อนุทิน #123654



อยู่กับทุกข์ให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์

(พระไพศาล วิสาโล)

 

ทุกวันนี้ ผู้คนมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น ความรู้ และเทคโนโลยีนานาชนิด

ทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้มากมาย 

ร้อนก็เปิดแอร์ อาบน้ำก็ไม่ต้องกลัวหนาว เพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่น

ไปไหนมาไหนก็ไม่เหนื่อย เพราะมีรถยนต์ และเครื่องบิน ฯลฯ

แต่ถึงแม้ จะมีความสามารถในการพาตัวให้ไกลจากความทุกข์ได้มากมายเพียงใด

ความจริงอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ มีความทุกข์หลายอย่างที่เราไม่อาจหนีพ้นได้ 

ร่ำรวยเพียงใด ก็ยังต้องเจอกับความพลัดพรากสูญเสีย

ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ต้องพบกับความไม่สมหวัง 

เก่งเพียงใด ก็ต้องประสบกับความล้มเหลว

ที่แน่ ๆ ก็คือ ไม่มีใครหนีพ้นความแก่ชรา  ความเจ็บป่วย และความตาย ไปได้

คนเป็นอันมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับตัวเอง ก็อดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญ

ตีโพยตีพาย หรือวิตกกังวล จนเครียดหนัก หรือถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ

กลายเป็น การเอาความทุกข์มาซ้ำเติมตนเอง ให้หนักกว่าเดิม

แทนที่จะเสียแต่เงิน ใจก็พลอยเสียไปด้วย

แทนที่จะป่วยกายอย่างเดียว ใจก็ป่วยด้วย

พูดอีกอย่าง แทนที่จะเจอธนูดอกเดียว กลับเจอถึงสองดอก

ธนูดอกแรกนั้น อาจมาจากคนอื่น หรือสิ่งนอกตัว

แต่ธนูดอกที่สองนั้น เกิดจากน้ำมือของเราเอง

ร้ายกว่านั้นก็คือ ธนูดอกที่สองนั้น มักก่อความทุกข์ที่รุนแรงหนักหนากว่า ธนูดอกแรกเสียอีก

หญิงสูงวัยผู้หนึ่ง ไปหาหมอครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร 

แล้ววันหนึ่ง หมอก็เรียกเธอไปพบ แล้วบอกว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับนะ อยู่ได้ไม่เกินสามเดือน” 

เธอตกใจมาก นับแต่นั้นมาก็เศร้าซึม หมดอาลัยตายอยาก

ไม่พูดไม่คุยกับใคร ผ่านไปได้แค่ ๑๒ วัน เธอก็เสียชีวิต

ก้อนมะเร็งนั้น แม้จะบั่นทอนร่างกายของเธอ แต่ก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับใจที่ตื่นตระหนก และวิตกกังวล

นั่นเป็น เพราะเธอไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แต่พยายามปฏิเสธต่อต้านตลอดเวลา

ใจที่ดิ้นรนขัดขืนนั้น สามารถตัดรอนชีวิตของเธอได้เร็วยิ่งกว่า ก้อนมะเร็งเสียอีก

จะว่าไปแล้ว ความทุกข์ของคนสมัยนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจาก ใจที่ปฏิเสธต่อต้าน ความจริงที่เกิดขึ้น ยิ่งกว่าอะไรอื่น 

ดังนั้น แม้แต่เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รถติด ก็ทำให้ผู้คนขึ้งเครียด หงุดหงิดอย่างหนัก 

ทั้ง ๆ ที่เครียด หรือกังวลเท่าใด ก็ไม่ช่วยให้รถเคลื่อนได้เร็วขึ้น มีแต่จะทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น

อะไรเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เรารู้สึกกับมันอย่างไร

มีสิ่งร้ายเกิดขึ้นกับเรา ก็ไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับ ใจที่ปฏิเสธต่อต้านสิ่งนั้น

พูดอีกอย่าง ยิ่งเราปฏิเสธต่อต้านสิ่งใด ความทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อเจอสิ่งนั้น 

การวิจัยพบว่า คนที่กลัวเข็มฉีดยานั้น เมื่อถูกเข็มแทงจะรู้สึกปวดมากกว่า คนที่วางเฉยต่อเข็มนั้นถึงสามเท่า

คงไม่ผิด หากจะกล่าวว่า ใจที่ปฏิเสธต่อต้านความทุกข์ ย่อมทำให้ความทุกข์นั้น ทบทวี หรือตรีคูณ

