...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่อาจารย์และลูกศิษย์ต่างก็ไม่รู้เรื่องในสิ่งที่ตนบริโภค (ในที่นี้คือความรู้ในทางทฤษฎีปรัชญา!) พอกัน แต่ก็พากันช่วยสำเร็จความใคร่ให้กันและกันอย่างเพลิดเพลิน...

ข้อความต่อไปนี้คัดลอกจากหนังสือของ ไชยันต์ ไชยพร หน้า 54-55. อ่านแล้ว "โดน" ตัวผมเต็ม ๆ "ตรง" และ "แรง" ช่วยเรียกสติผมให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวได้ชะงัดนัก...หากเพื่อน ๆ เซลล์แมนฝึกหัดท่านใดที่กำลังมีอาการเหมือนผมสมัยที่ที่อยู่ในค่ายฝึกหัดเซลล์แมน...หรือท่านใดที่กำลังจะเข้าค่าย...อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อเตือนสติตัวเอง...จะได้ไม่มีอาการเหมือนผม...และจะไม่พบจุดจบเช่นเดียวกับตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมาเตือนใจ...เชิญลิ้มรส "ยาขม" ได้เลยครับ

"ในรั้วมหาวิทยาลัยมีปรากฏการณ์ในลักษณะที่ว่านี้  มีเรื่องเล่าว่า  มีนิสิตคนหนึ่งสนใจในทางปรัชญาทฤษฎีการเมือง  เป็นคนที่อ่านหนังสือมาก  โดยเฉพาะปรัชญาความคิดตะวันตก  แต่การอ่านของเขานั้นไม่ได้อ่านเจาะลึก  แต่อ่านแบบผิวเผิน  และมักจะจำเพียงประโยคหรือข้อความเด็ก ๆ (clever speeches) ของนักปรัชญาเช่น "God is dead." ของ Nietzsche เป็นต้น  ในการตอบข้อสอบวิชาทฤษฎีการเมือง  นิสิตผู้นี้ก็จะตอบคำถามในลักษณะที่อ้างอิงประโยคเด็ด ๆ ของนักปรัชญาตะวันตกจำนวนมาก  ซึ่งเป็นนักปรัชญาที่อ่าจารย์เจ้าของวิชาไม่ได้สอน  แต่เป็นนักปรัชญาที่ฮิต ๆ ติดอันดับในแวดวงวิชาการ  แต่เขาไม่อธิบายหรือวิเคราะห์อะไรได้  นอกจากการอ้างอิงถึงประโยคเด็ด ๆ ของนักปรัชญาจำนวนมากเหล่านั้น  ผลที่ออกมาก็คือเขาได้เกรด C ซึ่งทำให้เขาไม่พอใจในอาจารย์คนนั้นอย่างยิ่ง  อาจารย์ผู้นั้นได้อธิบายให้นิสิตผู้นั้นฟังในชั้นเรียนว่า  ข้อดีของเขาคืออ่านหนังสือมาก  จำข้อความต่าง ๆ ได้มาก  แต่ไม่สามารถอธิบายและวิเคราะห์ที่มาที่ไปของนัยความหมายของข้อความนั้น ๆ อีกทั้งไม่สามารถเชื่อมโยงข้อความเด็ด ๆ ของนักปรัชญาต่าง ๆ ที่อ้างถึง  ดังนั้น  ควรจะปรับปรุงโดยวิเคราะห์และเชื่อมโยงให้ดี  ต่อมานิสิตผู้นั้นไปลงในทำนองเดียวกันนี้กับอาจารย์คนอื่น  และกลับได้เกรดดีมาก  และได้รับคำชมเชยว่าเขามีความสามารถระดับ "World Class" ซึ่งทำให้นิสิตผู้นั้นพอใจมาก  และรู้สึกว่าอาจารย์ในวิชาแรกไม่เป็นธรรมต่อเขาอย่างยิ่ง  และคิดว่าอาจารย์ผู้นั้นไม่ได้เรื่องหรืออิจฉาความสามารถของเขา  จึงแกล้งให้เกรดไม่ดี  เพื่อสกัดดาวรุ่งอย่างเขา  โดยเขาหารู้ไม่ว่า  อาจารย์บางคนสามารถให้เกรดดี ๆ กับลูกศิษย์  ด้วยต้องการได้คะแนนนิยมจากลูกศิษย์  และทำให้ลูกศิษย์เกลียดชังอาจารย์ที่ให้เกรดน้อยกว่าตน  โดยเฉพาะอาจารย์ผู้นั้นเป็นคนที่ตนอิจฉาหรือเกลียดชังอยู่แล้ว  พูดง่าย ๆ ก็คือ  เป็นการเล่นการเมืองกับลูกศิษย์  หรือใช้ลูกศิษย์เป็นเครื่องมือในการทำลายอาจารย์ร่วมสถาบันที่ตนไม่ชอบหน้า

