อ.วีระชัย ถาวรทนต์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง [email protected] กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549
ตัวเลขทางเศรษฐกิจปี 2548 ทำให้คงต้องเชื่อมั่นมากขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลในการทำให้คนไทยมีความสุขด้วยความหวัง กล่าวได้ว่า คนไทยมีความสุขมากขึ้นจากผลทางจิตวิทยา นั่นคือการให้ความหวังแก่ประชาชนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ SML โครงการโคล้านตัว และที่นิยมมากๆ ก็คือการอนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งละหลายพันล้านในหลายๆ คราวที่มีการประชุม ครม.สัญจร อีกทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์ภาพของรัฐที่มีบทบาทโดดเด่นในเวทีนานาชาติ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความหวังของประชาชนไทยทั้งสิ้น
การสร้างความหวังเช่นนี้ตรงกับทฤษฎีความคาดหวังทางเศรษฐศาสตร์ (Expectation Theory) ที่กล่าวว่า ถ้าผู้บริโภคคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะดี และสามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้มากขึ้น หรือแสดงถึงความมั่นคงในรายได้ที่จะได้รับในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ก็จะมั่นใจในการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค นั่นย่อมทำให้เครื่องจักรทางเศรษฐกิจมีการหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น ถ้าปัจจุบันทำงานอยู่ แล้วเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจดี จึงเชื่อได้ว่าโอกาสที่จะตกงานน้อยมากๆ นั่นแสดงว่ารู้สึกว่ามีความมั่นคงทางรายได้ การแสดงออกของผู้บริโภคในกรณีนี้คือ พร้อมที่จะรักษาระดับการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการ หรือจะเพิ่มการใช้จ่ายในกรณีที่รู้สึกว่ารายได้ตัวเองจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
เศรษฐกิจไทยจึงยืนอยู่บนความคาดหวัง และฐานความเชื่อมั่นในอนาคตจากผลของกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด เหมือนเห็นฉลากสวยๆ ของสินค้า ก็นำไปสู่การตัดสินใจซื้อนั่นเอง
สำหรับปี 2549 นี้ คงเป็นความจำเป็นของรัฐบาลต่อไป ที่จะต้องใช้นโยบายสร้างกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์เชิงการตลาด เพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายของประชาชนไทยไม่ให้ลดลง หรือให้อยู่ในระดับที่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ นั่นคือ ปรากฏการณ์อาจสามารถ
นอกจากนั้น ภาพของเงินเฟ้อจากแรงกดดันของต้นทุน ยังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่มาก แม้ว่าราคาน้ำมันเริ่มที่จะทรงตัวแล้ว แต่ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนกระแสไฟฟ้าที่จะถูกปรับตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากผลของต้นทุนวัตถุดิบคือก๊าซธรรมชาติ ที่เพิ่มขึ้นตามหลังการขึ้นราคาของน้ำมัน 3-6 เดือนตามสัญญาล่วงหน้าที่ได้ทำกันไว้ และที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุดเห็นจะเป็นก๊าซหุงต้ม ที่ใช้กันเกือบทุกครัวเรือนในประเทศ มีแนวโน้มปรับขึ้นราคาในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าจะขยายเวลาการชดเชยค่าขนส่งไปอีกจนถึงกลางปีนี้
ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นต้นทุนทางการเงิน หรือต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นแน่นอน โดยจะเห็นได้จากแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และจากการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง หรืออัตราซื้อคืนพันธบัตร 14 วัน ของ ธปท. อย่างต่อเนื่อง
การขาดดุลเงินสดงบประมาณของรัฐบาลที่เกิดขึ้นในปี 2548 โดยรัฐออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ในการกู้ยืมเงินนั้น คงจะเกิดต่อไปในปี 2549 เพราะรัฐยังจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินอีกมากในการใช้จ่าย โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ได้ประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด แรงกดดันของเงินเฟ้อ และผลของการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเป็นตัวหยุดการใช้จ่าย และการขยายตัวของการลงทุน ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนั้น การขาดดุลเงินสดยังมีผลร้ายแรงที่กระทบต่อเศรษฐกิจ จะไปสร้างแรงกดดันต่อการเก็บภาษีธุรกิจที่รุนแรงมากขึ้น เพราะการขาดดุลเงินสดเป็นผลมาจากช่วงเวลาการเก็บภาษีไม่ได้เป็นช่วงเดียวกับการใช้จ่ายงบประมาณ รัฐบาลจึงมีปัญหาสภาพคล่องเกิดขึ้น หรือที่กล่าวไว้แล้วว่าเป็นการขาดดุลเงินสดของงบประมาณ
แรงกดดันที่เกิดต่อธุรกิจในกรณีนี้ จะเป็นตัวชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทางอ้อม ธุรกิจต่างๆ จะถูกตรวจสอบภาษีมากขึ้น ถูกกำหนดให้จำเป็นต้องจ่ายภาษีมากเพิ่มขึ้น ด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ
