คุณคือหมอดูที่แม่นที่สุดในโลก

คุณบัณฑิตบอกว่าหากคนอื่นบอก(ทำนาย)เรา ว่าเราจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราอาจเริ่มปฏิบัติตาม "คำทำนาย" อันนั้น จนมีผลให้คำทำนายนั้น เป็นจริงในที่สุด

ผมติดตามคอลัมน์ "คนไทยทำได้" ของคุณบัณฑิต อึ๊งรังษี ในมติชนฉบับวันอาทิตย์ ทุกสัปดาห์ ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2550  คุณบัณฑิตให้ข้อคิดที่ผมเห็นด้วย(อีกแล้ว)ว่า คุณคือหมอดูที่แม่นที่สุดในโลก

คุณบัณฑิตบอกว่าหากคนอื่นบอก(ทำนาย)เรา ว่าเราจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราอาจเริ่มปฏิบัติตาม "คำทำนาย" อันนั้น จนมีผลให้คำทำนายนั้น เป็นจริงในที่สุด

คุณบัณฑิตเห็นว่า เราแต่ละคนเป็นหมอดูที่แม่นที่สุดในโลก เพราะเรา มีอำนาจในการตัดสินอนาคตด้วยตัวเราเอง

ดังนั้น "จงเอาอำนาจนั้นมาอยู่กับคุณเอง อย่าให้อำนาจนั้นไปตกอยู่กับคนอื่น"

(รวมทั้งหมอดูทั้งหลายที่รู้จักตัวเราน้อยกว่าตัวเราเอง) ในวงเล็บนี้ผม(สุรเชษฐ)เติมเอาเอง และผมก็ไม่เชื่อหมอดูทุกชนิดมานานแล้วครับ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แรงบันดาลใจ



ความเห็น (6)

เบิร์ด
IP: xxx.113.51.5
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ อ.สุรเชษฐ

เบิร์ดก็เชื่อตัวเองเหมือนกันค่ะ ( เพราะไม่เคยมีหมอดูคนไหนดูได้แม่นเลย ^ ^ )

อาจารย์ได้ซีดีหรือยังคะ ? แล้วเปิดได้มั้ยคะ ?

เบิร์ดส่งซีดีไปให้ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมาค่ะ ( วันที่ 22 พค. ) ถ้าเปิดไม่ได้เบิร์ดจะได้ส่งให้ใหม่ค่ะ

สวัสดีครับ ท่าน อาจารย์สุรเชษฐ

  • ท่านอาจารย์สบายดีไหมครับ
  • เห็นด้วยเลยครับ ว่าเราคือคนลิขิตชีวิตเราเป็นหลัก ส่วนจะครบทั้งร้อยหรือไม่อันนี้ ก็ต้องอยู่ที่สิ่งรอบข้างด้วยส่วนหนึ่งด้วยใช่ไหมครับ
  • ผมเองมองหมอดูเป็นเรื่องของกระจกครับ มีเวลาว่างก็ดูได้แต่แบบไม่เสียเงินนะครับ อิๆ เอาไว้ประเมินตัวเราเวลาที่เดินหลงทางไป หรือว่าลืมตัว ส่วนเราจะทำให้หมอดูที่ดูให้แม่นหรือไม่ อันนี้ก็อยู่ที่ตัวเราอีกเช่นกันใช่ไหมครับ
  • เช่น หากหมอดูบอกว่า ระวังจะเกิดอุบัติเหตุในปีนี้ ผมว่าก็ดีครับ เพราะทำให้เราไม่ประมาท
  • แต่หาก หมอดูชื่นชมเราว่าจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ร่ำรวยมหาศาล อันนี้ ก็ต้องฉุดรั้งตัวเอง ไม่รอคอยวาสนาใช่ไหมครับ...เพราะการทำมาหากินด้วยสัมมาอาชีวะ น่าจะยังเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่มากเลยใช่ไหมครับ
  • ว่าด้วยเรื่องของความน่าจะเป็นก็ส่วนหนึ่งครับ แต่หาก ความน่าจะเป็นหลายๆ ครั้งแม่นๆ หรือตรงเป้าหมาย ก็น่าคิดนะครับ หากใครอ่อนแอ ก็ไม่ยากที่จะถูกควบคุมด้วยสิ่งอื่นจากปัจจัยภายนอกตัวเรา
  • โดยรวมแล้วผมเห็นด้วยเลยครับ ว่าการควบคุมตัวเองด้วยสติ ปัญญา สมาธิ ศีล น่าจะเป็นภูมิคุ้มกันตัวเราได้ดีอีกวิธีหนึ่งครับ โดยใช้สิ่งแวดล้อมเป็นกระจกสะท้อนให้เราอีกทีหนึ่ง เพราะยังไงเราก็มองท้ายทอย ตัวเองไม่เห็นอยู่ดีครับ ได้แต่เอามือจับดูครับ
  • ขอบพระคุณท่านอาจารย์ มากๆ นะครับ ทำให้ได้คิดต่อครับ
ขอบคุณคุณเบิร์ดครับสำหรับซีดี ผมไม่ได้เข้าสำนักงานหลายวันแล้ว เลยยังไม่ได้เปิดดู ปลายสัปดาห์นี้เข้าไปจะไปเปิดดูแล้วรายงานผลให้ทราบครับ

