การพัฒนาคนผลเกิดพัฒนางาน(1)

การพัฒนาตนเองเป็นจุดเริ่มต้น และสามารถต่อยอดในการพัฒนางาน

           เมื่อวันที่ 29-31 มี.ค.50 ได้เข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มความรู้และสร้างทักษะให้กับตัวเอง ในหลักสูตรเทคนิคการเป็นหัวหน้างานที่มีประสิทธิภาพ ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 2 สุพรรณบุรี  พี่ๆ ที่ไปด้วยกันต่างก็มีความรู้สึกที่ดีและประทับใจในความอาทรของหน่วยงานที่มีต่อเรามากค่ะ มีผู้เข้ารับการอบรม 61 ท่าน จากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งรัฐบาลและเอกชน เช่น สาธารณสุข หน่วยการศึกษา/สถานศึกษา สถานประกอบการ บริษัท ห้างร้าน ในแรกวิทยากรจะหาองค์ความรู้ต่างๆ ให้ ส่วนวันที่ 2 และ 3 เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน คงจะได้ไปร่วมเพิ่มพูนประสบการณ์กันใหม่ไปพร้อมๆ กันอีกนะค่ะ              

            หวังว่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับจากการอบรม คงให้ความรู้กับท่านผู้อ่านในเชิงการนำไปประยุกต์สู่การปฏิบัติได้ในระดับหนึ่ง ด้วยความตั้งใจจะนำท่านไปเรียนรู้เทคนิควิธีการต่างๆ ที่น่าสนใจ การคิดในการพัฒนางานที่สูงขึ้นไป  ลองอ่านดูนะคะ

            เนื่องจากเนื้อหาเยอะจึงไม่สามารถเขียนให้จบภายในวันเดียวได้ ดังนั้น ในวันนี้ดิฉันจะขอพูดถึงรายละเอียดของการพัฒนาตนเองก่อนนะคะ สำหรับเรื่องการพัฒนาคนและพัฒนางานจะขอพูดถึงในตอนต่อไป(โปรดติดตาม)             

            วิทยากรพูดถึงการทำงานโดยใช้ระบบ/แนวคิด แนวทาง ของ TPM,  R&D,  PDCA, วงจรเด็มมิ่ง, QC, 5 W 1H, KPI ตนเองก็งงๆ เหมือนกัน บางคำเพิ่งเคยได้ยิน แต่ดูพี่ๆ (บางท่านดูแล้วอาจเป็นน้องด้วยซ้ำ ดูจากใบหน้านะคะ.. แต่เวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรอบรู้ ความชำนาญ มีการร้อยเรียงคำพูดได้สุดยอดมาก !! โดยเฉพาะการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้หน้าห้องอบรม กันอย่างสนุกสนาน ทุกคนมีเทคนิควิธีการในการทำงานที่น่าสนใจ แจ๋วจริงๆ คนรุ่นใหม่ อย่างนี้น่าอิจฉาองค์กรของเขา ที่มีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพมาก คือ มิไช่มีแต่ปริมาณแต่คุณภาพไม่มี) ยอมรับมีบางอย่างที่ตนเองไม่ยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อการอบรมสิ้นสุดลง ก็ได้มาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม ในสิ่งที่วิทยากรพูด เพื่อความกระจ่าง หายสงสัย คาใจ ไปปฏิบัติไม่ถูก และต้องการไปต่อยอดความรู้ที่วิทยากรบอก เช่น TPM,  R&D,  PDCA, วงจรเด็มมิ่ง, QC, 5 W 1H, KPI มันคืออะไร และเป็นอย่างไร แล้วเอามาผนวกกับสิ่งที่ได้รับทราบในห้องอบรม ทำให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น  เกิดแนวทางในการประยุกต์ใช้การทำงาน           

