหล่านี้คงเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอย่าลืมว่าสิ่งสำคัญคือการมีสติเท่านั้นที่จะช่วยให้เรารอดชีวิตได้




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

เกร็ดความรู้

ครูสง่า อารัมภีร กับ เบื้องหลังที่มา

ของเพลงเรือนแพ

โดย คีตา พญาไท 


  ในบรรดาเพลงประกอบภาพยนตร์ของ บริษัทอัศวินภาพยนตร์ ที่โด่งดังเป็นอมตะ แ
ละได้รับความนิยมนั้น นอกจาก เพลงคืนหนึ่ง แล้ว เพลงเรือนแพ ที่ ชรินทร์ นันทนาคร ขับร้องไว้ ก็เป็นเพลงที่ฮิตมากอีกเช่นกัน
      .....
      เพลงเรือนแพ
      คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร
      ทำนอง สง่า อารัมภีร ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร
     
      เรือนแพ สุขจริง อิงกระแสธารา
      หริ่งระงมลมพลิ้วมา กล่อมพฤกษา ดังว่าดนตรี
      หลับอยู่ในความรัก รับความชื่น ชั่ววันและคืนเช่นนี้
      กลิ่นดอกไม้รัญจวน ยังอบอวลยวนยี สุดที่จะพรรณนา
     
      เรือนแพ ล่องลอย คอยความรักนานมา
      คอยน้ำค้างกรุณา หยาดมา จากดาราแหล่งสวรรค์
      วิมานน้อย ลอยริมฝั่ง ถึงอ้างว้างหัวใจรำพัน
      หิวหรืออิ่ม ก็ยิ้มพอกัน ชีวิตกลางน้ำสุขสันต์
     
      โอ้สวรรค์ ในเรือนแพ
     
       เป็นเพลงเอกในภาพยนตร์ เรื่องเรือนแพ ของ อัศวินภาพยนตร์ ซึ่ง ชรินทร์ นันทนาคร เป็นผู้ขับร้อง
และบันทึกเสียงเป็นคนแรกในปี พ.ศ. 2504
     
       เพลงนี้ เป็นเพลงเอกเพลงหนึ่งของ ครูชาลี อินทรวิจิตร ที่แต่งคู่กันกับ ครูสง่า อารัมภีร

ซึ่งความเป็นมาของ เพลงเรือนแพ เพลงนี้ ครูชาลี อินทรวิจิตร เขียนเล่าไว้ใน หนังสือบันเทิงบางที ดังนี้ว่า
     
       "...เพลงแหวนรัก เพลงนี้เพราะจริงๆ ผมร้องสลับในละคร เรื่องนันทาเทวี ของ อัศวินการละครและภาพยนตร์

เป็นพระนิพนธ์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล เพลงที่เปิดประตูให้ผมเดินเข้าไปในวังอัศวินไปเข้าเฝ้า
     
       และบัดนี้ ผมกำลังอยู่เบื้องพระพักตร์ของ สมเด็จพระองค์ชายใหญ่ของดารา
ของสถาบันภาพยนตร์และองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะของศิลปินนักแสดง เสด็จฯ ทรงรับสั่งอย่างเป็นกันเอง แบบ สง่า อารัมภีร (แจ๋ว) ก็นับว่า เสด็จทรงพระกรุณาเป็นล้นพ้นแล้ว
     
       "ฉันรู้จากแจ๋วว่า แกแต่งเพลงร้องเองสลับฉากละครของ ศิวารมณ์ เทพศิลป์ 
และยังแต่งเพลงให้หนังไทยหลายต่อหลายเรื่องใช่ไหม?" เสด็จรับสั่งกับผม ผมกราบถวายความเคารพ ก่อนจะตอบว่า "พ่ะย่ะค่ะ" 
  "ฉันจะให้แกแต่งเพลง "เรือนแพ" ให้แจ๋วแต่งทำนอง อยากให้คนรุ่นใหม่อย่างแก
ใช้อาภรณ์จากธรรมชาติ ใช้อารมณ์จากห้วงน้ำ สร้างอุปรากรงานเพลงที่งดงาม เป็นภาษาดนตรีและภาษาอักษร ใช่เป็นเพลงนำในภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ที่ฉันร่วมงานสร้างกับฮ่องกง
     
       เรื่องนี้ฉันแต่งไว้เพลงหนึ่งแล้ว คือ "เงาไม้" ให้แกแต่ง 2 เพลง เพลงเรือนแพ เป็นเพลงไตเติล
และอีก 1 เพลงเป็นเพลงอะไรก็ได้ ขอให้ไพเราะก็แล้วกัน พระเอกคนที่ 2 เป็นนักร้องเสียงดีพอๆ กับ ชรินทร์ นันทนาคร ประมาณนั้น"
     
       หลังจากเสด็จทรงเล่าพฤติกรรมของตัวละคร ความผูกพัน ความรักของสามชายกับหนึ่งหญิงให้ฟังอย่างละเอียดละเมียดละไมแล้ว

กาแฟหนึ่งถ้วยกับน้ำเย็นก็ถูกพนักงานนำมาเสิร์ฟให้ทันที
     
       21.00 น. เด็กพนักงานในวัง กลับเข้านอนกันหมดแล้ว เหลือ เสด็จ แจ๋ว และผม เพียง 3 คนเท่านั้น
ไม่เหลืออะไรเลย แม้แค่กาแฟถ้วยที่ 2
     
       พระเอกคนแรกเป็นนักศึกษา ตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นนายร้อยตำรวจ

คนที่ 2 เป็นนักร้องเสียงดี มีอนาคต พระเอกคนที่ 3 เป็นนักเลงชีวิตสู้ทุกรูปแบบ
     
       ทั้ง 3 คนเป็นเพื่อนรักกัน เช่าเรือนแพโกโรโกโสหลังคาทะลุโหว่

มองเห็นพระจันทร์แง้มดวงเป็นเพื่อนดึกยามหลับนอน ทุกคนสมัครใจเช่าอยู่ร่วมกัน พอประทังชีวิตให้มีที่ซุกหัวนอนเท่านั้น
     
       เรือนแพริมน้ำ ยามพายุกระพือโหม คลื่นกับฝนกระหน่ำซ้ำซัด ก็โกลาหลจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน
     
       แต่กระนั้น ฟ้ายังกรุณาปรานี ส่งกระแสสื่อความรักให้ลอยลิบๆ มากระซิบกับหัวใจ ให้พร่ำเพ้อละเมอหา 
 แม่ชาวฟ้าที่ปรายตามาเยือน เพื่อนทุกคนเห็นเงาของดวงตาที่ซ่อนแอบเสน่หาไว้ภายใน
     
       ตลอดเวลา เสด็จจะเสวยวิสกี้กับแจ๋ว และคุยกันเสียเป็นส่วนใหญ่ นานๆ แจ๋ว
ก็มาเคาะเปียโนให้เสด็จฟัง กว่าจะลงตัวก็ปาเข้าไป 24.00 น. เพิ่งจะได้ทำนองท่อนแรก ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผม
     
       เรือนแพ สุขจริง อิงกระแสธารา
       หริ่งระงมลมพลิ้วมา กล่อมพฤกษา ดังว่า ดนตรี
       หลับอยู่ในความรัก รับความชื่น ชั่ววันและคืนเช่นนี้
       กลิ่นดอกไม้รัญจวน ยังอบอวลยวนยี สุดที่จะพรรณนา
     
       จบท่อนแรก เสด็จทรงอ่านเนื้อเพลงแล้วให้ผมร้องให้ท่านฟัง

เสด็จพระองค์ชายใหญ่ท่านทรงพระปรีชาในด้านนี้อยู่แล้วไม่ทรงตำหนิอะไรเลย กลับทรงพอพระทัย กล่าวชมวรรคที่ 3 ที่ว่า "หลับอยู่ในความรัก"
เสด็จตรัสว่า "ดีกว่าหลับอยู่ในความฝัน มันล้ำหน้ากว่ากันเยอะ"
     
       "เรือนแพ ล่องลอย คอยความรักนานมา
       คอยน้ำค้างกรุณา หยาดมาจากดาราแหล่งสวรรค์
       วิมานน้อยลอยริมฝั่ง ถึงอ้างว้างหัวใจรำพัน
       ทุกข์หรือสุขก็คล้อยตามกัน ชีวิตกลางน้ำสุขสันต์
       โอ้สวรรค์...ในเรือนแพ"
     
       กว่าเพลงจะจบก็ใกล้สว่าง

เสด็จพระองค์ชายใหญ่ทอดพระเนตรเพลงท่อนจบอย่างพินิจพิเคราะห์
     
       "เพลงบรรทัดที่ 2 คำร้องดีมาก ที่บ่งความหมายถึงคอยความรัก ความกรุณาจากแม่ชาวฟ้า
ลูกสาวของเถ้าแก่เจ้าของเรือนแพ แต่ในคำบรรทัดที่ 4 ที่ว่า ทุกข์หรือสุขก็คล้อยตามกัน ตรงนี้มันง่ายไปนะ ชาลี คิดใหม่ คิดใหม่ หาคำใหม่มาแทนคำว่า ทุกข์หรือสุขก็คล้อยตามกัน"
     