สวัสดีครับคุณ  P เม้ง สมพร ช่วยอารีย์ ---------> http://www.somporn.net ---------> http://www.schuai.net

  • ดีครับใช้ทั้งสองด้าน ทั้งด้านใน ด้านนอก 
  • ด้านใน อาศัยการควบคุมตัวเองด้วย "หลัก" อะไรสักอย่าง เช่น กรณีคุณเม้งใช้สติ ปัญญา สมาธิ ศีล
  • ด้านนอก อาศัยคนอื่นเป็นกระจกเงาให้เรา
  • ผมว่าสำคัญที่สุดคือ เป้าหมายชีวิตของเรา เราต้องกำหนดเอง ซึ่งก็ตรงกับที่คุณเม้งว่า ชีวิตเรา เรา "ลิขิต" เองนั่นแหละครับ
  • อ่าน comment ของคุณเม้งแล้วทำให้เกิดคำถามว่า วิธีตั้งเป้าหมายชีวิตทำอย่างไร(จึงจะไม่ผิดทิศผิดทาง - อย่างองคุลีมาร) รวมทั้งตั้งได้แล้วจะเดินไปให้ถึงเป้าหมายอย่างไร
  • มีคำตอบไหมครับ ทั้งวิธีตั้งและวิธีเดิน?
  • กราบสวัสดีท่าน อาจารย์สุรเชษฐ
  • อ่าน comment ของคุณเม้งแล้วทำให้เกิดคำถามว่า วิธีตั้งเป้าหมายชีวิตทำอย่างไร(จึงจะไม่ผิดทิศผิดทาง - อย่างองคุลีมาร) รวมทั้งตั้งได้แล้วจะเดินไปให้ถึงเป้าหมายอย่างไร
  • มีคำตอบไหมครับ ทั้งวิธีตั้งและวิธีเดิน?
    • จริงๆ แล้วผมมิกล้าจะตอบอะไรเป็นแนวทางหลักตามทฤษฏีนะครับเพราะผมรู้น้อยนะครับ แต่ขอตอบในแนวทางที่ผมยังด้อยประสบการณ์นะครับ ตามฉบับที่คิดแล้วทำที่ผ่านมานะครับ
    • วิธีตั้งเป้าหมายชีวิตทำอย่างไร
    • จะเดินไปให้ถึงเป้าหมายอย่างไร
    • ผมมองว่า คนเราเกิดมาพร้อมกับการทำวิจัยครับ หลักที่สำคัญคือ การทำวิจัยตัวเอง เพราะเราเองไม่ใช่จะรู้จักตัวเราเองได้ทั้งหมดครับ ดังนั้นหากเราทราบตัวเอง ทราบในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดย มอง ตัวเรา และสิ่งรอบตัว  การให้และการรับ วิจัยตัวเรา วิจัยสิ่งรอบข้าง วิจัยการให้และการรับ วิจัยการสร้างความสมดุล
    • แต่จะทำสิ่งเหล่านี้ หรือเกิดวิจัยเหล่านี้ได้ คงต้องทำ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ พร้อมรับประสบการณ์จากคนที่มีประสบการณ์ เพื่อการเรียนลัดแบบทบต้น หรือการรับต้นทุนทางสังคมเข้ามาผนวกกับตัวเอง อาจจะต้องเช็คเครื่องตัวเราว่าเหมาะกับสิ่งใด เมื่อค้นเจอทางที่คิดว่าใช่แล้ว ก็เดินได้เลย
    • สำหรับการเดินไปให้ถึงเป้านั้น ผมมองที่อุดมการณ์ครับ อุดมการณ์ที่ทำให้เกิดความสมดุลในเรื่องของการให้และรับ อย่างน้อยก็ให้มากกว่ารับ หากจะต้องขาดความสมดุล
    • การวางแผนของชีวิตผมว่า นั่นคือ การวางแผนวิจัยของตัวเอง สิ่งที่เราลิขิตตัวเองนี่หล่ะครับ ผมว่า ลิขิตด้วยการทำวิจัยตน ต่อให้หมอดูว่าเราจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การทำวิจัยมาแล้วว่าเราเดินอีกเส้นทางหนึ่ง เราจะฝืนก็คงยากครับ แม้ว่าชีวิตจะมีการหักเหบ้างก็ตาม นั่นคือ เกิดจากผลกระทบนอกจากตัวเราภายใน จะยังมีสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ
    • วิจัยตน วิจัยสิ่งแวดล้อม ค้นหาเป้าหมายชีวิตจากจากวิจัยทั้งสอง วางแผนชีวิตที่เหลืออยู่ เดินไปยังเป้าหมายด้วยการครองตน...
