เพลงคุณโต๋ศักดิ์สิทธิ์ เพลง...
ฟังเพลง คลิก รอหน่อยนะครับ
อ่านปากของฉันนะว่า ... อยากจะพูดอีกครั้ง ว่า ...
และจะเป็นอย่างนี้กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่
ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะรักใครไม่ต้องห่วงว่าฉันเปลี่ยนหัวใจ
ฉันจะเป็นอย่างนี้จะ ... ตลอดไป
ครู:เอาล่ะ หลังจากที่นักเรียนฟังเพลงแล้วนักเรียนรู้ไหมว่า “...” คืออะไร
นักเรียน:รักเธอ ครับครู
ครู:เธอรู้ได้ไง เขาไม่เห็นพูดว่ารักเธอ เลย
นักเรียน: ไม่รู้ครับ ผมรู้เอง
ครู:ไม่หรอกเธอกำลังใช้ทักษะชั้นสูงนะ
นักเรียน:อะไร ครับ
ครู:ก็ เดาไง หรือเรียกให้ดีหน่อยคือการทราบจากบริบท
ตอนเด็กๆ คงเคยได้ยิน คำเสียดสีverb to be นั้นคือ verb to เดาพร้อมกับการประณามว่าถ้าใครใช้verb นี้ ในการสอบเพื่อนๆจะว่าไม่ฉลาด อ่อน (ปัญญา) พอเรียนขึ้นมาสูงๆ คำนี้มันก็ถูกขัดสี ให้ดูดี มีระดับ เป็นทักษะ (guessing skills) เชียวนะครับแล้วกลับบอกว่าใครใช้ทักษะนี้เป็นคนฉลาด (อะไรอ่ะ)เดาเก่งก็เปลี่ยนเป็นassume เก่ง พอพูดก็ผมขอตั้งสมมุติฐานว่า (แต่มีหลักการนะไม่ได้มั่ว) หรือcontexualizeเก่ง ภาษาไทยประมาณว่า....ดูจากบริบทแล้วน่าจะหมายถึง (ดูเดาดีมีเหตุผลเป็นเรื่องเป็นราว) มันก็เดาทั้งนั้นแหละทำไมไม่บอกว่าผมขอเดาว่า ง่ายๆ ชัดเจน ไม่รู้ว่า โลกนี้มันเป็นอะไรบางทีผมก็สับสนมาก เจออย่างนี้ประจำ สิ่งที่เป็นของเลว นั่นแหละของดีสิ่งที่ทุกคนว่ามันยาก บางทีคำตอบมันติงต๊อง ยังไงพิกลอย่างนี้เองท่านว่าแม้แต่ขยะก็ทำให้คนเราเป็นเจ้าของโรงงาน recycle ที่ใช้เทคโนโลยีสูงได้ การเดานี้มันสำคัญมากเลยนะครับ เห็นตอนที่เริ่มจะสื่อสารได้ไหมครับฟังไม่ออก ก็เดาไปเดามาทั้งนั้น ถูกๆผิดๆ พูดก็ ยำทั้งคำเก่าคำใหม่ ไวยกรณ์ใส่เข้าไป จนเรียนรู้หลักการเดาได้ถูกต้องด้วยตัวเอง ศัพท์ยากๆ เราต้องเดา จากบริบท (มีหลักการหน่อย) การอ่าน ก็ต้องดูประโยคข้างบน บ้าง หรือมีทักษะการเดาให้เช่นscanning คือหาคำหรือตัวเลขเพื่อเข้าใจเนื้อเรื่อง (text) การเขียนก็ต้องเดาเหมือนกัน เราเคยให้สำนวนอย่างนี้ก็ใส่คำใหม่บางตัวเข้าไปน่าจะแปลได้ แม้เราอาจไม่เคยเห็นมันมาก่อน การเรียนภาษาทุกอย่างก็เหมือนเพลงคุณโต๋ คุณรู้เอง โดยไม่มีใครบอกคุณแต่คำตอบมันโผล่ขึ้นมาเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบนั้นจะถูกมันก็เหมือนเล่นเกมที่ใครเดาได้เร็วกว่าและถูกต้องกว่าคือผู้ชนะแต่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์และบางทีก็มีตัวช่วย(หลักการต่างๆ)เพื่อเข้าถึงคำตอบที่ถูกต้องเพราะเดานี่เดามั่วได้แต่เดาถูกนี่เป็นของยาก
d(^_~) เขียนได้น่าติดตามและน่าเห็นดีด้วยจริง ๆ
การมั่ว ๆ เดา ๆ มันเกิดก่อนการวิวัฒนาการ การเรียนรู้ของมนุษย์รึเปล่าหนอ?
ภาษาไทยเราก็มีคำแบบที่อะไรเหรอมากมาย เช่น เดา มั่ว สุ่ม (มั่วกับสุ่ม มิใช่ มั่วสุม) กำกวม ไม่รู้ สับสน แฝง คาดเดา สมมติ นั่งเทียน ฯลฯ (ที่ไม่อยากใส่เพราะเดี๋ยวไปกันใหญ่๗
อ่า..คำเดา ๆ ของภาษาไทยก็เยอะเหมือนกันนะเนี่ย
ใครมีประสบการณ์(ข้อมูล+ความรู้) และปัญญา ที่ใช้เดาให้ถูกต้องเร็วกว่า จะเป็นผู้ชนะ ก็เป็นจริงดั่งที่ท่านว่าฉะนั้นแล
อนึ่ง..มากมายในโลกนี้ ที่ไม่อาจคาดเดา
ตอบ
เมื่อ อา. 20
เชื่อไหมครับ เรียนมาแทบตาย สุดท้ายให้เรียนทักษะการเดาความจริง ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีวิชา สถิติ การหา regression มันก็เดาหมดนั้นแหละ แต่เป็นการเดาที่ผลลัพธ์มันใช้ได้จริงแฮะ นำข้อมูลไปสร้างสิ่งประดิษฐ์ได้ แล้วการทำวิจัยก็มีพื้นฐานจากวิชานี้เสียด้วย นึกถึงคำพระท่านสอน ความจริงมันเป็นเช่นนั้นเอง แต่ต้องระวังเพราะคนบนโลกนี้เขารังเกียจ คนเดามั่ว คนไม่มีเหตุผล แต่อยากให้อย่าลืมว่า การเดานั่นแหละคือรากฐานการเรียนรู้อันดับแรกๆของมนุษย์
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ อาจารย์ไม่ค่อยเขียน blog เลย
เมื่อ อา. 20 พฤษภาคม
นั้นนะสิครับ แต่อย่าเผลอบอกว่านี่คือการเดาเดี๋ยวจะกลายเป็นเดามั่ว 5555 ต้องบอกว่าใช้บริบทหาคำตอบ เด็กก็ไม่รู้หรอกว่าเขานั้นแหละกำลัง ใช้ verb to เดาอยู่ ที่จริงอาจารย์น่าจะเรียงลำดับกระบวนท่าด้วยนะครับ จากง่ายไปยาก และให้เด็กแข่งขันกันว่าใครจะแสดงท่าได้เร็วสุดแม่นสุด (ประลองยุทธ) นี่แหละภาษาฝรั่งเรียกการฝึก cognition