            ก่อนอื่นขอยอมรับว่าตั้งแต่เข้ารับการอบรมมาตนเองยอมรับว่าวิทยากรท่านนี้เก่งมาก พูดได้ไม่น่าเบื่อ ท่านคงเคยเห็นนักร้อง ถ้าอยู่บนเวทีแล้วเอ็นเตอร์เทรนผู้ชมเก่ง ถือว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์ คือ เขาตีโจทย์แตก วิทยากรวันแรก ชื่อคุณลือชัย ศรสุวรรณ จากสำนักงานการบริหารการฝึกอบรม L.K.  ในหัวข้อ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของหัวหน้างาน และการสื่อข้อความ การสั่งงาน การมอบหมายงาน และการควบคุมการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ 09.00-16.00 น. หมดเวลาไม่รู้ตัวเลย เป็นมืออาชีพจริงๆ โดยเนื้อหาเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้มาก ทั้งทางด้านเทคนิค วิธีการ แนวคิด แนวทาง วิทยากรท่านนี้มีความรอบรู้ในเนื้อหาเยี่ยมมาก มีองค์ความรู้ที่หลากหลาย ส่วนวันที่ 2 และ 3 วิทยากร ชื่อคุณอรชน ไกรจักร จากโรงพยาบาลสำโรง สมุทรปราการ และคุณจิรภัทร ชูศิลป์ทอง จากสถาบันวิจัยและฝึกอบรม ที.เอ.ไอ พูดเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงาน เทคนิคการบังคับบัญชา การพัฒนาทีมงาน   สามารถสรุปสาระสำคัญที่กึ่งวิชาการหน่อยๆ (ด้วยบรรยากาศห้องอบรมที่ผ่อนคลายมาก) กับความรู้ที่ได้รับมาดังนี้  

เป็นหัวหน้าต้อง มองการณ์ไกล ไวต่อความรู้สึก รับฟังเหตุผล สื่อสารตรงเป้าหมาย  

หัว   มีหน้าที่คิด คิดเหนือลูกน้อง คิดนอกกรอบ

หน้า   เอาไว้รับผิด  

หัวหน้าที่ดี(อยากชวนให้ทำ)

1. พรหมวิหาร 4

2. กรุณา ลูกน้องพ้นทุกข์

3. มุฑิตา   ยินดีเมื่อลูกน้องได้ดี

4. อุเบกขา   วางเฉยไม่ยินดียินร้าย  

สิ่งที่ลูกน้องอยากได้คือหัวหน้าที่เป็นพระเมตตา   สำหรับการมอบหมายงาน อย่าให้กลายเป็นมอบหาย   ท่านวิทยากรพูดถึง การยิ้ม  คือ การทำมุมปากให้ตึง เขาเรียกว่า ยิ้ม  ยิ้มไม่เป็นลองเรียก แม่, เป๊ปซี่, 14   ยิ้มคือการโอบกอดระยะไกล  มองแล้วอบอุ่น  ในแต่ละวันให้คิดว่า วันนี้คุณยิ้มให้คนรอบข้างหรือยัง SMILE!!   ยิ้มคือเครื่องสำอางที่ถูกที่สุดในโลก   ยิ้มเป็นภาษาที่ใช้สื่อทั่วโลก  

เคล็ดลับ 5 นัก สู่ความสำเร็จของหัวหน้างาน

1. นักแก้ปัญหา

2. นักสอนงาน

3. นักปรับปรุงงาน  ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ

4. นักคิด

5. นักเรียนรู้  

หัวหน้าจ๋า ลูกน้องอยากได้...  

หัวหน้าอย่าหูเบา ต้องใจกว้าง ต้องเท้าติดดิน เป็นหัวหน้าต้องทำงานหนัก พูดอย่างสร้างสรรค์  มีความฉลาดทางอารมณ์( EQ)  

ในการทำงาน ผิดได้...อย่าผิดซ้ำในเรื่องเดิม ปัจจุบันในการปฏิบัติงานเราต้องทำให้ได้ 100%   ญี่ปุ่นจะเคารพผู้บังคับบัญชา เพราะผู้บังคับบัญชาสอนให้รู้งานอย่างแท้จริง  โดยธรรมชาติทุกคนอยากให้ใครพูดดีๆ กับตัวเองทั้งนั้น ต้องเคารพในความคิดของเขาด้วย ประเมินด้วยใจเป็นธรรม  การชมลูกน้อง ต้องชมต่อหน้า ถ้าว่าให้ว่าเป็นการส่วนตัว  เป็นนักปกครองต้องรองเท้าขาดก่อนกางเกงขาด   เป็นหัวหน้างานที่เชื่อมความรู้/ความเข้าใจ หัวหน้าต้องฟังแล้วก็ต้องปล่อยๆ ทิ้งๆ ไปบ้าง ไม่ต้องลงไปเล่นกับเขา ให้วางเฉยแล้วมอง/สังเกต/นิ่งเฉย อยากได้/เลือกได้ 