       ตรัสแล้ว ทรงพาพระวรกายหายเข้าไปทำธุรกิจในห้องน้ำ แจ๋ว มองตามเสด็จ
แล้วหันมามองหน้าผมอย่างเห็นอกเห็นใจว่า ผมจะหาคำอะไรมาทดแทน ความหิว ความง่วง บวกกับความน้อยใจ ทำให้ผมคิดอะไรแวบเข้ามาในหัวใจทันที
     
       "วิมานน้อย ลอยริมฝั่ง ถึงอ้างว้างหัวใจรำพัน
       หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน ชีวิตกลางน้ำสุขสันต์
       โอ้สวรรค์...ในเรือนแพ"
     
       เขียนจบเพลง ผมเลื่อนเนื้อเพลงส่งให้ สง่า อารัมภีร

แล้วผมก็หมุนตัวกลับลงบันไดไปข้างล่าง ขึ้นรถกลับบ้านทันที
     
       จริงๆ แล้ว ประโยคที่ขีดเส้นใต้นั้น

ผมตั้งใจเขียนประชดเสด็จท่าน เพราะผมหิวจริงๆ
     
       หลายวันต่อมา ผมเจอแจ๋ว แจ๋วบอกว่า

เสด็จโปรดคำใหม่นี้มาก หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน ก็เป็นอันรอดตัวไปครับ" 

สง่า อารัมภีร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สง่า อารัมภีร หรือ ครูแจ๋ว (แจ๋ว วรจักร์) (http://th.wikipedia.org/wiki/11_%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1">11 ธันวาคม http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2464">พ.ศ. 2464 - http://th.wikipedia.org/wiki/3_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99">3 มิถุนายน http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2542">พ.ศ. 2542) เป็นนักเขียนและhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4">ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล) เมื่อ พ.ศ. 2531 เป็นนักแต่งเพลงซึ่งแต่งทำนองเพลงอมตะหลายเพลง เพลงที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89">น้ำตาแสงไต้" และ "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9E">เรือนแพ"

สง่า อารัมภีร เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2464 ที่กรุงเทพมหานคร เรียนดนตรีที่กองดุริยางค์กองทัพอากาศ เป็นศิษย์ของครูโพธิ์ ศานติกุล และhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C">พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) จบแล้วจึงรับราชการเป็นนักดนตรีและนักแต่งเพลงของกองดุริยางค์กองทัพอากาศ ร่วมงานเป็นนักประพันธ์เพลงประกอบการแสดงละครเวทีของคณะละครศิวารมย์ เมื่อมีอายุ 24 ปี ได้ผลิตผลงานเพลงประกอบละครเวที ภาพยนตร์และโทรทัศน์ เริ่มมีชื่อเสียงเมื่อแต่งเพลง "น้ำตาแสงไต้" ประกอบละครเรื่องhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C">พันท้ายนรสิงห์ เมื่อ พ.ศ. 2487

สง่า อารัมภีร เป็นนักประพันธ์เพลงไทยสากลที่มีความสามารถรอบตัว ประพันธ์ทั้งบทร้อง ทำนอง แยกเสียงประสาน ควบคุมวงดนตรี บันทึกเสียง ได้ส่งเสริมให้นักร้องจำนวนมากมีชื่อเสียงเด่นดังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

สง่า อารัมภีร มีผลงานประพันธ์เพลงมากกว่า 2,000 เพลง รวมทั้งเพลงประกอบละครและภาพยนตร์กว่า 250 เรื่อง เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมนักแต่งเพลง และสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล) ประจำปีพุทธศักราช 2531


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

แบงค์ปลอมระบาด สมัยโบราณก็มี

เปาบุ้นจิ้นผู้ทรงความยุติธรรม

 เงินปลอมเป็นเหตุ
                                                          "เล่าเซี่ยงชุน"

                   ในระยะที่ผู้ชมโทรทัศน์ในประเทศไทย  พากันติดอกติดใจเทปโทรทัศน์ จากประเทศจีน ระหว่าง พ.ศ.๒๕๓๗ - ๒๕๓๘ นั้น ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องใดโด่งดังเท่า "เปาบุ้นจิ้น" แม้จะมีเรื่อง กวนอู หรือ ขงเบ้ง หรือ สามก๊กฉบับสมบูรณ์ กับเรื่องเกี่ยว  กับพงศาวดารจีนอื่น ๆ มาแข่งขันในเวลาใกล้เคียงกัน  ก็ปรากฎว่าความนิยมชมชอบใน  เรื่อง  เปาบุ้นจิ้น  ก็มิได้ลดลงเลย

                   ความจริงเรื่องของเปาบุ้นจิ้นนั้น  มิใช่จะมาปรากฎตัวให้เป็นที่รู้จักกันในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่ได้มีชื่อเสียงเลื่องลือกันมา  ตั้งแต่ครั้งที่  หลวงดำรงธรรมสาร  ซึ่งดูตามราชทินนามน่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงตุลาการได้ว่าจ้าง นายหยอง ทหารปืนใหญ่  ซึ่งคงจะมีเชื้อสายจีน ให้แปลเรื่อง "เปาเล่งถูกงอั้น" จากภาษาจีนเป็นภาษาไทย และ มอบหมายให้ นายวรรณ (เทียน วรรณาโภ)  เป็นผู้เรียบเรียงตกแต่งถ้อยคำสำนวนให้  เป็นที่เรียบร้อย ตีพิมพ์ให้ประชาชนได้อ่านกันมาก่อน พ.ศ.๒๔๔๑ หรือในสมัยรัชกาลที่ ๕   เกือบร้อยปีมาแล้ว

                   เปาเล่งถู  นั้นก็คือบรรดาศักดิ์ของท่าน  เปาบุ้นจิ้น นั่นเอง  ตามคำนำ ในการพิมพ์ครั้งแรก ได้แนะนำไว้ว่า เปาบุ้นจิ้นเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือน ในราชวงศ์ซ้อง  ของประเทศจีน ซึ่งอยู่ในระหว่าง พ.ศ.๑๕๐๓ - ๑๘๑๙ เป็นผู้ได้รับพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้ ให้มีอำนาจตัดสินคดีความระงับเรื่องเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร ต่างพระเนตรพระกรรณ ถึงขนาดถอดถอนเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ได้ กับสามารถลงโทษผู้ที่   กระทำความผิดได้ถึงขั้นประหารชีวิต โดยไม่ต้องนำความขึ้นกราบทูลก่อน  ซึ่งเปาบุ้นจิ้น  ก็ได้ใช้อำนาจนั้น ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลม และตั้งอยู่ในความยุติธรรมเที่ยงตรง จึงมี
      ชื่อเสียงเป็นที่นับถือกันทั่วไปทั้งแผ่นดิน ดังคำกลอนของผู้แปลที่สรรเสริญไว้ ดังนี้

             ".....ด้วยเห็นว่าน่าอ่านศาลตัดสิน    ไม่ป่ายปีนแบบฉบับตำรับสอน
              ยุติธรรมถูกกฎบทบวร               ท่านแต่ก่อนวินิจฉัยในคดี
              ได้ตรวจความตามเป็นรู้เห็นแล้ว       เปรียบด้วยแก้วเจียระไนที่ใสศรี
              ถ้าใครจำทำในใจในวิธี             ตำแหน่งที่พิพากษาเบื้องหน้าไป
               ย่อมเป็นเครื่องปรุงญาณวิจารณ์เห็น     แก่ผู้เป็นกรรมการในศาลใหญ่
               โดยระเบียบเทียบคดีชอบที่ใช้         จะเห็นในเท็จจริงสิ่งสำคัญ
              ให้เท็จแท้แพ้จริงไม่กลิ้งศัพท์          จะไม่กลับจริงแท้แพ้เท็จผัน
              ความพิรุธทรุดสำนวนควรเป็นธรรม์     บางเรื่องนั้นจริงที่สุดแต่ทรุดมี
              ถ้าใครจำสำเนาไม่เดาดื้อ           ฉลาดซื่อจึงจะชอบรอบวิถี
              อันองค์ห้าอย่าได้ละจึ่งจะดี           สิ้นชีวีชื่อยังดังอยู่นาน....."