ต่อมา  หลังจากจบแล้ว  นิสิตผู้นั้นได้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในสาขาวิชาปรัชญา  และได้พบกับความล้มเหลวทางวิชาการอย่างรุนแรง  ด้วยไม่สามารถอธิบาย  วิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อความเด็ด ๆ ของนักปรัชญาคนสำคัญต่าง ๆ ที่เขาชอบอ้างได้  เขาได้แต่ยกวาทะเด็ด ๆ มาพูดในชั้นเรียนหรือเขียนตอบข้อสอบ  เมื่ออาจารย์ให้อธิบายก็อธิบายไม่ได้  ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนทำได้ดีกว่าเขาแทบทุกคน  เขาเริ่มไม่พอใจคณาจารย์ในภาควิชาปรัชญา  รวมถึงเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนของเขา  เขายืนยันกับเพื่อน ๆ ว่า เขาเข้าใจ  แต่มันลึกซึ้งมากจนอธิบายไม่ได้  นักปรัชญาที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษและมักจะหนีบหนังสือของนักปรัชญาผู้นั้นให้ผู้คนได้พบเห็นอยู่เสมอคือ Matin Heidegger เมื่อเขาล้มเหลวในการเรียนปริญญาโทปรัชญาอย่างรุนแรง  ในที่สุด  เขาตัดสินใจลาออก  และสักพักหนึ่งก็กลับมาหาอาจารย์คนที่เคยให้ C และสารภาพว่าเขาเริ่มรับรู้และเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ C และเริ่มตระหนักถึงคำเตือนทีอาจารย์เคยให้ไว้  อีกทั้งเขาขอขมาต่ออาจารย์ผู้นั้นว่า  ในช่วงเวลาที่เขาไปเรียนกับอาจารย์ที่ยกยอเขาว่าเป็น "World Class" นั้น  เขาได้รวมหัวกับอาจารย์ดังกล่าวด่าทอและแพร่กระจายคำครหาที่ไม่เป็นความจริงต่อตัวอาจารย์ผู้นั้นด้วยความโกรธแค้นที่อาจารย์ผู้นั้นให้ C เขา  หลังจากที่อาจารย์ผู้นั้นให้อภัยไม่ถือสา  เขาก็บอกกับอาจารย์ต่อว่า  เขาไม่ชอบปรัชญาแล้ว  เพราะมันล่องลอยและไม่ได้เรื่อง  และไม่ให้อะไรที่เป็นรปธรรมในชีวิตจริง  เขาตัดสินใจที่จะเรียนต่อทางเศรษฐศาสตร์แทน  เขาจะมุ่งหาเงินให้ร่ำรวยดีกว่าที่จะเป็นนักปรัชญาสติเฟื่อง  อาจารย์ผู้นั้นเข้าใจว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาสุดโต่งที่เกิดจากความล้มเหลวผิดหวัง  อาจารย์ผู้นั้นก็ได้พยายามเตือนสติให้เขาค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ อ่าน  ก่อนจะตัดสินใจอะไรไป  แต่ในที่สุด  นิสิตผู้นั้นก็ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์  แต่ได้ไปทำงานเป็นพนักงานขาย (เซลส์แมน) และปัญหาขัดแย้งกับพ่อแม่  ซึ่งไม่ทราบว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร  ทราบแต่เพียงว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจพฤติกรรมแปลก ๆ ความคิดแปลก ๆ ของลูกชาย  โดยเฉพาะการไปหมกมุ่นกับความเชื่อทางศาสนาและพระเจ้า  ในที่สุดวันหนึ่งก็มีคนพบศพนิสิตผู้นั้นฆ่าตัวตายอยู่ในห้องของโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง  โดยข้างศพของเขามีคัมภีร์ศาสนาและลูกประคำ! อนิจจา!

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่อาจารย์และลูกศิษย์ต่างก็ไม่รู้เรื่องในสิ่งที่ตนบริโภค (ในที่นี้คือความรู้ในทางทฤษฎีปรัชญา!) พอกัน  แต่ก็พากันช่วยสำเร็จความใคร่ให้กันและกันอย่างเพลิดเพลิน  ตัวอาจารย์ที่ว่านี้ยังคงลอยนวลอยู่  และยังคงชื่นชมยกย่องนิสิตนักศึกษาประเภทนี้ (นั่นคือประเภทที่ชอบยกคำพูดหรือศัพท์แสงคำใหญ่คำโตในทางปรัชญาออกมาโดยไม่รู้ว่ามันมีนัยหรือความหมายหรือที่มาที่ไปจริง ๆ อย่างไร) เพราะนิสิตนักศึกษาประเภทนี้คือคนที่เหมือนกับตนนั่นเอง   สมดังที่เพลโตได้กล่าวไว้ว่า "The like is always with the like."

นี่เป็นบทเรียนราคาแพงที่คนในวงวิชาการควรจะคิดอย่างจริงจังในการหาทางที่จะไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก"

...อึ้ง...เสียว...สงสาร...

...อิ้ง...กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...เสียว...ผมเกือบเป็นเหมือนนิสิตผู้นั้น...สงสาร...นิสิตผู้นั้นจับใจ...

...นี่แหละน๊า...ระบบการศึกษาของเราที่พยายามสอนคนของเราเรื่อง "ความรู้"...เขาไม่รู้หรือว่ามันเป็นแค่ "agonistics" เท่านั้นเอง...

...น่าน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพิ่งเตือนตัวเองอยู่หยก ๆ ว่าให้ระวังในการบริโภค...สวาปามไปอีกคำแล้ว...มันอันตรายจริง ๆ นะครับ...ไอ้คำใหญ่คำโตเนี่ย...ใครเคยบริโภคแล้วมักจะเผลอตัวเผลอใจแอบไปลิ้มลองเสมอ ๆ...ท่านที่ไม่เคย...อย่าลองเป็นอันขาดนะครับ...มันเลิกยาก...