หัวหน้า ประชานิยม หัวหน้างานต้องสร้างบรรยากาศในที่ทำงาน ถ้าสอนงานแล้วยังไม่รู้เรื่องให้ถือว่ายังไม่ได้สอน ห้ามว่าลูกน้องโง่ หัวหน้างานเวลาสั่งงาน สามารถสอบกลับ ทวนกลับได้   ให้แต่แนวคิด แล้วให้ไปปฏิบัติเอง ให้รู้จักพนักงานเป็นรายบุคคล ใช้คนให้เหมาะกับงาน  

ต่อไปนี้เป็นคาถา(ที่เยี่ยมมาก)       

ทักทายเมื่อพบหน้า       

ปิยวาจากับทุกคน       

ทำตนให้เป็นประโยชน์ *       

ไม่กล่าวโทษเพื่อนร่วมงาน *         

ประสานใจเป็นหนึ่งเดียว *  

แต่ท้ายสุดแล้วในการจะทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เราต้องดูแลตนเองด้วยนะ สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ให้ฉกฉวยการออกกำลังทันที(รักตนเองบ้าง เราจะได้มีชีวิต เพื่อทำงานที่ตนเองรักต่อไป)  

ลักษณะของหัวหน้าที่ดี 4 ประการ (ลูกน้องอยากได้มาก !!)

1. ออกหน้ารับ (ทั้งผิดและชอบ)
2. น่านับถือ (ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณภาพ)
3. เชื่อถือได้ (คือคำพูด พูดจริง ทำจริง)
4. ไม่อคติ (เพราะชอบ เพราะโกรธ เพราะกลัว เพราะโง่)  

เอาภาระเป็นพลัง เอาวิกฤตเป็นโอกาส
การทำงานเป็นทีมคือสุดยอดของการทำงาน  
งานที่มีประสบการณ์บวกกับทักษะใหม่ๆ จะทำให้เกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็ม 100%  
ข้อมูลในอดีตนำมาอ้างอิง นำมาปรับใช้ในปัจจุบัน เอามาเป็นแนวทาง/ปรับปรุง  
จิกซอแต่ละคนไม่เหมือนกัน อยู่ที่เราเติมเต็มให้สวยงามที่สุด  สิ่งจูงใจในการทำงาน ตามหลักของ Maslow 
การบริการ  เก่งให้เกินความคาดหวัง ต้อนรับให้ประทับใจ คนแปลกหน้ามาอย่าให้เก้อ 
การสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้อง
1. การฉลาดชม
2. การให้รางวัล
3. การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
4. การส่งเสริมเมื่อเห็นว่าเหมาะสม
5. การให้โอกาส
6. เมื่อพลาดก็ให้กำลังใจ
7. เจอหน้าให้ทักทาย
8. ให้ทำงานที่แขวงไว้ซึ่งการแข่งขัน
9. พยายามพัฒนา 
เทคนิคการครองใจลูกทีม
ยิ้มแย้มแจ่มใส                
ตั้งใจสนทนาวาจาไพเราะ                   
สงเคราะห์เอื้อเฟื้อจุนเจือน้ำใจ                    
ไม่ใช้คำว่า คุณผิดตรองคิดก่อนทำ  
ถามย้ำ   ชื่อของเขาบรรเทาการโต้แย้ง           
แสดงความเสียใจสอดใส่บรรยากาศ
ฉลาดเจรจา
เลือกหาที่เป็นประโยชน์     
ต่อเขาเน้นพวกเรา                    
มากกว่าพวกคุณมีการเกื้อหนุน                 
เสนอสนองใช้ครรลอง                     
กัลยาณมิตร 

ร่วมกันลดความสูญเสียด้วยระบบ TPM   มองว่า ความสูญเสียเป็นปัญหา หากลดหรือป้องกันได้ จะช่วยลดต้นทุน โดยคุณภาพการผลิตไม่ลดลง หรือกลับเพิ่มขึ้นการลดและป้องกันการสูญเสียทุกประเภท และ
ต้องเป็นการกิจกรรมที่ทุกหน่วย ทุกฝ่ายในองค์กร และบุคคลทุกระดับมีส่วนร่วม
 