                   สำหรับคำว่าองค์ห้า  ท่านก็ได้ขยายความออกไปให้ฟังอย่างชัดเจนว่า

              ".....อันพร้อมด้วยองค์ห้าเป็นข้าบาท  ทั้งฉลาดทั้งตรงคงวิถี
              หนึ่งคือสุจริตดวงจิตฟรี              ไม่มีที่คัดค้านสถานใด
              สองคือสัตย์ตัดมุสาวาจาเที่ยง         ไม่กลิ้งเกลี้ยงเช่นลูกปืนขืนนิสัย
              สามเมตตาปราณีไมตรีใน            ผู้ดีไพร่ทั่วเที่ยงไม่เอียงออม
              สี่หมั่นกตัญญูพระผู้เป็นเจ้า            ที่ปกเกล้าชนทั้งสิ้นทรงกลิ่นหอม
              ห้ากำหนดอดกลั้นขันติพร้อม           มิได้ยอมแพ้กิเลสเจตนา....."

                   ตัวอย่างความปรีชาสามารถของเปาบุ้นจิ้นหรือ เปาเล่งถู นั้นมีอยู่มากมาย จะขอเล่าให้ฟังเป็นอุทธาหรณ์สักเรื่องหนึ่ง

                   เหตุเกิดขึ้นที่เมืองเพ่งเหลียงหู มีซินแสหมอดูชื่อ ม่งปิ๊ด กับชายหนุ่มชื่อ ลอคิม เข้ามายื่นคำร้องฟ้องต่อศาล อ้างกรรมสิทธิ์ในกระเป๋าเงินใบหนึ่ง ว่าเป็นของตน

      ท่านเปาเล่งถูก็ถามม่งปิ๊ดก่อน ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

                   ม่งปิ๊ดก็เล่าว่าตนไปซื้อของในตลาด ซึ่งมีคนเบียดเสียดยัดเยียดกันมาก จึงทำกระเป๋าเงินหล่นลงบนพื้น พอก้มลงเก็บชายหนุ่มคนนี้ก็เข้ามาแย่ง  อ้างว่าเขาเห็นกระเป๋าตกอยู่ก่อน จะให้แบ่งเงินในกระเป๋าคนละครึ่ง ซึ่งตนไม่ยอมเพราะเป็นกระเป๋า ของตนเอง

                   ท่านเปาก็ถามลอคิมบ้าง ลอคิมก็ให้การว่า ตนเห็นกระเป๋าเงินตกอยู่ที่พื้นในตลาดโดยไม่มีเจ้าของ จึงวิ่งเข้ามาจะเก็บ แต่หมอดูคนนี้กลับยื้อแย่ง ตู่ว่าเป็นของตัวเอง ตนจึงไม่ยอม ต้องแบ่งเงินกันคนละครึ่งจึงจะถูกต้อง

                   ท่านเปาก็หันกลับมาถามม่งปิ๊ดว่า เมื่อไปตลาดได้ซื้อของอะไรบ้าง ซินแสหมอดูผู้มีชื่อเสียงก็บอกว่า ซื้อกาน้ำกับผ้ายังอยู่ที่คนใช้ซึ่งรออยู่ที่หน้าร้าน ท่านเปาก็ให้ ม่งปิ๊ดพาพนักงานไปดูสิ่งของที่คนใช้ ก็เห็นจริงตามคำให้การ ท่านจึงถามลอคิมว่า การที่เห็นกระเป๋าเงินก่อนนั้นมีพยานหรือไม่ ลอคิมก็นำพยานสองคนมาเบิกความตรงกันอีก

                   ท่านเปาเล่งถูย้อนถามม่งปิ๊ดว่า  เงินในกระเป๋านี้มีมากน้อยเท่าใดแน่  ม่งปิ๊ดว่าเงินมีอยู่ทั้งหมดสิบตำลึงเศษ แต่ได้แตกใช้ซื้อของไปแล้ว  เหลือเท่าไรจำไม่ได้

      ลอคิมเห็นได้ทีก็เสริมว่า เพราะมิใช่เงินของตนเอง เป็นเงินของคนอื่นทำตกไว้ จึงตอบไม่ถูก

                   ท่านเปาจึงตัดสินให้แบ่งกันคนละครึ่ง เมื่อเทกระเป๋าออกดู ปรากฎว่า  มีเงินอยู่แปดตำลึงกับเบี้ยห้าร้อยอีแปะ ทั้งสองจึงได้เงินไปคนละสี่ตำลึงกับสองร้อยห้าสิบอีแปะ

                   เมื่อคู่ความต่างแยกย้ายกันลงจากศาลไปแล้ว ท่านเปาเล่งถูก็ให้ลิ่วล้อ ชื่อเบ้งกี่ สะกดรอยตามทั้งสองฝ่ายไปดูว่าผู้ใดจะว่าอย่างไรในการตัดสินครั้งนี้ เบ่งกี่นั้นตามม่งปิ๊ดไปก็ได้ยินบ่นว่า เปาเล่งถูชำระความไม่ถูกต้องไม่ยุติธรรม สำหรับลอคิมนั้นไม่บ่นว่าอะไรเลย แต่เอาเงินที่ได้นั้นแบ่งให้แก่พยานทั้งสองคน ได้คนละเท่าใดเห็นไม่ถนัด  จึงกลับมารายงานท่านเปา ตามที่ได้ยินและได้เห็น

                   ท่านเปาก็ให้เรียกตัว  หยินอุ่น  ซึ่งไม่ใช่พนักงานศาลมาอีกคนหนึ่ง แล้วให้เงินปลอมไปห้าตำลึง เพื่อเอาไปเที่ยวตลาดล่อพวกทุจริต  และให้เบ้งกี่ไปเป็นเพื่อนด้วย ทั้งสองก็กลับไปเดินฉุยฉายอยู่ในตลาด เห็นลอคิมกับเพื่อนสองคนยืนอยู่หน้าร้านชมพู่  หยินอุ่นกับเบ้งกี่ก็เข้าไปซื้อชมพู่กิน โดยควักกระเป๋าให้เห็นเงินห้าตำลึง แล้วก็ชวนลอคิม กับเพื่อน ไปดูงิ้วที่ศาลเจ้าตังงักด้วย  

เมื่อถึงโรงงิ้วเพื่อนสองคนของลอคิม ก็ยืนประกบ หยินอุ่นสองข้าง ตัวลอคิมยืนเบียดอยู่ด้านหลัง พอเห็นว่าหยินอุ่นดูงิ้วอย่างเพลิดเพลินก็ตัด สายกระเป๋าเงินขาด แล้วคว้ากระเป๋าวิ่งหนีไป พอหยินอุ่นรู้ตัวจะไล่ตามเพื่อนของลอคิม
ทั้งสองข้างก็คว้าแขนไว้ ทำเป็นถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

                   หยินอุ่นกับเบ้งกี่จึงประกาศว่า ทั้งสองถือคำสั่งของท่านเปาเล่งถูให้มาสืบจับตัวผู้ร้ายนักตัดช่องย่องเบา และวิ่งราวทรัพย์ บัดนี้คนทั้งสองแกล้งยื้อยุดฉุดมือไว้ ไม่ให้ติดตามคนร้าย ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน ทั้งเบ้งกี่และหยินอุ่นจึงจับเพื่อนของลอคิม เอาตัวไปส่งศาล

                   จำเลยคนหนึ่งชื่อ เตียเสียม  อีกคนหนึ่งชื่อ หลีเหลียง  อ้างว่ากำลังดูงิ้วอยู่ ไม่ได้รู้เห็นกับผู้ร้ายที่วิ่งราวตัดกระเป๋าเงินด้วยเลย ท่านเปาจึงสั่งให้พนักงานไปบอกความลับกับนายด่านเมืองนั้น แล้วพิพากษาว่าโทษของจำเลยทั้งสอง สมรู้เป็นใจกับคนร้าย ให้ลงโทษตีให้สาหัส แล้วเนรเทศไปอยู่นอกเมือง  จากนั้นก็ให้ผู้คุมนำตัวจำเลยทั้งสองไปให้นายด่านลงโทษตามคำสั่งศาล

                   เมื่อทั้งสองจำเลยถูกคุมตัวมาที่ด่าน เห็นนายด่านเตรียมเครื่องจองจำ   และเครื่องมือลงโทษครบครันก็ใจฝ่อ  รำพึง ว่าตนเองไม่ได้ทำผิด ไฉนจึงต้องมารับโทษแทนผู้ร้ายอย่างนี้ นายด่านก็กระซิบว่า ถ้าจะให้ลดหย่อนผ่อนโทษลงบ้าง  ก็จงไปหาเงินมาชดใช้ เท่ากับจำนวนที่คนร้ายช่วงชิงวิ่งราวเจ้าทุกข์ ให้ได้ภายในสามวัน  แล้วก็ถอดเครื่องจองจำออก

                   เตียเสียมกับหลีเหลียงก็กลับไปบ้านและเอาเงินมาให้นายด่านห้าตำลึงเศษ นายด่านก็เอาเงินนั้นมาให้เปาเล่งถู ท่านเปาก็เรียกเบ้งกี่และหยินอุ่นมาดูเงินที่ได้รับมา ทั้งสองก็ยืนยันว่าเป็นเงินที่ถูกวิ่งราวไปแน่นอน