ในทางตรงข้าม ทันทีที่เราหยุดต่อต้านขัดขืน ยอมรับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น ความทุกข์จะลดลงไปมาก

คนที่ยอมรับความจริงได้ว่า ตนเองเป็นมะเร็ง ไม่ต่อต้านขัดขืน หรือคร่ำครวญ ตีโพยตีพายอีกต่อไป

จะพบว่ามีแต่กายเท่านั้นที่ทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ด้วย

เป็นธรรมดาของคนเรา เมื่อเจอภัยคุกคาม หรือสิ่งที่ไม่ชอบ ย่อมมีปฏิกิริยาในทางใดทางหนึ่งเสมอ

คือ ถ้าไม่หนี ก็ต่อสู้ แม้ตัวจะหนีไม่พ้น แต่ใจก็ยังดิ้นรนขัดขืน หรือต่อสู้ ซึ่งก็ยิ่งทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น

แต่หากเรา มีสติรู้ทันใจที่ดิ้นรนขัดขืน  มันก็จะค่อย ๆ สงบลง

ไม่ว่าการดิ้นรนขัดขืนนั้น จะแสดงออกมาในรูปของความกลัว ความวิตกกังวล ความโกรธแค้น ความน้อยเนื้อต่ำใจ

ก็สามารถสงบลงได้ เมื่อมีสติ หรือรู้ตัว

ในทางตรงข้าม การกดข่ม หรือพยายามกำจัดมัน กลับทำให้มันดำรงคงอยู่ต่อไป

แม้ดูเหมือนจะหายไป แต่แท้จริง มันกลับหลบซ่อน และพร้อมจะปรากฏตัวอีก ด้วยอาการที่รุนแรงกว่าเดิม

หากมีอะไรมากระทบ หรือสะกิดใจเรา จะว่าไปก็คงไม่ต่างจาก การเกาให้หายคัน เวลาถูกยุงกัด หรือเป็นลมพิษ

แทนที่ความคันจะหายไป มันกลับเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกาหนักขึ้น กลายเป็นว่ายิ่งเกาก็ยิ่งคัน

การอยู่เฉย ๆ รับรู้ความคันที่เกิดขึ้นกับกาย และรู้ทัน ใจที่ดิ้นรน กระสับกระส่าย กลับช่วยให้ความทุกข์ทุเลาเบาบางลง

การยอมรับความจริง มิได้หมายถึง การยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ที่จริงแล้ว มันกลับช่วยให้ เราสามารถรับมือกับเหตุร้ายได้ดีขึ้น

คนที่ยอมรับความเจ็บป่วยได้ นอกจากใจจะทุกข์น้อยลงแล้ว ยังมีเวลาใคร่ครวญ หาทางเยียวยารักษา

สามารถใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่ ไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ต่าง ๆ

ผิดกับคนที่ไม่ยอมรับความจริง จะมัวแต่ตีโพยตีพาย คร่ำครวญวิตกกังวล จนไม่เป็นอันทำอะไร

สิ่งที่ควรทำ จึงไม่ได้ทำ ปัญหาที่ควรแก้จึงไม่ได้แก้

ลองถามตัวเองว่า แต่ละวันเราเสียเวลา และพลังงานไปกับการคร่ำครวญ หรือวิตกกังวลมากมายเพียงใด 

บางเรื่องเกิดขึ้นนานแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ป่วยการที่จะนึกถึง

ขณะที่บางเรื่อง ก็ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่เรากลับตีโพยตีพายไปล่วงหน้าแล้ว

แม้แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ก็เถอะ ลองตั้งสติ และมองให้รอบด้าน อาจพบว่า

มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหนักหนาเลย เป็นแต่ไม่ตรงกับความคาดหวังของเราเท่านั้น 

ลองปล่อยวางความคาดหวังนั้น ก็จะพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหลือบ่ากว่าแรง

อีกทั้ง อาจมีแง่ดีบางอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อนก็ได้

ที่สำคัญก็คือ อย่ามัวจดจ่อปักใจ อยู่กับสิ่งแย่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนลืมว่า

ชีวิตนี้ ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมาย ที่รอการชื่นชมจากเรา

ความทุกข์บางอย่าง เราหนีไม่พ้นก็จริง

แต่หากเรียนรู้ ที่จะอยู่กับมันให้เป็น ใจก็ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป

ยามคํ่าคืน สว่างด้วยแสงไฟ

ยามหวั่นไหว สว่างด้วยแสงธรรม


เขียน:

ความเห็น (0)