้เพราะชีวิตคนไทยที่สมบูรณ์คงต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ “พระพุทธศาสนา” เป็นหลัก

ความสนใจในการจัดการศึกษาแนวพระพุทธศาสนาเริ่มได้รับความสนใจครั้งใหม่  ตามที่ปรากฏในเอกสารเผยแพร่  “ข้อคิดความเห็นของ  พระธรรมปิฎก  (ป.อ.  ปยุตโต)  เมื่อ ๑๔   ก.พ.  ๒๕๔๖ ในสมัยที่  ดร. สิริกร  มณีรินทร์  เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “  แต่ถ้าจะสืบลึกลงไปตามประวัติการศึกษาไทยตามที่สั่งสอนกันมา   “การศึกษาแนวพุทธ”  ในประเทศไทยมีมาตั้งแต่โบราณกาล  ที่เริ่มการศึกษา   “ในวัด”  โน้นเลยทีเดียว   แต่ท่านไม่ได้ใช้ชื่อว่า   “การศึกษาแนวพุทธ”  เท่านั้นเอง  ดูเหมือนแผนการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  ๒๕๐๓  จะเป็นแผนการศึกษาสุดท้ายที่เน้นการศึกษาแนวพุทธที่ชัดเจน   แผนการศึกษาฉบับนี้ใช้มานานถึง  ๑๗  ปี
 
พอถึงแผนการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  ๒๕๒๐  และฉบับต่อๆมาก็ปรับเปลี่ยนไปวิ่งตามวิธีการแบบตะวันตกอย่างเต็มที่กันเลยทีเดียว  เพราะคณาจารย์สำคัญๆที่จบการศึกษาระดับสูงจากประเทศตะวันตก  (อเมริกา)  กำลังเฟื่องที่สุด  แต่พอหลัง  พ.ศ.  ๒๕๒๙  คณาจารย์ที่เป็นศิษย์ทายาทปรมาจารย์ตะวันตกนั่นแหละท่านได้เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง  ได้ตั้ง  “สมาคมการศึกษาแห่งประเทศไทย”  ผลงานที่สมาคมนี้พิมพ์เผยแพร่  คือ  หนังสือ  “การศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์  เพื่อสันติภาพและการพัฒนา”  เป็นหนังสือปกแข็ง  ปกสีเขียว  เป็นหนังสือขนาดใหญ่  เล่ม ๑  -  ๓  รวม  ๓  เล่ม  แต่เป็นที่น่าเสียดาย  เท่าที่ทราบหนังสือ  “การศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา”  ชุดนี้ดูจะไม่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของไทยแต่อย่างใดเลย  หากได้มีการอภิปรายหลักการ  แนวคิด  วิธีการทดลองนำไปใช้  และมีการพัฒนา  ปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ  ก็น่าจะมีประโยชน์มากกว่านี้
 
เพราะชีวิตคนไทยที่สมบูรณ์คงต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ “พระพุทธศาสนา”  เป็นหลัก  แต่วิชาการทางตะวันตกที่เสริมกัน  “คงต้องมีการเลือกสรรค์เอาแต่สิ่งที่ดีที่สุด  เหมาะสมที่สุด  และประหยัดที่สุด” โดยไม่ขัด  ทำลาย  หรือหลุดหล่นไปจากหลักการของพระพุทธศาสนา

หลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนา  ที่อาจเรียกว่าเป็นคุณสมบัติของชาวพุทธ  ๔  อย่าง  คือ
๑.  ชาวพุทธ  “ถือหลักการกระทำทุกอย่างด้วยความเพียร”
๒.  ชาวพุทธ “ถือหลักการเรียนรู้พัฒนาตนเองจนกว่าจะบรรลุสิ่งที่ควรได้รับสูงสุด”
๓.  ชาวพุทธ  “ถือหลักการพึ่งตนได้  จึงทำให้มีอิสระภาพ”  ไม่ตกเป็นทาสของคนและวัตถุ   การพึ่งตนคือต้องทำให้แก่ตัวเองด้วยตนเอง  จึงต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดชีวิต  เพื่อให้ทำได้ด้วยตนเอง
๔.  ชาวพุทธ  “ถือหลักความไม่ประมาท”  คือต้องขวนขวาย  ขยันขันแข็ง  ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างสูญเปล่า
“คือ  ชาวพุทธจะเชื่อกรรม  คือการกระทำทางกาย  วาจา  และใจ  ของตนเองเท่านั้น  ไม่เชื่ออำนาจดลบันดาลจากภายนอก  และต้องกระทำด้วยความเพียรพยายาม,  การกระทำของตนเองจะให้เกิดมีผลดีได้ขึ้นอยู่กับ  ภูมิปัญญาและฝีมือของตนเอง  จึงต้องเรียนรู้และพัฒนาตนโดยตลอด  ไม่หวังพึ่งใครและสิ่งใด,  ชาวพุทธมีอิสระภาพ  ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด  เป็นตัวของตัวเอง,  ชาวพุทธเป็นคนกระตือรือร้น  ขวนขวาย  เอาจริงเอาจัง  ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่า”  ถ้าใครมีคุณสมบัติแตกต่างจากหลักการทั้ง  ๔  ข้อนี้แม้ข้อหนึ่งข้อใด ท่านบอกว่าเป็นคนที่  “หลุดร่วง”  จากความเป็นชาวพุทธแล้ว