                   เปาเล่งถูจึงให้เจ้าพนักงานไปตามตัวเตียเสียมกับหลีเหลียงมาอีกครั้งแล้วก็ ว่า เงินที่ทั้งสองนำมาใช้หนี้นั้น เป็นเงินที่ถูกแย่งชิงไป  ถ้าทั้งสองไม่ได้ทำผิดแล้ว เหตุใดเงินของกลางจึงมาอยู่ที่ตัวได้ คราวนี้ถ้าไม่รับจะต้องลงโทษให้หนักกว่าเก่า  ทั้งสองจำเลยก็จำนนต่อหลักฐาน จึงยอมให้การรับสารภาพว่า ลอคิมเป็นคนตัดกระเป๋าแล้วเอาเงินให้ หลิมไท่ ไปแตกเป็นเงินย่อยเพื่อจะแบ่งกัน แต่เงินนั้นเป็นเงินปลอม แลกไม่ได้จึงเอามาคืน เพื่อให้ทั้งสองนำมาถ่ายโทษตนเอง

                   ท่านเปาจึงให้พนักงานไปคุมตัว ลอคิม หลิมไท่ มาพร้อมหน้ากัน แล้วก็พิพากษาว่า ลอคิมกับพวกเป็นผู้ทุจริต ร่วมกันฉ้อโกงเงินของซินแสม่งปิ๊ด  แล้วยังซ้ำรวมหัวกันตัดกระเป๋าฉกเงินของหยินอุ่นอีก บัดนี้หลักฐานปรากฎชัดแจ้งแล้ว  จึงให้โบยคนละห้าสิบที แล้วเนรเทศไปอยู่เมืองไกล กำหนดสามปีจึงพ้นโทษกลับมาอยู่ถิ่นฐานบ้านเดิมได้

                   คดีเรื่องนี้ก็สิ้นสุดลงอย่างยุติธรรม  เพราะเปาเล่งถู พยายามที่จะหาหลักฐานมามัดตัวผู้ต้องหาทั้งสี่นาย ทีละขั้นตอนอย่างรอบคอบ ไม่ได้ใช้ลิ่วล้อให้เอาตัวไปซ้อม หรือกักขังให้อดอยากแต่ประการใด เมื่อฝ่ายจำเลยจำนนต่อหลักฐาน จนไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไรแล้ว จึงตัดสินโดยไม่มีอคติ สมควรเป็นที่ยกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง.

                                  ##########

จากคุณ

: เจียวต้าย   http://www.pantip.com/cafe/isolate/topic/M11022533/M11022533.html




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

คลายเครียด



หลัง จากเฝ้าดูยอดขายที่ตกต่ำลงมา 3 เดือน ของไก่ทอดเคนตั๊กกี้ ผู้พันแซนเดอร์ส (คนคิดสูตร KFC) ได้โทรศัพท์หาพระสันตปาปาเพื่อขอความช่วยเหลือ


พระสันตปาปากล่าว : "พ่อจะช่วยอะไรลูกได้บ้าง"
ผู้ พันตอบ : "ผมอยากให้คุณพ่อช่วยเปลี่ยนบทสวดประจำวันจาก ขอบคุณพระเจ้า ที่ประทานขนมปังให้แก่เรา เป็นขอบคุณพระเจ้าที่ประทานไก่ทอดให้แก่เรา" "ถ้าหากคุณพ่อทำได้นะ ผมจะบริจาคให้วาติกัน 10 ล้านดอลลาร์"
พระสันตปาปาตอบ : "พ่อเสียใจนะลูก นั่นเป็นบทสวดของพระผู้เป็นเจ้า พ่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก"

หลังจากนั้นอีกเดือนหนึ่ง ยอดขายก็ตกต่ำลงกว่าเก่าอีก
ผู้พันเริ่มเครียด จึงโทรหาพระสันตปาปาอีกครั้ง
ผู้ พัน : "ฟังนะครับคุณพ่อ ผมต้องการความช่วยเหลือของท่านมาก ผมจะบริจาค 50 ล้านดอลลาร์ถ้าท่านเปลี่ยน คาถาในบทสวดจาก "ขนมปัง" เป็น "ไก่ทอด" เท่านั้นเอง "
พระสันตปาปาตอบกลับมาว่า : "ลูกเริ่มทำให้พ่อลังเลแล้วนะ ผู้พันแซนเดอร์ส โบสถ์สามารถใช้เงินที่ลูกบริจาค ทำประโยชน์แก่สาธาร ณชนได้มากมาย
แต่พ่อคงต้องขอยืนกราน นั่นเป็นบทสวดของพระผู้เป็นเจ้า พ่อคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้"

ผู้พันแซนเดอร์สต้องผิดหวังกลับไปอีกครั้ง แต่เมื่อสองเดือนผ่านไปพร้อมกับยอดขายที่ย่ำแย่ถึงขีดสุด
ผู้ พัน : "คุณพ่อครับ นี่เป็นคำขอร้องครั้งสุดท้าย ถ้าพ่อเปลี่ยนคำในบทสวดจาก "ขนมปัง" เป็น "ไก่ทอด" ผมจะบริจาคให้สำนักวาติกัน 100 ล้านดอลลาร์"
พระสันตปาปาตอบ : "ขอเวลาพ่อคิดก่อนนะ แล้วพ่อจะติดต่อกลับไป"

วัน ต่อมา พระสันตปาปาเรียกประชุมบิชอปทั้งหมดในคณะและเริ่มแถลงว่า "พ่อมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายนะ ข่าวดีคือ KFC กำลังจะบริจาคเงิน ให้สำนักวาติกันของเรา 100 ล้านดอลลาร์"

เหล่าบิชอปต่างพากันปลาบปลื้มกับข่าวดีนี้
บิชอปท่านหนึ่งจึงถามถึงข่าวร้ายบ้าง พระสันตปาปาตอบ :

"ข่าวร้ายก็คือ เราคงต้องยกเลิกสัญญากับ บริษัทขนมปังฟาร์มเฮาส์แล้ว



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

ยอมรับความจริงกันเถอะทุกวันชีวิตบอกอะไรกับเราผ่านเหตุการณ์ในแต่ละวัน
แต่สิ่งที่เราเลือกฟังคือสิ่งที่เราอยากได้ยิน
ไม่ใช่ความจริงที่ชีวิตพยายามบอก

การไม่ยอมรับความจริงตามที่ชีวิตบอก
นับเป็นอันตรายทางใจ
เพราะยิ่งแก่ตัวลงเท่าไร เราก็ยิ่งเจอแต่เรื่องไม่น่ายอมรับ
นับแต่กายใจไปจนถึงอะไรรอบตัวเลยทีเดียว
คนที่ไม่เคยฝึกยอมรับอะไรๆไว้
ฝึกแต่สะสมการไม่ยอมรับไปมากๆ
ในที่สุดจะถึงจุดๆหนึ่งในชีวิตที่เราต้องเสียใจไปอีกแบบ
เสียใจที่ยอมรับความจริงอะไรไม่ได้สักอย่าง

ฝึกยอมรับความจริงไว้แต่เนิ่นๆเถิด
เพราะยิ่งเวลาผ่านไป
คุณจะยิ่งต้องยอมรับความจริงที่ไม่น่าย อมรับมากขึ้นทุกที

บางคนอาจฝึกยอมรับความจริงมาตลอด
แต่พอเจอความจริงที่เจ็บปวดเข้า
ใจก็เหมือนคนดิ้นพราดๆ อึดอัด ร้องไห้ สับสน และขาดสติ
อันนั้นเป็นธรรมดา
ถ้าฝึก "เผชิญหน้าความจริง" ในแบบฝืนข่ม
ก็ไม่ค่อยเวิร์กหรอกครับ
ต้องฝึกแบบ "รู้ตามจริงเป็นขั้นๆ" นั่นแหละถึงจะสำเร็จได้จริง

ตามหลักการเจริญสติของพระพุทธเจ้า
ท่านให้ยอมรับสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายที่สุดก่อนครับ
และในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรยอมรับง่ายเท่าลมหายใจเข้าออกอีกแล้ว
หายใจออกรู้ หายใจเข้ารู้ เมื่อรู้ได้เรื่อยๆ
ก็แปลว่าเก่งในการยอมรับความจริงอันเป็นปัจจุบันขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

จากนั้นขยายขอบเขตไปยอมรับความจริงว่ากำลังอึดอัดหรือสบาย
มันเป็นเรื่องง่ายถ้าเราเห็นถึงภาวะทางกาย
ที่มีลมหายใจเลี้ยงอยู่ ว่าสบายหรืออึดอัดในปัจจุบัน
ไม่ต้องมีกลไกปกป้องตัวเอง
ไม่ต้องแกล้งยอมรับหรือปฏิเสธอย่างภาวะทางใจที่ซับซ้อนกว่านั้น

จากนั้นขยายขอบเขตไปยอมรับความจริงว่าจิตกำลังสงบหรือฟุ้งซ่าน
อันนี้จะเริ่มยากขึ้นนิดหนึ่ง เพราะคนเรามักปฏิเสธความฟุ้งซ่าน
ไม่อยากฟุ้งซ่าน แต่อยากควบคุมความคิดตัวเองให้ได้