ในปี 2548 ยังไม่เห็นนโยบายใดเลยที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความหวังของรัฐบาลในการที่จะปรับเปลี่ยนหนี้สินนอกระบบ มาเป็นหนี้สินในระบบ โดยอาศัยนโยบายต่างๆ ที่รัฐดำเนินการ แต่กลับพบว่าผลที่ได้ไม่เป็นดังที่รัฐวาดหวังไว้ เพราะบางส่วนกลับเป็นการก่อหนี้นอกระบบอีกรอบหนึ่ง เพื่อมาใช้หนี้ในระบบ รัฐรู้เรื่องนี้หรือไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นที่ว่าจริง แสดงว่าเป็นความด้อยประสิทธิภาพของโครงการกองทุนหมู่บ้าน หรือมีการใช้งบประมาณของรัฐอย่างไม่มีประสิทธิภาพนั่นเอง
ปัจจุบันหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทเศษต่อครัวเรือน ทั้งปี 2548 ยังไม่เห็นสัญญาณลดลง ทำให้เข้าใจได้ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากรากหญ้า น่าจะมีสัดส่วนน้อยมากๆ เพราะเพียงแค่คิดจะหาเงินใช้คืนดอกเบี้ยยังยากเลย นี่ยังไม่ได้พูดถึงเงินต้นเลย
ฉะนั้นสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คงไม่ดีนักต่อครัวเรือนและรากหญ้าทั้งหลาย เพราะภาระดอกเบี้ยต่อเงินต้นเพิ่มขึ้นทันที แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ มารับภาระที่เพิ่มขึ้นล่ะครับ หนี้ครัวเรือนเหล่านี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันจะระเบิด
ในปี 2549 คงไม่มีทางเลี่ยงนโยบายผลักดันโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ในสถานการณ์เช่นที่เป็นอยู่ การรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยเมกะโปรเจค ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิด Crash หรือเศรษฐกิจเกิดการหยุดชะงัก ทั้งยังมีแรงกดดันให้ตกต่ำอย่างรวดเร็ว ในอดีตเพราะผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากมาย โดยอาศัยการใช้เงินของภาครัฐ มีผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจตามทฤษฎีของเคนส์ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้เงินนั้นๆ ต้องเป็นการใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการบิดเบือนการใช้ประโยชน์ ถึงจะทำให้เครื่องจักรทางเศรษฐกิจ และตัวทวีทำงานได้อย่างดีและต่อเนื่องกันไป
ภาวการณ์ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงสำหรับในปี 2548 ยังส่งผลต่อเนื่องในปี 2549 แม้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มทรงๆ แล้ว ถ้าภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยังไม่ถูกแก้ไขให้ดีขึ้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และที่จะมีต่อการถือเงินบาท การถือเงินบาทเป็นไปเพื่อการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ
ฉะนั้นถ้ามีความเชื่อมั่นในการถือเงินบาท หรือเชื่อมั่นในเงินบาทก็จะเกิดเงินทุนไหลเข้าประเทศในรูปแบบต่างๆ เพื่อการพัฒนาประเทศ ในทางกลับกันถ้าไม่มีความต้องการถือเงินบาท ไม่เชื่อมั่นด้วยเหตุจากการที่ ประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัด นั่นคือประเทศไทยมีรายได้จากการขายสินค้า และบริการ น้อยกว่าการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศ
ถ้าคิดประเทศเป็นบริษัทจะพบว่า ประเทศขาดทุน นั่นเท่ากับว่าแนวโน้มของการก่อหนี้ เพื่อเสริมให้ประเทศอยู่ได้ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้ภาครัฐ หรือภาคเอกชน ซึ่งโดยปกติการก่อหนี้เพิ่มขึ้นไม่ดีอยู่แล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมต่อปัญหาภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งถ้าดอกเบี้ยสูงขึ้น และที่สำคัญเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ของประเทศมากขึ้นนั่นเอง ท้ายที่สุด เมื่อความไม่มั่นใจในการถือเงินบาทเกิดขึ้น เงินทุนไหลเข้าก็จะลดต่ำลง ค่าเงินบาทก็จะตกต่ำอีกรอบหนึ่ง
ผู้เขียนพยายามฉายภาพในสิ่งที่คาดว่าจะเป็นไปในปีสุนัขดุ เพื่อที่ประชาชนจะได้ปรับตัวได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะผู้เขียนเป็นห่วงเหลือเกินว่า ถ้ายังมุ่งเน้นการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้รักษาตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รัฐจะโชว์ผลงานต่อประชาชนได้ ท้ายที่สุดเราอาจจะต้องพบกับภาวการณ์ตกต่ำของเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จากเหตุผลหลายๆ ด้าน ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
ถึงเวลาที่เราควรกลับมาเน้นการออมของภาคประชาชน ลดการใช้จ่ายครัวเรือนลงเพื่อจะได้ลดปัญหาหนี้สินครัวเรือน อีกทั้งยังเป็นการบรรเทาภาวการณ์ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลงได้พอควร เพิ่มศักยภาพของสินค้าส่งออก หรือใช้นโยบาย Export Led Growth อย่างจริงจัง ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สร้างปริมาณนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศให้มากขึ้น
และท้ายที่สุด คงต้องควบคุมระดับหนี้สาธารณะ ไม่ให้เพิ่มขึ้นมาก แม้ว่าจำเป็นจะต้องลงทุนในโครงการขนาดใหญ่บ้าง
http://gotoknow.org/blog/beutifulmemories/97293