เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548  ที่ผ่านมา   วิทยาลัยบริหารศาสตร์   มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่   เชิญวิทยากรจาก  สคส.  ไปบรรยายเรื่อง KM  ในโครงการพัฒนาขีดความสามารถของผู้บริหารรุ่นใหม่ในสถาบันอุดมศึกษา   รุ่นที่ 1     โดยจัดให้ KM เป็นหัวข้อหนึ่งของหลายๆวิชาตามโปรแกรม     แต่อาจารย์หมอวิจารณ์เสนอผู้ประสานงานว่าควรปรับเป็น workshop แทนการบรรยาย    จึงเปลี่ยนรูปแบบตามที่เสนอแนะ

แม่งานใหญ่ของงานนี้ เป็น  ดร. สมคิด  แก้วทิพย์  ได้ประสานงานเตรียมการต่างๆ     จากการทำ workshop ครั้งนี้  ผมขอแสดงความเห็นตามมุมมองของตัวเองนะครับ

สิ่งที่คาดหวัง

มีบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา  สามารถริเริ่มขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของ KM ภายในหน่วยงานของตัวเอง   และเป็นวิทยากร KM ให้กับที่อื่นๆ    คือ  ไม่อยากเห็น  "ครูสอน KM จากตำรา"  แต่ไม่มีร่องรอยของการปฏิบัติจริงอยู่เลย

สิ่งที่เกิดขึ้น

ตอนนี้ยังรอคอยว่าจะมี blog ของผู้บริหารรุ่นใหม่  เล่าเรื่องราวการทำงานโดยใช้กระบวนการ KM ให้เห็นความคืบหน้า

จากกิจกรรมเห็นว่า   บุคลากรจากสถาบันการศึกษา  จะคุ้นเคยกับ  ภาษา Explicit  มากกว่า การใช้ภาษา Tacit    ดังนั้นเมื่อให้ลองจับ  tacit knowledge จากเรื่องเล่า อารมณ์ความเป็น Tacit  ค่อนข้างจะหายไป   แน่นอนครับ  ไม่มีใครคล่องตั้งแต่ครั้งแรก  ต้องทำบ่อยๆครับ

สิ่งที่ประทับใจ

จากช่วง AAR  มีอาจารย์บางท่านบอกว่าจะเอาวิธีการเล่าเรื่องไปใช้กับลูกน้อง  หรือเพื่อนร่วมงาน   ซึ่งแต่เดิมมีอยู่แล้ว  แต่เป็นการเล่าเรื่องคนอื่นเสียมากกว่า   ครั้งนี้จะลองให้เล่าเรื่องตัวเองดูบ้าง

สิ่งที่ต้องปรับปรุง

เนื่องจากผู้คนที่เข้าร่วมค่อนข้างหลากหลายสาขาวิชาชีพ   แต่ "หัวปลา"  ครั้งนี้กำหนดเป็นเรื่อง "การบริหารบุคคล"    จากการเล่าเรื่องความภูมิใจ   ยังหาเรื่องที่จัดว่าอยู่ในระดับ 4 - 5 ดาว  ค่อนข้างยาก     ซึ่งเข้าใจว่า  "หัวปลา" ที่กำหนดนั้นยังไม่ดีพอ  ต้องหาหัวปลาใหม่     เพราะมีอาจารย์หลายท่านบอกว่า  มีประสบการณืด้านนี้น้อยมาก     ซึ่งกระบวนการที่สำคัญของ KM อันหนึ่งคือ   ต้องเอาคนที่เคยทำงานตามหัวปลามาเล่าเรื่อง   แล้วจะได้ความรู้หน้างาน (tacit knowledge) ที่ทรงพลัง    หรืออาจจะเป็นเพราะการจัดครั้งนี้   เดิมเพื่อบรรยายให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ฟังว่า KM คืออะไร เท่านั้น   จะเห็นว่า workshop KM นั้น  มีเป้าหมายที่แตกต่างออกไป  ตรงที่  ต้องการให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจจากการลงมือทำ   แล้วกลับไปทดลองทำจริงในงานจริงที่ตนรับผิดชอบอยู่     ตรงนี้จึงอาจจะมีวิธีคิดที่แฝงอยู่ข้างในต่างกัน