สำหรับคนที่ฝึกยอมรับความทุกข์ทางกายมาก่อน
ก็จะได้เปรียบ สามารถยอมรับความทุกข์ทางใจ
อันเกิดแต่ความฟุ้งซ่านได้ไม่ยากนัก

พอเริ่มยอมรับความจริงอันเป็นภายในได้
ความจริงภายนอกที่มากระทบให้ว้าวุ่นก็จะเริ่มถูกลดค่าลง
เมื่อเราให้ความสำคัญกับภายนอกน้อยลง
ก็จะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นภายนอกได้ราวกับพลิกฝ่ามือ

ถ้าระหว่างฝึกยอมรับความจริง
ใจเกิดความหดหู่ไปด้วย
ก็ต้องแปรอาการหดหู่เป็นความพยายามทำอะไรให้ดีขึ้นครับ
วิธีคือจับความรู้สึกหดหู่ให้ถูกตัว
มันซึม มันจ๋อย มันหด มันตัวเล็กลง มันอยากร้องไห้
พอจับความรู้สึกชนิดนั้นได้ก็จะเห็นว่า
ทั้งกายทั้งใจมันอยากนอนคุดคู้อยู่เฉยๆ
รู้สึกไม่ดี รู้สึกไม่ปกติ เหมือนไม่อยากรับรู้อะไรทั้งสิ้น
จากนั้นก็ให้เห็นเหมือนเหรียญด้านกลับ
แท้จริงแล้วความรู้สึกชนิดนั้น รอการพลิกกลับมาเป็น
"ความกระตือรือร้นในการเริ่มทำสิ่งที่น่ายอมรับกว่า"

เพื่อจะรู้จริงว่าความหดหู่ก็เป็นพลังความกระตือรือร้นได้
เราต้อง "รู้สึกถึงทั้งหมดของความหดหู่" ให้ได้เท่านั้นเอง
แล้วจะรู้ว่าความกระตือรือร้นมันแค่คว่ำอยู่
เราจะเห็นตัวมันได้ก็ต้องหงายมันขึ้นมา
ฟังยาก แต่จะเข้าใจง่ายถ้าลองสังเกตจริงจังหลายๆหนนะครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้ระลึกด้วยว่าการยอมรับความจริง
แตกต่างจากการนิ่งดูดาย
เราจะได้เจอความจริงที่ดีที่สุดหลังจากทำดีที่สุด
พยายามดีที่สุดได้แค่ไหนค่อยยอมรับแค่นั้น
อย่าเพิ่งด่วนยอมรับสภาพทั้งที่ยังไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้นนะครับ

ดังตฤณ
สิงหาคม ๕๔

ที่มา http://www.dharmamag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=529&Itemid=40



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

"ชาติหน้ามีจริงไหมครับ" หลวงพ่อชา สุภัทโท
พระพุทธองค์ท่านสอนไม่ได้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น
ไม่ต้องสงสัยว่า ชาติหน้ามีหรือไม่มี
ไม่ต้องถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด
อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา
หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องรู้เรื่องราวของตนเองในปัจจุบัน
 เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร
 นี้คือสิ่งที่เราต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะ ต้องรู้ด้วย
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราถือเอาปัจจุบันเป็นเหตุของทุกอย่าง
เพราะว่าปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต คือถ้าวันนี้ผ่านไป
วันพรุ่งนี้มันก็กลายมาเป็นวันนี้ นี่ นี่เรียกว่าอนาคต
คือพรุ่งนี้ มันจะมีได้ก็เพราะวันนี้เป็นเหตุ
ทีนี้อดีตก็เป็นไปจากปัจจุบัน หมายความว่า ถ้าวันนี้ผ่านไป
 มันก็กลายเป็นเมื่อวานนี้เสียแล้ว นี่คือเหตุที่มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่
ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเหตุทั้งหลายในปัจจุบัน
เท่านี้ก็พอแล้ว
 ถ้าปัจจุบันเราสร้างเหตุไว้ดี อนาคตมันก็จะดีด้วย
อดีตคือวันนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย
และที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราหมดทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้ แล้ว
อนาคตคือชาติหน้าก็ไม่จำเป็นที่ จะต้องพูดถึง



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

กาแฟ มีประโยชน์ หรือโทษอย่างไรต่อสุขภาพ ?



กาแฟมีประโยชน์ หรือโทษอย่างไรต่อสุขภาพ? (กรุงเทพธุรกิจ)


       หลาย คนจะดื่มกาแฟในตอนเช้า แทนอาหารเช้าไปเลย แต่บางคนก็ดื่มรอบบ่ายอีก แล้วคุณรู้ไหมว่ากาแฟนั้นสำคัญกับร่างกายมากน้อยแค่ไหน หรือว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพคนเราหรือไม่

       ปัจจุบันการดื่มกาแฟเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายตามปั้มน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้ามีการขายอย่างมากมาย จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นส่วนหนึ่งหรือบางคนอาจจะเป็นส่วนสองส่วนสามของชีวิต ประจำวัน แต่จะมีใครกังวลหรือไม่ว่าที่เราดื่มทุกวันวันละหลายแก้วแล้วมันมีโทษ หรือคุณประโยชน์อะไรบ้าง หากคุณเป็นคอกาแฟคุณควรจะอ่านบทความนี้


       ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟ

       ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟคือ caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7 trimethylxanthine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophylline caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ดกาแฟ ใบชา โคลา caffeine ถูกผสมลงในน้ำอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก

       กาแฟ จะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มกาแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งใน เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกาแฟจะไม่สะสมในร่างกาย โดยจะถูกทำลายและขับออกหมด ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ ดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการ การกระตุ้นของกาแฟ จะต้องดื่มกาแฟบ่อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกำเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป กาแฟจะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ

       ปริมาณ caffeine ที่มีในเครื่องดื่มแต่ละชนิดขึ้นกับความเข้มข้น ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างปริมาณกาแฟMilligrams of Caffeine และชนิดของเครื่องดื่ม  

           
       นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าวันหนึ่ง ๆ เราจะรับสาร caffeine ประมาณ 250-600 มก. ซึ่งไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย

       ผลดีของกาแฟ

       กาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่ง่วง สมาธิในการทำงานดีขึ้น ผู้ที่ดื่มกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอน มีสมาธิในการทำงาน และยังทำให้ความสามารถในการทำงานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไข้หวัด

       ผลต่อสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้น เช่นการขี่จักรยาน การว่ายน้ำ เล่นกีฬาได้นานขึ้น

       ผลดีของกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ

       กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ดังนั้นขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ

       ดื่มนาน ๆ จะติดกาแฟหรือไม่

       องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานว่ากาแฟจะเป็นสารซึ่งหากดื่มนาน ๆ แล้วจะเสพติด การดื่มกาแฟจะเป็นนิสัยมากกว่าเสพติด เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณของกาแฟ และเมื่อหยุดกาแฟบางคนก็เกิดอาการปวดหรือมึนศีรษะเพียงเล็กน้อย

       ผลดีของกาแฟต่อสุขภาพ

       โรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว จะลดอาการหอบหืด หากดื่มมากกว่า 6 แก้ว การทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น

       กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่น ๆ มีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

       การดื่มกาแฟจะลดอาการง่วงนอน และทำให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และลดอุบัติเหตุขณะขับขี่

       กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้าและคลายความวิตกกังวล

       การดื่มกาแฟเป็นประจำจะลดอุบัติการณ์การเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และยังลดอุบัติการณ์ของนิ่วในถุงน้ำดี

       มีหลักฐานพอจะเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อดื่มวันละ 4 แก้ว

        กาแฟกับสุขภาพสตรี

       กาแฟ กับการตั้งครรภ์ The Food Standards Agency ก่อนหน้านี้มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ แต่จากหลักฐานยังไม่พบผลเสียดังกล่าว ประเทศอังกฤษได้แนะนำว่าการดื่มวันละ 3-4 แก้ว ขณะตั้งครรภ์ไม่เกิดผลเสีย สำหรับผู้ที่ตั้งท้องหากงดได้ก็น่าจะงด

      การเป็นหมัน พบว่าหากดื่มกาแฟมากกว่า 1 แก้ว จะมีโอกาสเกิดการเป็นหมันเพิ่มขึ้น

       กาแฟกับโรคกระดูกพรุน

       ยังมีรายงานทั้งสนับสนุนว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้ที่เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอ แนะนำว่าควรจะดื่มนมเพิ่ม สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วขึ้นไป

       กาแฟกับโรคมะเร็ง

       มีรายงานจาก World Cancer Research Fund ว่าการดื่มกาแฟปริมาณปานกลางไม่มีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง

