ผมเป็นคนชอบดาราศาสตร์ สมัยเป็นเด็กนักเรียน-นิสิต-นักศึกษา ผมซื้อหนังสือดาราศาสตร์มาอ่านด้วยความสนใจ ความรู้ด้านดาราศาสตร์ และอวกาศ จักรวาล ในปัจจุบันรู้เพิ่มมากขึ้นอย่างมากมาย เรื่องนี้ต้องชมสหรัฐอเมริกาที่ลงทุนวิจัยเรื่องนี้ เป็นการวิจัยที่เน้นความอยากรู้อย่างแท้จริง จนเราเรียกการวิจัยพื้นฐานขนานแท้ ว่า Blue Sky Research
นิตยสาร ไทม์ ฉบับวันที่ ๒๑ พ.ค. ๕๐ ลงเรื่องความรู้เกี่ยวกับการสิ้นอายุขัยของดาว ในลักษณะที่เรียกได้ว่า "ตายดัง" เขาให้ชื่อเรื่องว่า The Greatest Show in Space และบอกว่าสภาพอย่างนี้จะมีอีก และถ้าเกิดใกล้โลกเราก็เดือดร้อนแน่ อาจจะยิ่งกว่าปัญหาโลกอุ่นเสียอีก
ความรู้นี้ได้จากภาพถ่ายจากกล้องโทรทัศน์ด้วยระบบรังสีเอ็กซ์ และระบบรังสีอินฟราเร็ด เป็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒๔๐ ล้านปีที่แล้ว คือดาวที่กำลังจะดับนั้นอยู่ห่างจากโลกตั้ง ๒๔๐ ล้านปีแสง นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อดาวนี้ว่า SN 2006gy เป็นดาวที่มีมวลประมาณ ๑๕๐ เท่าของพระอาทิตย์ของเรา คือเป็นดาวขนาดมหึมา ดาวเล็กกับดาวใหญ่นี่ตายคนละแบบนะครับ ดาวเล็ก (ขนาดดวงอาทิตย์) ก่อนตายจะยุบตัว เกิด fusion ที่แกนกลาง ทำให้เกิดไฮโดรเจน พลุ่งออกมา เห็นเป็นการขยายขนาดและมีสีแดง เรียกว่า red giant ก๊าซที่พลุ่งออกมารวมตัวกันเป็นสะเก็ดเล็กๆ เรียกว่า planetary nebula ส่วนแกนกลางเหลือเป็นก้อนถ่าน (คาร์บอน) เรียกดาวที่ตายแล้วนี้ว่าว่า white dwarf
แต่ดาวใหญ่ (ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ ๑๐ เท่าขึ้นไป) ตายดัง คือการยุบตัวรุนแรงมากเพราะมวลมาก จึงเกิดระเบิดรุนแรงเป็น supernova การระเบิดนี้อาจเกิดต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ปล่อยสะเก็ดดาวออกไปในอวกาศ เชื่อกันว่าสะเก็ดเหล่านี้แหละที่รวมตัวกันเกิดเป็นดาวเคราะห์เช่นโลก (ดังนั้นทฤษฎีโลกแยกตัวออกมาจากดวงอาทิตย์ที่เราเรียนตอนเป็นเด็กจึงไม่ตรงไปตรงมาแบบต่อยก้อนหินแยกเป็นก้อนเล็กกับก้อนใหญ่) ส่วนแกนกลางที่เหลืออาจกลายเป็นหลุมดำ (black hole) หรือเป็น neutron star
ตอนนี้เราได้เห็นภาพของ Supernova SN 2006gy ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒๔๐ ล้านปีมาแล้ว ผมสงสัยว่าขณะนี้ดาวดวงนี้ยังอยู่หรือไม่ ถ้ายังอยู่มีสภาพเช่นไร อ่านดูแล้วดาวตาย หมายความว่าหมดสภาพความเป็นดาวฤกษ์ กลายเป็นดาวไร้แสงในตัวเอง
พอดีอ่านเรื่องนี้พร้อมกับข่าวการเสียชีวิตของท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ และท่านสั่งไว้ให้ทำศพของท่านอย่างง่ายที่สุด คือไม่สวดเลย ถือเป็นการตายอย่างเงียบที่สุด แต่ท่านก็เป็นข่าวอยู่ดีเพราะท่านเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยผ่านสามีคือนายปรีดี พนมยงค์ และเป็นตัวอย่างของชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างรุนแรง และเป็นชีวิตที่ต้องอดทนอย่างที่สุด
วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ค. ๕๐
เรียน Prof. Vicharn Panich
ผมอ่านบล็อกของท่านในวันนี้แล้ว รู้สึกว่าเป็นการเขียนเชื่อมโยงให้เห็นถึงสิ่งที่ดูไกลตัว และใกล้ตัว ซึ่งมีประโยชน์ต่อตัวผมเองมากครับ ผมเคยคิดนะครับ ว่าถ้าตายจะตายแบบไหนดี ตายแล้วคนอื่นเดือดร้อน เหมือนดวงดาวที่เขา "ตายดัง" หรือจะตายแบบเงียบๆ เหมือนดอกไม้ใบหญ้าดี
แต่ไม่ว่าจะตายแบบไหน ก็มีประโยชน์ทั้งหมดนั่นละครับ ทั้งตายแบบดังๆ ก็ยังช่วยให้กำเนินดาวดวงใหม่ เป็นปัจจัยเอื้อให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ต่อไป หรือจะตายแบบเงียบเชียบที่ดูเหนือชั้นเพราะประหยัดและควรค่าแก่การจดจำ
สำหรับชีวิตของผม ผมวางแผนว่า จะตายแบบเงียบๆ แต่ก่อให้เกิดประโยชน์เหมือนดวงดาวที่ตายดัง แยกมาเป็นโลก เป็นดาวอื่นๆได้ แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือ ทำงานในหน้าที่ปัจจุบันให้ดีๆนะครับ
ขอบคุณครับ