สุปฏิปนฺโน ภควโต สวกสํโฆ, ฐานุตฺตโม นมามิ.
สมัยที่ผมใกล้จบการศึกษาจากโรงเรียนประถมศึกษาประจำหมู่บ้าน ใจคอร้อนรุ่มทุกคราวไป ที่เห็นนักเรียนรุ่นพี่ ขี่จักรยานไปเรียนมัธยมในตอนเช้า และขี่กลับในตอนเย็น พอวันหยุดผมก็ได้แต่นั่งอ้าปากค้าง ข่มความอยากไว้ภายใน นั่งฟังเขาคุยกันถึงเรื่องราวในโรงเรียนมัธยมประจำตำบล
ความรวดร้าวเข้าปกคลุมจิตใจ เมื่อเป็นที่แจ้งชัดว่า "แม่" ไม่สามารถส่งเสียให้เล่าเรียนในโรงเรียนมัธยมได้เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีนโยบาย "ประชานิยม" อย่างทุกวันนี้
โอกาสที่จะได้เรียนต่อทางสุดท้าย จึงเป็นวัดที่ผมก็รู้ว่า "แม่" ก็ปวดร้าวอีกคราวที่ไม่มีแม้กระทั่ง "ทุน" ที่จะให้ลูกบวช ผมได้มีโอกาสเข้าสู่ สํฆมณฑล ก็ด้วยความเมตตาของชาวบ้าน (ชาวบ้านบริจาคเงินซื้อสบงจีวร ถวายเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสนำเครื่องนุ่งห่มบริจาคแก่ผม และเป็นเจ้าภาพบวชเณรให้) นี่คงเป็นมูลเหตุที่ทำให้ความคิดความอ่านของผม มีแนวโน้มเพื่อ "ประชาชน" ซะส่วนใหญ่
ท่องนวโกวาทไป มองไปบนท้องถนนหน้าวัดก็เห็นเขาขี่รถกลับจากโรงเรียนเป็นทิวแถว "จตุกะ คือหมวดสี่ อริยสัจจ์สี่ ทุกข์ คือสภาวะที่ทนได้ยาก สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ คือความดับทุกข์ มรรค คือหนทางแห่งความดับทุกข์" มันก้องอยู่ในหัวผมตลอด มันคือธรรมที่ท่านบอกต่อ ๆ กันมาว่า "องค์ศาสดาตรัสรู้ธรรมนี้" แต่พอมาถึงตัวข้าฯ ท่องได้แล้ว ไฉนยังเป็นทุกข์อยู่?
ความทุกข์รุมเร้าหนัก จึงยอมพ่ายแพ้ความอยาก ตะเกียกตะกายไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ทางวิทยาไปรษณีย์ ด้วยความต้องการในประกาศ ม. 3 มาครองให้หายอยาก ด้วยความเชื่อว่า "ถ้าหิวก็ต้องกินจึงจะหายหิว" เห็นไหมหละท่าน "ท่องอิรยสัจจ์สี่ได้แล้ว ก็ยังโง่อยู่" แต่ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่า "โง่"
ได้ใบประกาศ ม.3 แล้วก็อยากได้ ม.6 ได้ ม.6 แล้วก็อยากได้ใบปริญญาบัตร ตะเกียกตะกายอีกรอบเพื่อให้ได้มาครอบครองหวังจะดับความอยากที่แผดเผาอยู่ทุกวินาที ดูเหมือนว่าเมฆหมอกของของโง่เขลายังปกคลุมไม่หาย ได้ตรีแล้วก็อยากได้โท พอตอนได้โทนี่ ดูเหมือนว่าความดำทมึนของเมฆหมอกจะยิ่งเพิ่มทวีเข้าไปอีก ความอยากได้เอกมาครอบครอง จนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับโจมตีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...ร้อนรุ่มเหมือนอยู่ในอเวจีก็ไม่ปาน...ตะเกียกตะกายสุด ๆ...จนได้มาครอง...
มองย้อนกลับไป 20 ปีที่ผ่านมา บนหนทางของความพยายาม "ดับทุกข์" อย่างโง่เขลาที่ว่า "ความอยากจะดับได้เมื่อได้กิน" กว่าจะรู้ว่าเป็นความโง่เขลาก็ต้องผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวเองถึง 20 ปี...เห็นไหมหละท่าน...ท่อง 2 นาทีก็จำได้...แต่กว่าจะ "เริ่มเข้าใจ" ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี...นี่ยังไม่นับการลงมือปฏิบัตินะว่า...จะใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่? แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ได้รู้...สงสารรุ่นพี่เพื่อน ๆ ที่ขี่จักรยานไปเรียนมัธยมสมัยโน้น...ที่เขาไม่มีโอกาสได้เข้ามา "เรียนรู้"
นี่ยังไม่นับธรรมในหมวดสี่อีกหมวดว่าด้วยเรื่อง "พรหมวิหารสี่" ที่ต้องใช้เวลาไม่แพ้กันในการเรียนรู้
มาถึงทุกวันนี้...ถึงได้รู้ว่า...ผมคงเคยสั่งสมบุญมาบ้างแต่คงไม่มากจิตจึงหนาไปด้วยกิเลสที่ต้องใช้เวลาขัดเกลาถึง 20 ปี...กว่าจะเริ่มเข้าใจเพียงเล็กน้อยว่า "ธรรมะ" คืออะไร...บัดนี้จึงไม่รีรอที่จะสั่งสมบารมีให้แก่กล้า...เพื่อเป็นเสบียงกรังสำหรับการเดินทางอันยาวไกล...เพิ่งจะตระหนักแก่ใจว่า...ชีวิตจริงไม่มีหรอกเครื่องย้อนเวลา หรือการเดินทางลัด...มนุษย์เราต้องสั่งสมบารมี (บางคนอาจชอบที่จะใช้คำว่า พลัง ก็แล้วแต่ความชอบ มันคือสิ่งเดียวกัน) ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวาระที่พร้อมที่จะเบ่งบาน...แต่มีสักกี่คนจะตระหนักถึงเรื่องนี้...เพราะเห็นผู้คนแสวงหาทางลัดเต็มไปหมด...
นี่แหละครับพระคุณเจ้า...ท่านจึงว่า...เมื่อศิษย์พร้อมอาจารย์ก็ปรากฏ...พระคุณเจ้าคืออาจารย์ที่ปรากฏกายเพื่อมาสั่งสอนศิษย์เช่นกระผม...ระยะนี้ผมจะไปประจำที่นครศรีธรรมราช...คงจะได้มีโอกาสไปพึ่งบารมีพระคุณเจ้าไม่ช้าก็เร็ว...
กราบนมัสการ