       มีรายงานกล่าวว่าการดื่มกาแฟมีผลดีต่อการป้องกันมะเร็งตับอ่อนเล็กน้อย

       มีรายงานว่าการดื่มกาแฟอาจจะมีผลป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

       กาแฟกับโรคหัวใจ

       เท่ามีรายงานขณะนี้พบว่าการดื่มกาแฟวันละ 4 แก้ว ไม่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ

       การดื่มกาแฟเป็นประจำไม่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การดื่มกาแฟครั้งแรกจะทำให้ความดันขึ้นชั่วคราว

       กาแฟกับโรคเบาหวาน

       จากการศึกษาพบว่า การดื่มกาแฟจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น 15 % กรดไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น ฮอร์โมน epinephrine เพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน   สรุปว่าควรจะดื่มต่อไป   ไม่มากไม่มายวันละ 2 แก้วเอง คำเตือน  -- ระวังตาบอดในขณะดื่ม เพราะช้อนจะทิ่มลูกกะตา  555    




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

มหัศจรรย์แห่งกระดูก...สุดท้ายแล้วลูกเดือยคือยาวิเศษ

องค์ ประกอบหลักของกระดูกคือ แคลเซียมฟอตเฟส เพราะฉะนั้น เรารับประทานแคลเซี่ยมคาร์บอเนต (บวกวิตามินดีหรือไม่ก็ตามที่นิยมกัน) เพื่อบำรุงกระดูก รักษาโรคกระดูกพรุน ได้จริงหรือ?  มาหุงข้าวผสมลูกเดือยรับประทานดีกว่าครับ มีฟอสฟอรัสสูง ช่วยบำรุงกระดูกตรงกับองค์ประกอบหลักของกระดูก

วันอาทิตย์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 10:02 น.

มหัศจรรย์แห่งกระดูก

ร่าง กายมนุษย์เป็นสิ่งซับซ้อนมหัศจรรย์ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังศึกษาได้ไม่จบสิ้น วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์จึงนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับกระดูกมนุษย์มาฝาก

องค์ประกอบหลักของกระดูกคือ แคลเซียมฟอตเฟส ที่ทำให้กระดูกแข็งและมีคอลลาเจนเป็นโปรตีนเส้นใยที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูก ในร่างกายเด็กจะมีกระดูก 300 ชิ้น แต่เมื่อโตขึ้นกระดูกบางชิ้นจะรวมกัน ทำให้เหลือ 206 ชิ้น เมื่อเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว รวมเป็นน้ำหนักร้อยละ 20 ของร่างกาย

กระดูกทุกชิ้นจะเชื่อมต่อกัน ยกเว้นกระดูกโคนลิ้นที่จะยึดอยู่บริเวณส่วนบนของคอหอยด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อ

กระดูกชิ้นที่เล็กที่สุดคือ กระดูกรูปโกลนในหูชั้นกลาง ซึ่งมีความยาวประมาณ 0.28 เซนติเมตร ส่วนกระดูกที่ใหญ่ที่สุดคือ กระดูกต้นขา ยาวประมาณ 48 เซนติเมตร

และน่ามหัศจรรย์ที่เมื่อกระดูกหัก มันจะสามารถเชื่อมต่อกันได้เอง บางชิ้นใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนก็เชื่อมต่อกันสนิท.

ทีมเดลินิวส์ออนไำลน์

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=119497&categoryID=424

"ลูกเดือย" ธัญพืชเพื่อสุขภาพ

  "ทำไมคุณย่าถึงชอบต้มลูกเดือยร้อนๆ ไว้ทานทุกเช้าล่ะครับ"
  เจ้า หลานชายตัวน้อยเอ่ยถามคุณย่า เพราะถึงแม้เขาจะคุ้นเคยดีกับการกินลูกเดือย ทั้งลูกเดือยต้มหรือลูกเดือยที่เป็นส่วนผสมหนึ่งในน้ำอาร์.ซี. ที่คุณย่าชอบทานก็ตามที แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าลูกเดือยเมล็ดกลมๆ นี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง คุณย่าจึงเล่าถึงสรรพคุณดีๆ ของลูกเดือยว่า

  - คุณค่าทางอาหาร ลูกเดือยมีฟอสฟอรัสอยู่ในปริมาณสูง จึงช่วยบำรุงกระดูก รองลงมามีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และมีวิตามินบีหนึ่งมาก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเหน็บชา อีกทั้งเป็นอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายสูง จึงมีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง และเหมาะสำหรับคนไข้พักฟื้น

  - คุณค่าทางยาใช้ ชงป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไต กระเพาะอาหาร ม้าม รวมทั้งบำรุงเลือดลมในสตรีหลังคลอด รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง

  นอก จากนี้ ในตำรายาจีนยังใช้ลูกเดือยบดผสมข้าว ต้มเป็นข้าวต้มกินทุกวันเพื่อบำรุงกำลัง ช่วยหล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บวมน้ำ ปวดข้อเรื้อรัง ทั้งยังเชื่อว่าการรับประทานลูกเดือยต้มน้ำตาลสามารถที่จะแก้ร้อนในได้อีก
  "นอก จากลูกเดือยจะทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้านแล้ว ยังเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุและคนทุกวัยอีก รู้อย่างนี้ ผมต้องขอเติมอีกชามแล้วล่ะครับ" หลานชายตัวน้อยพูดพร้อมยื่นชามใบเดิมให้คุณย่าทันที

ขอขอบคุณ : นิตยสารชีวจิต

http://variety.mcot.net/V3494

ลูกเดือย ยาอายุวัฒนะ

ฉบับนี้ ‘ป้าบัว’ มีเรื่องของ ‘ลูกเดือย’ มา ฝากกันค่ะ เพราะธัญพืชเมล็ดกลมๆเล็กๆนี้ อัดแน่นด้วยคุณภาพของสารอาหารที่มีประโยชน์ บำบัดโรคได้สารพัด จนชาวจีนยกให้เป็น ยาอายุวัฒนะอีกชนิดหนึ่งทีเดียว

ใน ตำรายาจีนบอกไว้ว่า ลูกเดือย ซึ่งมีรสจืดนั้นมีฤทธิ์เป็นยาเย็น ช่วยบำรุงกำลัง หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงปอด ม้าม ตับ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไข้ แก้ท้องเสีย แก้ทางเดินหายใจ เหน็บชา แก้ปวดเข่า ปวดข้อ ไขข้ออักเสบ แก้ชักกระตุก บวมน้ำ ปอดอ่อนแอไอเป็นเลือด ฝีที่ลำไส้ แก้อาการ ตกขาวผิดปกติ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงเส้นผมและผิวหนัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดการเกิดกระ รักษาโรคหูด ลดการ เกิดมะเร็ง เพราะมีสารคอกซีโนไลด์ (coxenolide)ที่มีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก

ซึ่ง สอดคล้องกับข้อมูลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ว่าสารคอกซีโนไลด์ในเมล็ดเดือยมีสรรพคุณในการยับยั้งการเจริญของเนื้องอก และพบว่าสารสกัดด้วยน้ำหรือตัวทำละลายอินทรีย์ จากรากหรือเมล็ดเดือยมีฤทธิ์ทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่ผิวหนังดีขึ้น ทำให้เส้นผมงอกงามดี

ผลการทดลองการรักษาโรคหูดที่มักจะเป็นเรื้อรัง ก็ช่วยยืนยันสรรพคุณของลูกเดือย โดยการทดลองในคนไข้ 23 ราย ให้กินลูกเดือย 60 กรัม ต้มรวมกับข้าวรับประทานวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันจนกว่าจะหาย หลังจากกินลูกเดือยติดต่อกัน 7-76 วัน ได้ผลหายขาด 11 ราย อาการดีขึ้น 8 ราย ไม่ได้ผล 6 ราย ซึ่งอาจเป็นเพราะสารจากลูกเดือย มีฤทธิ์ ทำให้เลือดมาเลี้ยงที่ผิวหนังดีขึ้น หรือจากฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกนั่นเอง

เหตุที่ลูกเดือยมีคุณค่าทางอาหารสูง เพราะมีปริมาณโปรตีน 13.84% คาร์โบไฮเดรต 70.65% เยื่อใย 0.23% ไขมัน 5.03% แร่ธาตุต่างๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยบำรุงกระดูก มีอยู่ในปริมาณสูง รวมทั้งวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 โดยเฉพาะวิมามินบี 1 มีในปริมาณ มาก (มีมากกว่าข้าวกล้อง) ซึ่งช่วยแก้โรค เหน็บชาด้วย

ยัง ค่ะ..คุณค่ายังไม่หมดเท่านี้ เพราะลูกเดือยยังมีกรดอะมิโนทุกชนิดที่สูงกว่าความต้องการตามมาตรฐานของ องค์การอนามัยโลก ยกเว้นเมทไธโอนีนและไลซีน เช่น มีกรดกลูตามิกในปริมาณมากตามด้วยลูซีน, อลานีน,โปรลีน วาลีน, ฟินิลอลานีน, ไอโซลูซีน และอาร์จีนีนลดหลั่นลงมา