PDCA เป็นคำย่อ มาจาก Plan-Do-Check-Act การทำอะไรต้องวางแผน นำแผนไปปฏิบัติ ตรวจสอบผลหลังปฏิบัติเที่ยบกับเป้าหมาย และตอบสนองต่อผลลัพธ์ให้เป็น

 
PDCA ทำให้ได้ดีต้องมีเทคนิค   วงจร Plan-Do-Check-Act เรารู้จักกันดีอยู่แล้วถ้าจะทำให้เกิดผลดีต้องทำแบบนี้
1.  Plan เป็นกระบวนการคิด 
     ถ้าเข้าใจถูกต้อง(Right Understanding) ก็จะคิดถูกต้อง(Right Thinking) 
2.  Do เป็นกระบวนการทำ
    ถ้าทุ่มเทถูกต้อง(Right Commitment) ก็จะกระทำถูกต้อง (Right Actions) 
3.  Check เป็นกระบวนการประเมิน
     ถ้าควบคุมถูกต้อง(Right Monitoring) ก็จะประเมินถูกต้อง (Right Assessment)
4.  Act เป็นกระบวนการพัฒนา
     การปรับปรุงถูกต้อง(Right Alignment) ก็จะมีการพัฒนาถูกต้อง (Right Development)

ก็จะทำงานได้อย่างมีคุณภาพอย่างต่อเนื่องนะคะ  
  องค์การจำเป็นต้องทำทั้งการให้การศึกษาและฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง
Education &Training หรือการให้การศึกษาและฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง การให้การศึกษา หมายถึงการให้ความรู้เพื่อให้สามารถทำงานในอนาคต ครับ
ส่วนการฝึกอบรม เป็นการให้ความรู้หรือทักษะที่ให้สามารถทำงานในวันนี้ได้

Education  เป็นการสร้างคนในอนาคต
Training เป็นการสร้างคนเพื่อวันนี้ ขององค์การ  
สูตรสำเร็จรูปของความสำเร็จ 5 W 1H ที่เขียนง่ายทำยากกันดีกว่านะคะ
1. What  อยากทำงานอะไร
2. Who   อยากทำงานกับใคร
3. When อยากทำงานเมื่อไร
4. Why     อยากทำงานไปทำไม
5. Where อยากทำงานที่ไหน
6. How แล้วจะทำงานนั้นได้อย่างไร 

Research and development   คือ  การวิจัยและพัฒนา  

องค์การในปัจจุบัน นอกจากแข่งขันกันในการให้บริการแล้ว แต่ลึกๆ บริการที่ดีเกิดจากการที่องค์การมีทรัพยากรมนุษย์ที่ดี ถ้า "องค์การที่มีผู้คนที่เก่ง เป็นองค์การที่มีทรัพยากรที่เยี่ยมยอด" คนเก่งสามารถทำอะไรก็ได้ครับ คิดจะปรับปรุงงาน หรือแก้ไขปัญหาก็ง่ายดังพลิกฝ่ามือ เทียบกับองค์การที่เป็นเจ้าของทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่ได้เรื่อง ก็ย่อมชนะ เป็นเรื่องธรรมดา

สไตล์การทำงานในปัจจุบัน หลายคนทำงานแบบตั้งรับอย่างเดียว ไม่มีโอกาสได้รุกเลย เพราะแค่รอรับคำสั่งจากเจ้านายเพียงอย่างเดียวก็ตั้งหลักไม่ทันแล้ว จะทำงานก็ต่อเมื่อเจ้านายสั่ง หน่วยงานอื่นขอเท่านั้น ท่านวิทยากรพูดเร็วมาก แต่เนื้อหาเยี่ยมมาก เป็นมืออาชีพจริงๆ การพูดถึงแนวทางในการพัฒนาองค์กรว่าจะต้องในเรื่องต่อไปนี้
           1. การพัฒนาตัวเอง
           2. การพัฒนาคน
           3. การพัฒนางาน  

การพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าเราจะพัฒนาอะไรก็ตามจุดเริ่มต้นจะอยู่ที่การพัฒนาตัวเองก่อน เพราะถ้าตัวเรายังไม่พัฒนา โอกาสที่จะไปพัฒนาคนอื่นหรือพัฒนางานก็คงจะยากมาก ประเด็นสำคัญที่ควรพัฒนา
·         การวางแผนกลยุทธ์ของชีวิต   ควรจะเป็นนักวางแผนกลยุทธ์ตัวยง เพราะถ้าเราไม่สามารถวางแผนกลยุทธ์ของชีวิตตัวเองได้แล้ว เราคงไม่สามารถไปให้คำปรึกษาแนะนำใครในองค์กรได้ การวางแผนชีวิตจะช่วยให้เรารู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของเราคืออะไร เรามีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหนบ้าง โอกาสและปัญหาอุปสรรคมีอะไรบ้าง (แนะนำให้ทำ SWOT Analysis ชีวิตตัวเอง) เรามีแนวทางหรือกลยุทธ์ในการไปสู่เป้าหมายนั้นๆได้อย่างไร เราจะต้องทำอะไรบ้าง ทำเมื่อไหร่ และทำอย่างไร การวางแผนกลยุทธ์ชีวิตจะช่วยเรามีโฟกัสในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวหรือความผิดพลาดได้เป็นอย่างดี  
·         ควรพัฒนาตนให้เป็นผู้บริหารอารมณ์มืออาชีพ  ดิฉันอยากให้คนทำงาน เป็น EQ-CEO คือคนที่ใหญ่ที่สุดด้านการบริหารอารมณ์เหมือนๆกับ CEO ที่ใหญ่สุดด้านการบริหาร เหตุผลที่สำคัญก็คือ ถ้าเราสามารถเป็นผู้นำทางด้านการบริหารอารมณ์(ทั้งของตนเองและผู้อื่น)แล้ว โอกาสที่เราจะได้รับการยอมรับจากบุคคลทุกระดับในองค์กรก็ย่อมมีมากขึ้น ถึงแม้เราจะไม่เก่งงานเท่ากับเขา แต่อย่างน้อยเราก็มีเรื่องการบริหารอารมณ์เหนือกว่าคนอื่นอยู่หนึ่งอย่าง พูดง่ายๆคือ ต้องมีลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์ให้คนอื่นเห็นและยอมรับให้ได้  
·         ควรฝึกการคิดสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา  จะต้องเป็นคนที่คิดต่างจากคนอื่น (คิดแบบ..บ้าๆ) เป็นคนที่คิดสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา อารมณ์ จิตใจ สังคมของคนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เราจะต้องฝึกคิดพัฒนาตนเองให้สามารถคิดสิ่งใหม่ๆให้ทันเหตุทันการณ์และทันคนอยู่เสมอ อย่าลืมว่าความแปลกใหม่คือแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเราเอง  
·         การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้  ควรจะเป็นผู้นำแห่งการเรียนรู้วิทยาการสมัยใหม่ เพราะสิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงต้องการคือ ต้องสามารถพูดภาษาเดียวกันกับผู้บริหารได้ วันนี้มีอะไรใหม่ พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ควรจะหาความรู้ในเชิงลึกของงาน และหาความรู้ในเชิงกว้างของวิทยากรด้านอื่นๆ อย่าปิดตัวเอง เรื่องบางเรื่องเราอาจจะไม่ชอบแต่ควรจะรู้ไว้บ้าง ความรู้ของเราอาจจะได้จากหลายแหล่ง เช่น การอ่านหนังสือ การเข้าสัมมนา การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น อินเตอร์เน็ต    
·         การสร้างวินัยในตัวเอง   วินัยในตัวเอง ถือเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่ง เพราะนอกจากเราจะได้รับผลดีจากการมีวินัยในตัวเองแล้ว เรายังสามารถเป็นโมเดลให้กับทุกคนในองค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรงต่อเวลา ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการทำงาน บุคลิกภาพ การพูดการจา กิริยามารยาท การวางตัวให้เหมาะสมกับกาละ เทศะ

           
สำหรับในเรื่องการพัฒนาตนเองนี้ ดิฉันคิดว่าปัจจัยสำคัญที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาตนเองคือ การวางแผนที่ชัดเจน การนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และการปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องอยู่เสมอ ท้ายนี้มีความเชื่อมั่นว่าคนทำงานทุกท่านที่ทำงานเชิงรุก นั้นสร้างความพร้อมโดยการพัฒนาตัวเอง ก่อนที่ก้าวขึ้นสู่บันไดของการพัฒนาคนและพัฒนางาน  

            คราวหน้า.. พบกันใหม่เรื่องการพัฒนาคนและการพัฒนางานต่อ ยังไม่จบนะคะ !!

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แลกเปลี่ยนเรียนรู้



ความเห็น (0)