    • ผมเองก็ใช่ว่าจะควบคุมตัวผมได้ทั้งหมดครับ เพราะมันมีปลายปัจจัยที่ชี้มาหาตัวเรา ทั้งออกมาจากข้างใน และชี้เข้ามาหาตัวเรา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ขึ้นกับตัวเราครับ แต่ใช่ว่าเราจะฝืนได้ทุกอย่าง หรือจะเอาตัวเราเป็นหลักครับ นั่นคือ การให้และรับ จะทำอย่างไรให้สมดุล
    • หากตอบในทางคอมพิวเตอร์
    • ตั้งเป้าหมายชีวิต และเดินไปยังเป้าหมาย
    • คงต้องกำหนดอะไรหลายๆ อย่าง ต้องมีเป้าหมายก่อน ถึงจะเดินได้ ไม่งั้นเราจะคลำไปจนทั่ว จนกว่าจะเจอว่าอะไรใช่ หรือไม่ใช่ อาจจะสายไป หรือช้าไปได้
    • ทางคอมพ์นั้น หากมีการคำนวณหลายๆ รอบ หรือการทบทวนการเดินผ่านๆ มา นั่นคือสั่งสมประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่การลู่เข้าเป้าหมายที่ต้องการ หากก้าวยาวๆ ก็โอกาสพลาดสูง หากก้าวช้าๆ ก็มีโอกาสถูกต้องสูง แต่เดินไปถึงช้า ดังนั้น การหาระยะย่างก้าวที่เหมาะสม สำคัญมากๆ ครับ นั่นคือมีการวิจัยเช็คข้อผิดพลาดทุกๆ รอบการทำงาน
    • ชีวิตของเรา ก็น่าจะมีการวนทำซ้ำ วนคิดตลอดเวลาเช่นกันในระบบคิด ดังนั้น อาจจะต้องค้นหา วิจัยเป้าให้เจอก่อนครับ
    • การค้นหาเป้าแบบลองผิดลองถูกก็ดีครับ เป็นวิธีหนึ่งและพื้นฐาน การพูดคุยกับคนหลายๆ แนวทางก็เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับตัวเอง ก็ดีครับ
    • ทางออกหนึ่งที่อาจจะช่วยในการค้นหาเป้าหมายให้เจอ คือ การศึกษา ครับ
    • การศึกษา เรียนรู้ เพื่อรู้จักตัวเอง รู้จักสิ่งรอบตัว ใกล้ๆ ตัว และประยุกต์เป็น คิดสิ่งใหม่ได้ เพราะเป้าหมายชีวิตของเราคือของเราครับ เราลิขิตเองเป็นสำคัญ ส่วนเส้นทางเดินไปยังเป้าหมายนั้น ต้องทำวิจัยครับ คือวิจัยตัวเองและสิ่งรอบข้างนั้นหล่ะครับ
    • ผมตอบเอามั่วๆ แบบนี้นะครับ....
    • สำหรับตัวผมเอง เป้าหมายคือ การศึกษา คงเดินบนเส้นทางนี้ไปอีกนานครับ.... ผมโชคดีที่ค้นสิ่งนี้เจอมาตั้งแต่เรียน ป.ตรี
    • ส่วนวิธีการเดินไปยังเป้าหมายนี้ คงต้องทำวิจัยต่อไปครับ โดยมีหลักของการให้ และรับ มีกระจกส่อง หลายๆ อย่างนั่นหล่ะครับ อิๆ ยังไงก็รบกวนท่านอาจารย์ ช่วยส่องมายังผมบ้างนะครับ
    • ผมว่า การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างทางไปถึงเป้าหมาย ก็สำคัญเหมือนกันครับ
    • กราบขอบพระคุณมากครับ
    peung
    IP: xxx.120.163.250
    เขียนเมื่อ 

    ขอบคุณคะ สำหรับ กระทู้นี้

    กำลังคิดว่า ธุรกิจที่กำลังเฟื่องฟูตอนนี้ และต่อไป คือ การดูดวง และ การปฎิบัติธรรม

    อีกใจก็เห็นว่า คนขาดที่พึ่งทางใจ

    แต่

    เมื่อมาถึงจุด ที่ว่า ความแม่นยำน่าเชื่อถือความสำคัญการดูดวง อยู่ตรงไหน

    ก็ทำให้นึกถึง คำพูดหนึ่งของท่านผู้ใหญ่แห่งสวนโมกข์ ที่กล่าวให้ไว้ ได้ว่า

    "ให้ย้อนถามตัวเองกลับดีกว่าว่า นั่นเป็นสรณะที่แท้จริงหรือไม่ เราจะตอบตัวเองได้"

    คำพูดนี้ทำให้ยอมจำนนทุกที ทำให้เกิดสติ ด้วย