แถมลูกเดือยยังมีกรดไขมันจำเป็นชนิดที่ไม่อิ่มตัวด้วย เช่น กรดโอเลอิค และกรดลิโนเลอิก รวมแล้วถึง 84% และเป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัว คือ ปาล์มิติ และสเตียริก เพียง 16% เท่านั้น

เห็นมั้ยคะว่า ลูกเดือยเป็นอาหารคุณภาพคับเมล็ดจริงๆ เพราะให้ทั้งพลังงาน ไขมัน แร่ธาตุ และกรดที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างยอดเยี่ยม

ลูก เดือยจึงเป็นอาหารบำรุงกำลังชั้นดี เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เด็กๆที่รับประทานลูกเดือยเป็นประจำ จะช่วยบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร สตรีหลังคลอดควรรับประทานลูกเดือยเพื่อบำรุงเลือด และผู้สูงอายุที่รับประทานลูกเดือยจะช่วยบำรุงการทำงานของไต

เหตุที่ลูกเดือยมีคุณค่าทางโภชนาการสูงดังกล่าวแล้ว คนจีนส่วนใหญ่ จึงนิยมนำมาบดผสมข้าวต้มกินทุกวัน

นอกจากนี้ ลูกเดือยยังนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด รวมไปถึงทำเป็นอาหารเสริมหรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อีกด้วยค่ะ

ลูกเดือยเป็นธัญพืชที่หาซื้อได้ง่าย มีขายกันทั่วไป ใครใคร่รับประทานแบบไหนก็เลือกซื้อหากันตามชอบใจนะคะ

(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 93 ส.ค. 51 โดยป้าบัว)




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

ต้องนำไปใช้แล้ว(ว่ะ) : วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด

 ถ้า เรารู้สึกไม่ชอบหน้าใครสักคนหนึ่งแต่จำเป็นต้องอยู่ทำงานด้วยกันในที่ทำงาน เดียวกันทุกๆ วัน หรือต้องจำยอมทนอยู่ในประเทศไทย ผมควรจะวางตัวอย่างไรดีครับ มันอึดอัดไปหมด ผมไม่มีความสุขเลย  ตลอดเวลาที่อยู่ในประเทศไทย ร่วมกันคนคนนี้

วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี   รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี

ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)

คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า
อะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน

ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า

''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''


คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง  แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่ง

ที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง

คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้

เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไป  อย่างไร้ค่า บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย

ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า

คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม

อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า

วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา  ''มองด้านใน'' แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น

วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ
หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจาก สภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด
อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์

ปราชญ์จีนบอกว่า ''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา แต่จงย้ายตัวเอง ''

ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ



อยู่กับทุกข์ให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์

(พระไพศาล วิสาโล)

 

ทุกวันนี้ ผู้คนมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น ความรู้ และเทคโนโลยีนานาชนิด

ทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้มากมาย 

ร้อนก็เปิดแอร์ อาบน้ำก็ไม่ต้องกลัวหนาว เพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่น

ไปไหนมาไหนก็ไม่เหนื่อย เพราะมีรถยนต์ และเครื่องบิน ฯลฯ

แต่ถึงแม้ จะมีความสามารถในการพาตัวให้ไกลจากความทุกข์ได้มากมายเพียงใด

ความจริงอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ มีความทุกข์หลายอย่างที่เราไม่อาจหนีพ้นได้ 

ร่ำรวยเพียงใด ก็ยังต้องเจอกับความพลัดพรากสูญเสีย

ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ต้องพบกับความไม่สมหวัง 

เก่งเพียงใด ก็ต้องประสบกับความล้มเหลว

ที่แน่ ๆ ก็คือ ไม่มีใครหนีพ้นความแก่ชรา  ความเจ็บป่วย และความตาย ไปได้

คนเป็นอันมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับตัวเอง ก็อดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญ

ตีโพยตีพาย หรือวิตกกังวล จนเครียดหนัก หรือถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ

กลายเป็น การเอาความทุกข์มาซ้ำเติมตนเอง ให้หนักกว่าเดิม

แทนที่จะเสียแต่เงิน ใจก็พลอยเสียไปด้วย

แทนที่จะป่วยกายอย่างเดียว ใจก็ป่วยด้วย

พูดอีกอย่าง แทนที่จะเจอธนูดอกเดียว กลับเจอถึงสองดอก

ธนูดอกแรกนั้น อาจมาจากคนอื่น หรือสิ่งนอกตัว

แต่ธนูดอกที่สองนั้น เกิดจากน้ำมือของเราเอง

ร้ายกว่านั้นก็คือ ธนูดอกที่สองนั้น มักก่อความทุกข์ที่รุนแรงหนักหนากว่า ธนูดอกแรกเสียอีก

หญิงสูงวัยผู้หนึ่ง ไปหาหมอครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร 

แล้ววันหนึ่ง หมอก็เรียกเธอไปพบ แล้วบอกว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับนะ อยู่ได้ไม่เกินสามเดือน” 

เธอตกใจมาก นับแต่นั้นมาก็เศร้าซึม หมดอาลัยตายอยาก

ไม่พูดไม่คุยกับใคร ผ่านไปได้แค่ ๑๒ วัน เธอก็เสียชีวิต

ก้อนมะเร็งนั้น แม้จะบั่นทอนร่างกายของเธอ แต่ก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับใจที่ตื่นตระหนก และวิตกกังวล

นั่นเป็น เพราะเธอไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แต่พยายามปฏิเสธต่อต้านตลอดเวลา

ใจที่ดิ้นรนขัดขืนนั้น สามารถตัดรอนชีวิตของเธอได้เร็วยิ่งกว่า ก้อนมะเร็งเสียอีก

จะว่าไปแล้ว ความทุกข์ของคนสมัยนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจาก ใจที่ปฏิเสธต่อต้าน ความจริงที่เกิดขึ้น ยิ่งกว่าอะไรอื่น 

ดังนั้น แม้แต่เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รถติด ก็ทำให้ผู้คนขึ้งเครียด หงุดหงิดอย่างหนัก 

ทั้ง ๆ ที่เครียด หรือกังวลเท่าใด ก็ไม่ช่วยให้รถเคลื่อนได้เร็วขึ้น มีแต่จะทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น

อะไรเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เรารู้สึกกับมันอย่างไร

มีสิ่งร้ายเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับ ใจที่ปฏิเสธต่อต้านสิ่งนั้น

พูดอีกอย่าง ยิ่งเราปฏิเสธต่อต้านสิ่งใด ความทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อเจอสิ่งนั้น 

การวิจัยพบว่า คนที่กลัวเข็มฉีดยานั้น เมื่อถูกเข็มแทงจะรู้สึกปวดมากกว่า คนที่วางเฉยต่อเข็มนั้นถึงสามเท่า

คงไม่ผิด หากจะกล่าวว่า ใจที่ปฏิเสธต่อต้านความทุกข์ ย่อมทำให้ความทุกข์นั้น ทบทวี หรือตรีคูณ

ในทางตรงข้าม ทันทีที่เราหยุดต่อต้านขัดขืน ยอมรับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น ความทุกข์จะลดลงไปมาก

คนที่ยอมรับความจริงได้ว่า ตนเองเป็นมะเร็ง ไม่ต่อต้านขัดขืน หรือคร่ำครวญ ตีโพยตีพายอีกต่อไป

จะพบว่ามีแต่กายเท่านั้นที่ทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ด้วย

เป็นธรรมดาของคนเรา เมื่อเจอภัยคุกคาม หรือสิ่งที่ไม่ชอบ ย่อมมีปฏิกิริยาในทางใดทางหนึ่งเสมอ

คือ ถ้าไม่หนี ก็ต่อสู้ แม้ตัวจะหนีไม่พ้น แต่ใจก็ยังดิ้นรนขัดขืน หรือต่อสู้ ซึ่งก็ยิ่งทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น

แต่หากเรา มีสติรู้ทันใจที่ดิ้นรนขัดขืน  มันก็จะค่อย ๆ สงบลง

ไม่ว่าการดิ้นรนขัดขืนนั้น จะแสดงออกมาในรูปของความกลัว ความวิตกกังวล ความโกรธแค้น ความน้อยเนื้อต่ำใจ

ก็สามารถสงบลงได้ เมื่อมีสติ หรือรู้ตัว

ในทางตรงข้าม การกดข่ม หรือพยายามกำจัดมัน กลับทำให้มันดำรงคงอยู่ต่อไป

แม้ดูเหมือนจะหายไป แต่แท้จริง มันกลับหลบซ่อน และพร้อมจะปรากฏตัวอีก ด้วยอาการที่รุนแรงกว่าเดิม

หากมีอะไรมากระทบ หรือสะกิดใจเรา จะว่าไปก็คงไม่ต่างจาก การเกาให้หายคัน เวลาถูกยุงกัด หรือเป็นลมพิษ

แทนที่ความคันจะหายไป มันกลับเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกาหนักขึ้น กลายเป็นว่ายิ่งเกาก็ยิ่งคัน

การอยู่เฉย ๆ รับรู้ความคันที่เกิดขึ้นกับกาย และรู้ทัน ใจที่ดิ้นรน กระสับกระส่าย กลับช่วยให้ความทุกข์ทุเลาเบาบางลง

การยอมรับความจริง มิได้หมายถึง การยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ที่จริงแล้ว มันกลับช่วยให้ เราสามารถรับมือกับเหตุร้ายได้ดีขึ้น

คนที่ยอมรับความเจ็บป่วยได้ นอกจากใจจะทุกข์น้อยลงแล้ว ยังมีเวลาใคร่ครวญ หาทางเยียวยารักษา

สามารถใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่ ไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ต่าง ๆ

ผิดกับคนที่ไม่ยอมรับความจริง จะมัวแต่ตีโพยตีพาย คร่ำครวญวิตกกังวล จนไม่เป็นอันทำอะไร

สิ่งที่ควรทำ จึงไม่ได้ทำ ปัญหาที่ควรแก้จึงไม่ได้แก้

ลองถามตัวเองว่า แต่ละวันเราเสียเวลา และพลังงานไปกับการคร่ำครวญ หรือวิตกกังวลมากมายเพียงใด 

บางเรื่องเกิดขึ้นนานแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ป่วยการที่จะนึกถึง

ขณะที่บางเรื่อง ก็ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่เรากลับตีโพยตีพายไปล่วงหน้าแล้ว

แม้แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ก็เถอะ ลองตั้งสติ และมองให้รอบด้าน อาจพบว่า

มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหนักหนาเลย เป็นแต่ไม่ตรงกับความคาดหวังของเราเท่านั้น 

ลองปล่อยวางความคาดหวังนั้น ก็จะพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหลือบ่ากว่าแรง

อีกทั้ง อาจมีแง่ดีบางอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อนก็ได้

ที่สำคัญก็คือ อย่ามัวจดจ่อปักใจ อยู่กับสิ่งแย่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนลืมว่า

ชีวิตนี้ ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมาย ที่รอการชื่นชมจากเรา

ความทุกข์บางอย่าง เราหนีไม่พ้นก็จริง

แต่หากเรียนรู้ ที่จะอยู่กับมันให้เป็น ใจก็ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป

ยามคํ่าคืน สว่างด้วยแสงไฟ

ยามหวั่นไหว สว่างด้วยแสงธรรม




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

เมื่อเด็กเรียนไม่เอาไหน ใครผิด

ได้อ่านคู่มือนักเรียนและผู้ปกครอง ประจำปี 2541 ของโรงเรียนตาดทองพิทยาคม มีนิทานเรื่องหนึ่งที่สมควรที่จะเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่เป็นพ่อแม่ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้พิจารณา เรื่องมีอยู่ว่า……….

กาลครั้งหนึ่ง มีสัตว์ป่าหลายชนิดมาประชุม เพื่อจัดตั้งโรงเรียนขึ้น หลักสูตรของโรงเรียนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วย วิชา วิ่งเร็ว ปีนป่าย ว่ายน้ำ และฝึกบิน ซึ่งสัตว์ทุกตัวจะต้องเรียนรู้ และสอบผ่านทุกวิชา จึงจะจบจากโรงเรียนนี้ได้

พอเปิดทำการเรียนการสอนได้ระยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาสอบกลางภาค เจ้าเป็ดน้อย สอบได้เกรด 4 ในวิชาว่ายน้ำ, แต่ทำได้เพียงเกรด 2 ในวิชาวิ่งเร็ว และเกรด 0 ในวิชาฝึกบินและปีนป่าย ส่งผลให้เจ้าเป็ดน้อย ต้องอยู่เรียนพิเศษกับครูฝึกบิน และปีนป่าย จนในที่สุด เท้าทั้งสองข้างของเจ้าเป็ดน้อย ก็เปื่อยเน่า จากการวิ่งและปีนป่าย ลำตัวก็บอบช้ำเพราะตกจากที่สูงบ่อย ๆ และผลการสอบปลายภาค เจ้าเป็ดน้อย ก็สอบได้เพียงเกรด 1 ในวิชา วิ่งเร็ว ฝึกบิน และปีนป่าย

ส่วนเจ้ากระรอก ซึ่งได้เกรด 4 ในวิชาปีนป่าย และวิ่งเร็ว กลับสอบตกอย่างไม่เป็นท่า ในวิชาว่ายน้ำ และฝึกบิน การเรียนพิเศษของเจ้ากระรอก ก็ไม่ช่วยให้มันว่ายน้ำดีขึ้นมากนัก และเนื่องจากมันฝึกว่ายน้ำอย่างหนักหน่วง จึงทำให้วิชาปีนป่าย ที่เคยได้เกรด 4 ลดลงมาเหลือเพียงเกรด 2

เจ้านกอินทรีย์ ซึ่งชนะเลิศในการบิน เมื่อมาถูกฝึกด้านวิ่งเร็ว และว่ายน้ำ มันก็ไม่สามารถทำได้ดีเหมือนฝึกบิน กลายเป็นสัตว์ที่มีปัญหาขึ้นมาทันที ทำให้สอบตกทุกวิชา ในการสอบปลายภาค

มิหนำซ้ำ เจ้านกอินทรีย์ยังกลายเป็นสัตว์ที่ก้าวร้าว ไล่จิกตีผู้อื่น เพื่อให้มันเป็นผู้ชนะ ความสุขที่เคยมีตอนเป็นจ้าวเวหาก็หายไป พร้อมกับความทุกข์ที่  มันพยายามจะเอาชนะผู้อื่นในวิชาที่ไม่ถนัด เข้ามาแทนที่…………..

เมื่ออ่านจบนิทานนี้แล้ว ท่านคงพอจะทราบคำตอบบ้างแล้ว ใช่หรือไม่ เด็กทุกคนไม่มีใครอยาก  ล้มเหลวในชีวิต และพ่อแม่ทุกคน ก็อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี แต่การหวังดีโดยปราศจากความเข้าใจในธรรมชาติที่แท้จริงของเด็ก อาจเป็นการทำร้ายจิตใจ และทำลายศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของเด็กได้อย่างง่ายดาย

ก่อนที่จะพยายาม ยัดเยียด สิ่งที่ท่านเห็นว่าดีให้แก่ลูก จงพยายามค้นหาธรรมชาติพิเศษของลูกให้เจอ เด็กทุกคนมีพรสวรรค์อยู่ในตัวของเขาเอง ความสำเร็จในชีวิต มิได้มาจากปริญญาสูง ๆ เท่านั้น

หากคุณส่งเสริมในทิศทางที่ลูกมีพรสวรรค์ เขาก็จะมีความสุข และเราก็ไม่ต้องปากเปียกปากแฉะ เคี่ยวเข็ญ เด็กก็จะไม่เป็นเช่นเจ้าเป็ดน้อยที่พิการ หรือเจ้าอินทรีย์ที่สร้างปัญหาแก่ตนเองและสังคม…………….


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร?       คำตอบ พระพุทธเจ้าสอนอะไร.doc



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

tung_tong
เขียนเมื่อ

ฟังแล้วสะอึก...

พระอาจารย์ชยสาโรเล่าถึงครั้งหนึ่งที่วัดป่านานาชาติ อุบลฯ
พระอาจารย์ชาคโร เป็นเจ้าอาวาสอยู่
มีญาติโยมชาวไทยถามพระอาจารย์ชาคโรว่า...
แปลกมากเลยนะ ท่านเป็นฝรั่ง มาจากอีกทวีปแสนไกล
เหตุใดจึงมาบวชปฏิบัติอยู่ในพุทธศาสนา อยู่ในเมืองไทย แปลกจริงๆ

พระอาจารย์ชาคโรท่านตอบว่า...
ไม่เห็นว่าจะแปลกตรงไหน ของดีใครๆ ก็ต้องชอบ
ที่แปลกกว่าคือ คนไทยอยู่เมืองพุทธแท้ๆ กลับไม่สนใจศึกษาปฏิบัติ

พระอาจารย์ชยสาโร ให้ความเห็นต่อไปว่า
เหมือนเรามีพ่อเป็นมหาเศรษฐี มีสมบัติให้ลูกมากมาย
แต่เราออกมานอนข้างถนน ฝนตกก็เปียก แดดออกก็ร้อน
พ่อเรามีมรดกสมบัติให้อย่างดีเลิศ มอบไว้ให้... แต่เราเป็นลูกที่ไม่สนใจ
ลูกที่เห็นคุณค่าของสมบัติที่พ่อมอบให้ ต้องศึกษา ต้องปฏิบัติจริงๆ




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี